ตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา ภาพจำของ “มาลี” (Malee) ผูกติดอยู่กับแบรนด์น้ำผลไม้และผลไม้กระป๋องมาตลอด

แต่เมื่อถึงจุดที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่เครื่องดื่มดับกระหาย แต่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเพื่อแลกกับ “สุขภาพที่เจาะจงและอายุที่ยืนยาว”

การพึ่งพายอดขายจากโมเดลธุรกิจเดิมจึงไม่ใช่คำตอบของการเติบโตอีกต่อไป

ซึ่งนั่นทำให้มูฟเมนต์ล่าสุดของ มาลี กรุ๊ป น่าสนใจอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่ได้เลือกขยายตลาดด้วยการออกเครื่องดื่มรสชาติใหม่

แต่ตัดสินใจงัดอาวุธลับที่ซุ่มพัฒนามานานเกือบ 10 ปี อย่าง Malee Applied Sciences (MAS) บริษัทลูกที่เข้ามารับไม้ต่อในการเป็น New S-Curve ขององค์กร

MAS ทำธุรกิจอะไร? ถ้าให้อธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด เวลามาลีผลิตน้ำผลไม้หรือผลไม้กระป๋อง จะมีของเหลือทิ้งจำนวนมาก

เช่น กากมะพร้าว เปลือกส้ม หรือเปลือกเงาะ แทนที่จะทิ้งไปเปล่าๆ MAS จะนำของเหลือเหล่านี้เข้าแล็บ

เพื่อสกัดเอาสารที่มีประโยชน์ออกมา แล้วส่งขายเป็นวัตถุดิบแบบ B2B ให้กับโรงงานหรือแบรนด์ต่างๆ นำไปทำเป็นสกินแคร์หรืออาหารเสริม

แต่สารสกัดธรรมชาติทั่วไปมักมีข้อจำกัดเรื่อง ความคงตัวและการดูดซึม MAS จึงนำเทคโนโลยีเข้ามาอุดช่องโหว่นี้

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง กรรมการผู้จัดการ MAS อธิบายกลไกนี้แบบเข้าใจง่ายว่า MAS ใช้เทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนการ “สร้างแคปซูลจิ๋ว” มาห่อหุ้มสารสำคัญเหล่านั้นไว้

เพื่อปกป้องสารสกัดจากการเสื่อมสภาพเมื่อต้องเจอกับความร้อนระหว่างการผลิต หรือเจอกับสภาพกรดในกระเพาะอาหาร

โดยแคปซูลจิ๋วนี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนพาหนะที่ช่วยปกป้องและนำส่งสารสำคัญไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างแม่นยำขึ้น

ส่งผลให้สกินแคร์หรืออาหารเสริมที่ใช้วัตถุดิบนี้ สามารถรักษาคุณค่าของสารบำรุงไว้ได้อย่างเต็มที่ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าสารสกัดทั่วไป

ซึ่งผลงานเด่นๆ ของ MAS ที่นำกากผลไม้มาเพิ่มมูลค่า เช่น

  • เปลือกเงาะกระป๋อง : สกัดเป็นสาร Rambinol นำไปทำสกินแคร์ลดเลือนริ้วรอย (Anti-aging)
  • เปลือกสับปะรด : สกัดเป็นสาร Bromexol นำไปทำครีมบำรุงให้ผิวโกลว์
  • เปลือกมะพร้าว : สกัดเป็นสารช่วยลดสิวอักเสบ

โมเดลธุรกิจ B2B จิ๊กซอว์ดันกำไรให้พุ่งสูง

นอกจากนี้ การนำของเหลือทิ้งมาต่อยอดเป็นสารสกัดนวัตกรรมขั้นสูง ไม่ได้แค่ตอบโจทย์เรื่องการลดขยะ (Zero Waste) แต่ยังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะหากเทียบกำไรขั้นต้น (GP) เฉลี่ยของการขายน้ำผลไม้ ซึ่งอยู่ที่ราว 19-20% แล้ว ธรรมชาติของธุรกิจการขาย “สารสกัดนวัตกรรมขั้นสูง” แบบ B2B อย่างที่ MAS ทำนั้น มีอัตรากำไร (Margin) ที่สูงกว่าสินค้ากลุ่ม FMCG ทั่วไปค่อนข้างมาก

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาลี กรุ๊ป ฉายภาพว่า ตอนนี้ MAS ไม่ใช่แค่แผนก R&D หลังบ้านอีกต่อไป

แต่คือหน่วยธุรกิจทำเงิน ที่จะเข้ามาช่วยดึงโครงสร้างกำไรของทั้งกรุ๊ปให้สูงขึ้น โดยลุยตลาด B2B ผ่าน 3 โมเดลหลัก คือ

  1. Innovation Catalyst พัฒนาสารสำคัญให้แบรนด์มาลี เช่น Malee Coco ที่ใส่สารไลโปซอสเพื่อช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
  2. Raw Material Supplier ขายสารสกัดนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ แบรนด์สกินแคร์ และโรงงาน OEM ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าในไทยแล้วกว่า 70 บัญชี
  3. Innovation Partner รับเป็นที่ปรึกษาและร่วมวิจัยพัฒนาระบบนำส่งสารแบบ Tailor-made เฉพาะแบรนด์ เพื่อสร้างจุดขายที่เป็นเอกสิทธิ์ให้ลูกค้า

โดยเป้าหมายระยะสั้นของ MAS คือการดันรายได้ให้เติบโต 3 เท่าตัว ภายในปี 2569 พร้อมกับเตรียมนำนวัตกรรมสารสกัดจากสับปะรดไปเวทีโลก อย่าง In-Cosmetics Global 2026 ที่ปารีส เพื่อเปิดประตูลูกค้าฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ดังนั้น การขยับตัวของมาลี กรุ๊ป ในครั้งนี้ จึงน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการขยายโปรดักต์ไลน์บนเชลฟ์ซูเปอร์มาร์เก็ต

แต่คือการลงสนามธุรกิจ B2B ด้วยนวัตกรรมขั้นสูง ที่ทั้งเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือทิ้ง และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าเดิมได้อย่างน่าสนใจ