ยุคเศรษฐกิจผันผวน ค่าครองชีพพุ่งสูง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ (Emotional-driven) หรือซื้อตามกระแส ตอนนี้ผู้บริโภคไทยกว่า 90% ในทุกเจนเนอเรชันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่คิดวิเคราะห์อย่างหนักก่อนจ่ายเงิน

งานวิจัย “THAI SMARTSUMER 2026” จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคนี้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “SmartSumer” ที่ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล โดยให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” (Value for Money) อย่างรอบด้าน ทั้งคุณภาพ ปริมาณ และประโยชน์ใช้สอย มากกว่าการมองหาของที่ราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว 

ที่น่าสนใจคือ พวกเขาหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี AI อย่างหนักเพื่อเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการค้นหา วิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ

หมดยุคใช้อารมณ์ เจาะพฤติกรรม “SmartSumer” 

แบรนด์จะรอดอย่างไร เมื่อผู้บริโภคไทย 90% ใช้ AI คัดก่อนซื้อ

หมวดหมู่ข้อมูล หัวข้อ / กลุ่มเป้าหมาย รายละเอียด / สัดส่วน
พฤติกรรม 5 มิติของคนไทยยุค SmartSumer ค้นหาและเปรียบเทียบ (Search & Compare) ทำการบ้านอย่างหนักเพื่อหาข้อมูล รีวิว และเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ
มองหาความคุ้มค่าสูงสุด (Maximize Value) ประเมินความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไปกับคุณภาพและอายุการใช้งาน
ความต้องการความจริงใจ (Authentic Demand) ต้องการแบรนด์ที่โปร่งใส บอกข้อดีข้อเสียชัดเจน ไม่โฆษณาเกินจริง
การลดความเสี่ยง (Risk Reduction) ระมัดระวังการจ่ายเงิน ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และไปลองสินค้าจริงที่หน้าร้าน (Showrooming)
การรอจังหวะเวลา (Timing & Patience) ดองสินค้าไว้ในตะกร้าเพื่อรอจังหวะโปรโมชันที่คุ้มค่าที่สุด
คนไทยยุค SmartSumer ทำอะไรกัน กว่า 90% ของผู้บริโภคหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้า
71% ของผู้บริโภคเคยใช้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อสินค้าในมิติต่างๆ
73% ใช้ AI ช่วยสรุปรีวิวจากหลายแหล่ง และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า
70% จะปฏิเสธแบรนด์ทันทีหากพบว่าทำการโฆษณาเกินจริง
11-20% คือระดับโปรโมชันส่วนลดที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด (Sweet Spot)
50% ของผู้บริโภคมีพฤติกรรมดองของไว้ในตะกร้า เพื่อรอจังหวะเวลาโปรโมชันที่ใช่
เจาะลึก Gen ไหนใช้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อมากที่สุด Gen Z 99%
Gen Y 96%
Gen X 67%
Baby Boomer 23%
พฤติกรรมเด่นของคนแต่ละ Gen Gen Z เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูงที่สุด โดดเด่นเรื่องการรอจังหวะราคาและโปรโมชันถึง 62% หากสินค้าแพงเกินไปกว่า 40% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันที นอกจากนี้ยังเริ่มเปลี่ยนมาใช้ TikTok และ E-commerce เป็นแหล่งค้นหาข้อมูลแทน Search Engine แบบเดิม
Gen Y เป็นสายทำการบ้านหนักที่สุด มีการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลสูงถึง 89% และเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นในผลลัพธ์การวิเคราะห์ของ AI สูงสุดถึง 94%
Gen X เป็นสายเซฟตี้ ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงสูงที่สุดถึง 89% และเน้นมองหาความคุ้มค่าสูงสุดในการซื้อ
Baby Boomer เป็นกลุ่มที่ถูกขับเคลื่อนด้วยโปรโมชันมากที่สุดถึง 67% และมีความพิถีพิถันกับการเลือกซื้อสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค (FMCG) สูงสุดถึง 96%
ที่มา : THAI SMARTSUMER 2026 สำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 600 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นเพศชายและหญิงในสัดส่วนเท่ากัน รวมทั้งกระจายตามเจนเนอเรชันอย่างเท่าเทียม ทั้ง Gen Z (11-26 ปี), Gen Y (27-42 ปี), Gen X (43-58 ปี) และ Baby Boomer (59-77 ปี) จัดทำโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU), เมษายน 2026 

แบรนด์จะมัดใจ SmartSumer ได้อย่างไรในยุค AI

การที่ผู้บริโภคเปลี่ยนใจมาใช้เหตุผล ไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์แบรนด์เดิม ๆ ถือเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส แบรนด์ที่จะชนะใจผู้บริโภคยุคนี้ได้ ไม่ใช่แบรนด์ที่ลดราคามากที่สุด แต่คือ “แบรนด์ที่จริงใจที่สุด” 

งานวิจัยได้แนะนำกลยุทธ์ “SOSSA Model” เพื่อให้ธุรกิจนำไปประยุกต์ใช้ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก

1.กลยุทธ์สำหรับแบรนด์และร้านค้าปลีก (Brands & Retailers) ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ย่อย หรือ S-O-S

Sincere Marketing – การตลาดที่จริงใจ : แบรนด์ต้องสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา บอกทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างชัดเจน และต้องไม่โฆษณาเกินจริง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการข้อมูลเชิงลึก เช่น หมวดความงามและสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนผสม แหล่งที่มา และใบรับรองอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ร่วมกับการใช้รีวิวจากประสบการณ์ของผู้ใช้จริง

Optimize Touch Point – การปรับปรุงและเชื่อมโยงจุดสัมผัส : ปัจจุบันจุดสัมผัสของลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น แบรนด์จึงต้องรักษาช่องทางการสื่อสารเดิมควบคู่ไปกับการเปิดรับช่องทางใหม่ ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ 

แบรนด์ควรเตรียมพร้อมด้วยการทำข้อมูลให้มีโครงสร้างชัดเจน (AI-Ready Content) เพื่อให้ AI ค้นหาและดึงไปวิเคราะห์ได้ง่าย รวมถึงเชื่อมโยงประสบการณ์ทุกช่องทาง (Omni-Channel) อย่างไร้รอยต่อ

Smarter Promotion – โปรโมชันที่ชาญฉลาด : การนำเสนอการขายต้องใช้วิธีและราคาที่เหมาะสมกับแต่ละเจนเนอเรชันและหมวดหมู่สินค้า โดยมุ่งเน้นที่การตั้งราคาตามความคุ้มค่าโดยรวม (Value-Based Pricing) ทั้งด้านคุณภาพและอายุการใช้งาน มากกว่าการแข่งขันลดราคาเพียงอย่างเดียว 

ทั้งนี้ ระดับส่วนลด 11-20% คือจุดที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด (Sweet Spot) ซึ่งควรนำมาผสานกับโปรโมชันเสริมอื่น ๆ เช่น ซื้อ 1 แถม 1, จัดเซต หรือบริการส่งฟรี

2.กลยุทธ์สำหรับนักพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการ (Platform & Service Developers) ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์ย่อย หรือ S-A

Shopper Assistant – ผู้ช่วยช้อปปิ้งอัจฉริยะ : ร้านค้าและแพลตฟอร์มควรพัฒนาระบบผู้ช่วยเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค เช่น การใช้ AI ช่วยสรุปรีวิว เปรียบเทียบราคาข้ามแพลตฟอร์ม แจ้งเตือนโปรโมชัน ตรวจสอบสินค้าของแท้ และแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณ เพื่อช่วยให้ลูกค้าหาข้อมูลและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

Authenticity Verification – การยืนยันความโปร่งใส : สร้างระบบสำหรับตรวจสอบความโปร่งใสของแบรนด์ มีการตรวจสอบรีวิวปลอม และสร้างระบบคะแนนความน่าเชื่อถือ เพื่อลดความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคกลุ่ม SmartSumer

ทั้งนี้ บทสรุปสำคัญจากงานวิจัยคือ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและข้อมูลที่ท่วมท้น ผู้บริโภคฉลาดขึ้นและมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ที่ดีขึ้น การใช้ Data และ AI เพื่อทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง พร้อมนำเสนอ “ความจริงใจ” และ “ความคุ้มค่า” อย่างตรงไปตรงมา คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยสร้าง Brand Loyalty และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุค SmartSumer