ในขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับความอัจฉริยะของ AI วงการการศึกษาหลายประเทศต่างกำลังปรับตัว แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญปัญหาที่น่ากังวล เช่นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอังกฤษ

ผลสำรวจจากครูมัธยมในอังกฤษชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพา AI ที่มากเกินไปกำลังกลายเป็น “ทางลัดที่ทำลายโอกาสการเรียนรู้” โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานอย่างการอ่าน การเขียน และที่สำคัญที่สุดคือ การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ข้อมูลจากการสำรวจของสหภาพการศึกษาแห่งชาติของอังกฤษ (NEU) ระบุว่า ครูกว่า 2 ใน 3 เห็นว่านักเรียนมัธยมในปัจจุบันกำลังสูญเสียความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ เพราะ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่แทนสมองในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหาคำตอบไปจนถึงการเรียบเรียงประโยค

ฟังก์ชันการเปลี่ยนเสียงเป็นข้อความ (Voice-to-Text) และระบบสะกดคำอัตโนมัติของ AI ทำให้เด็กนักเรียนรุ่นใหม่ละเลยทักษะการสะกดคำและการเขียนด้วยลายมือ เพราะพวกเขารู้สึกว่าความรู้เหล่านี้ “ไม่จำเป็น” อีกต่อไป

ครูรายหนึ่งระบุว่า AI กำลังทำลายแก่นแท้ของการศึกษา ซึ่งควรจะประกอบด้วยการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาและความพยายามร่วมกัน แต่ปัจจุบันเด็กนักเรียนส่วนใหญ่กลับเลือกใช้ AI ในการทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะการบ้าน

ดังนั้น งานที่นำมาส่งจึงแทบไม่ได้ใช้ความคิดและทักษะต่างๆ ของตัวเองเลย จนอาจกล่าวได้ว่าแทบจะวิเคราะห์เองไม่เป็น และการอ่านหรือสะกดคำก็เป็นไปอย่างลำบาก

ทว่าอีกด้านหนึ่งก็มีข้อมูลย้อนแย้งที่ควรกังวลเช่นกัน ซึ่งมาจากฝั่งครู โดยพบว่าครูในอังกฤษใช้ AI ในการทำงานสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลระบุว่ากลุ่มตัวอย่างครูในอังกฤษถึง 76% ยอมรับว่าใช้ AI ในการทำงานประจำวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 53%

ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้เพื่อลดภาระงานหนัก โดย 61% นำมาใช้สร้างสื่อการสอน 41% นำมาใช้วางแผนบทเรียน และ 38% นำมาใช้จัดการงานธุรการ

ความย้อนแย้งนี้สร้างคำถามสำคัญในแวดวงการศึกษาอังกฤษที่ว่า ในเมื่อครูเองยังต้องการ AI เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วจะสามารถสร้างมาตรฐานการใช้งานที่เหมาะสมให้กับนักเรียนได้อย่างไร

โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนกว่าครึ่งยังไม่มีนโยบายการใช้ AI ที่ชัดเจน จนนำไปสู่สิ่งที่ครูบางส่วนเรียกว่าการผลิต “งานขยะ” (Sub-standard slop) ออกมาสู่ระบบการศึกษาเพียงเพราะความสะดวก

แม้รัฐบาลอังกฤษจะมองว่า AI คือความหวังในการลดช่องว่างทางการศึกษา โดยเฉพาะการส่ง “ติวเตอร์ AI” ไปถึงมือเด็กด้อยโอกาสนับแสนคน แต่ครูส่วนใหญ่กลับคัดค้านเพราะเชื่อว่าสิ่งที่เด็กเหล่านี้ต้องการไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ “ปฏิสัมพันธ์จากมนุษย์” เพื่อเสริมสร้างทักษะทางสังคมและลดความโดดเดี่ยว

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การหาจุดสมดุล หากปล่อยให้ AI เข้ามา “ทำแทน” มากกว่า “ช่วยเสริม” เราอาจได้เห็นคนรุ่นถัดไปที่เข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลก แต่กลับไม่เหลือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สื่อสาร หรือแก้ปัญหาด้วยสมองของตนเอง ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว / theguardian