แม้เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาไม่เป็นใจ แต่สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์กลับเติบโตสวนทาง และมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญคือ เมื่อผู้บริโภคลดการใช้จ่ายชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือทริปท่องเที่ยว พวกเขากลับหันมาซื้อ “ความสุขชิ้นเล็ก” แทน

ของแต่งบ้าน ของใช้ดีไซน์น่ารัก เครื่องเขียน หรือแกดเจ็ตชิ้นเล็ก ๆ ที่ราคาเริ่มตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงไม่กี่ร้อยบาท กลายเป็นการให้รางวัลตัวเองในวันที่โลกภายนอกวุ่นวาย ยุ่งเหยิง
ภาพนี้สะท้อนชัดผ่านเส้นทางของ DAISO แบรนด์จากญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดไทยตั้งแต่ปี 2546 ด้วยแนวคิด One-Price Shop สินค้าราคาเริ่มต้นราว 60 บาท และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ก่อนจะปรับเป็น Multi-Price Strategy เช่น 60 / 80 / 100 / 200 บาท

ขณะเดียวกัน DAISO เลือกเส้นทาง “โตแบบระวัง” ต่างจากคู่แข่งที่เร่งขยายสาขา ผลลัพธ์คือการประคองตัวทางการเงินมาอย่างยาวนาน ปี 2560 รายได้ 1,405 ล้านบาท กำไร 108 ล้านบาท จากนั้นปี 2562–2565 ขาดทุนต่อเนื่อง รายได้ลดลงมาเหลือราว 700 กว่าล้านบาท ก่อนจะกลับมามีกำไรอีกครั้งในปี 2566–2567 ราวปีละประมาณ 25 ล้านบาท

อีกฝั่งคือ MINISO แบรนด์จากจีนที่มาเร็วและแรงเกือบตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเดือนมกราคม 2568 เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบริษัทแม่จากจีนเข้ามาดำเนินการเองโดยตรง ผ่านบริษัท มินิโซ วิงกี้ จำกัด แทนบริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด
การเปลี่ยนผ่านการบริหารในช่วงนั้น ส่งผลให้รายได้และกำไรของ MINISO ในปี2567ลดลงชั่วคราว
พร้อมเป้าหมายชัดเจนในการก้าวสู่ “เบอร์ 1 ไลฟ์สไตล์สโตร์ในไทย” และยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานหลักของ MINISO ในอาเซียน ด้วยการประกาศขยายให้ได้ 100 สาขาทั่วประเทศภายใน 3 ปี
ในขณะที่ LEMONY คือแบรนด์ที่เกิดจากการต่อยอดประสบการณ์ในระบบแฟรนไชส์ของบริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง สู่การสร้างแบรนด์ท้องถิ่นที่สามารถกำหนดทิศทางและคาแรกเตอร์ของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น
ด้านฝั่งโลคอล Moshi Moshi กลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยที่ร้อนแรงและครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในเวลานี้ ท่ามกลางคู่แข่งหลายชาติ ด้วยจุดแข็งของแบรนด์ท้องถิ่นที่เข้าใจผู้บริโภค และสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ตั้งแต่ไอเดียจนวางขายได้อย่างรวดเร็ว
ปี 2569 ยังวางแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 35 แห่ง รวมถึงสาขาแบบ Standalone อย่างน้อย 5 แห่ง ด้วย

อีกแบรนด์ที่น่าจับตาคือ KKV ซึ่งเข้ามาเมืองไทยได้เพียงปีแรก แต่ขยายสาขาไปแล้วถึง 12 สาขา KKV เป็นธุรกิจร้านไลฟ์สไตล์จากจีนที่ Mister DIY เข้าไปลงทุนและร่วมขยายสาขาในไทย–มาเลเซีย ในฐานะแบรนด์คนละเซกเมนต์ และจะเปิดสาขาล่าสุดที่เซ็นทรัลมหาชัย ในวันที่ 8 ม.ค.69

นอกจากนี้ ในปี 2568 ยังมีแบรนด์ไลฟ์สไตล์จากต่างประเทศที่บุกตลาดไทยอย่างคึกคัก
ตั้งแต่ OH!SOME จากสิงคโปร์ ที่ชูจุดเด่นสินค้าลิขสิทธิ์เอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ Disney

Flying Tiger จากเดนมาร์ก ที่โดดเด่นด้วยสีสันจัดจ้านและดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียนสนุกสนาน เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่มีการขยายสาขาได้เร็วมากเพียงไม่กี่เดือนเปิดไปแล้ว 6 สาขา

ไปจนถึง Sunnies World จากฟิลิปปินส์ ที่ครองใจผู้บริโภคด้วยกระติกน้ำแบบ Customizable เลือกสี ฝา สายคล้อง และสลักชื่อหรืออีโมจิได้ตามใจ

ในวันที่เศรษฐกิจบีบคั้น ความสุขราคาหลักร้อยไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือพื้นที่ปลอดภัย ที่ผู้บริโภคยอมจ่าย เพื่อควบคุม ควบคุม “โลกเล็ก ๆ ของตัวเอง” ให้ยังมีความหมาย
