เมื่อ Marketeer ถามกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ AssetWise / ASW ว่าถ้าให้ประเมินตลาดอสังหาฯ ไทยวันนี้ใน 1 ประโยค คุณจะบอกว่าอะไร

“Wait and see” เขาตอบอย่างเร็ว ซึ่งหมายความว่า คือการหยุดดูจังหวะ ประเมินภาพของสถานการณ์ให้ชัด ก่อนเลือกทางเดินที่ถูกต้องที่สุด

หากเจาะลึกลงไปในโครงสร้างของปัญหา ผู้บริหาร ASW บอกว่า

“หัวใจของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ฝั่ง Supply หรือ Financing แต่คือ Demand ที่ยังไม่กลับมา กำลังซื้อของผู้บริโภคยังถูกกดดันจากภาระหนี้และสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้ตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แม้ผู้ประกอบการจะพยายามออกโปรโมชั่นหรือปรับราคาเพื่อกระตุ้นตลาดแล้วก็ตาม”

ดังนั้น การตัดสินใจของผู้ซื้อ หรือฝั่งดีมานด์ยังคงต้องรอเวลากันต่อไป

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้  เขาไม่ได้เลือกเดินเกมแบบสุดทางใดทางหนึ่ง แต่ใช้แนวคิดที่สะท้อนการบริหารในช่วงวิกฤตได้อย่างน่าสนใจ โดย ASW เลือกที่จะรุกในบางทำเล และตั้งรับในบางทำเล

เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้คำว่า “เร็ว ช้า หนัก เบา” ให้เป็น ต้องไวกับสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การเปิดโครงการ การทำโปรโมชั่น ต้องมีความรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และหากมีความผิดพลาด จะรุกหรือจะรับก็ต้องตัดสินใจเร็วเช่นกัน

แม้ภาพรวมจะดูท้าทาย แต่ กรมเชษฐ์ กลับมองเห็น “โอกาส” ซ่อนอยู่ในวิกฤต เพราะคู่แข่งลดลง ราคาที่ดินปรับตัวลง Supply ใหม่หายไปจากตลาดจำนวนมาก

สถานการณ์วันนี้จึงเปรียบเหมือน “หมอกที่เริ่มจาง” คำถามสำคัญคือ “ใครจะมองเห็นภาพชัดก่อน และตัดสินใจได้แม่นกว่า”

อีกหนึ่งตัวแปรที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ คือ ต้นทุนที่ผันผวนจากราคาน้ำมัน ผลกระทบหลักเกิดขึ้นผ่าน Logistics และการขนส่ง ซึ่งส่งต่อไปยัง “ราคาวัสดุก่อสร้าง” โดยตรง ซึ่งขึ้นกับช่วงเวลาการก่อสร้างของโครงการว่าวัสดุส่วนไหนที่ใช้ในช่วงนี้ และต่อไปอีก 3–6 เดือน

วิธีรับมือเป็นการ “บริหารการใช้” เช่น ลดการใช้วัสดุบางประเภท หาวัสดุทดแทน หรือชะลอการใช้ในบางช่วงเวลาเพื่อกระจายแรงกดดันด้านต้นทุน

สิ่งที่น่าสนใจคือ มุมมองต่อ “ความเสี่ยง” ของ ASW ไม่ได้อยู่ที่สต๊อกค้าง เพราะเป็น Finished goods เปลี่ยนเป็นเงินได้แล้ว ดีกว่าสินค้าหรือโครงการที่กำลังก่อสร้างค้างคาอยู่ซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินไม่ได้

ใน Worst case scenario  เช่น สงครามโลกยืดเยื้อ ความล่าช้าในการก่อสร้างจะทำให้ต้นทุนพุ่งสูง การส่งมอบล่าช้า และกระทบความเชื่อมั่นลูกค้าโดยตรง ดังนั้น กลยุทธ์หลักจึงชัดเจน “เดินหน้าก่อสร้างให้จบ และพร้อมโอนให้เร็วที่สุด”

กรมเชษฐ์ยังให้ความเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ใช้ทั้ง “เงิน” และ “เวลา” สูง แต่ละโครงการใช้เวลาพัฒนา 2–4 ปี และมีความเสี่ยงในทุกช่วงของวงจร

เขาจึงมองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหา แต่เป็น “บททดสอบ” ความแข็งแกร่งขององค์กร เปิดให้เห็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ และกลายเป็นบทเรียนสำหรับการวางแผนในอนาคต

 “สุดท้ายแล้วในวิกฤตมีโอกาสก็จริง แต่ต้องรอดให้ได้ก่อนนะครับ ถึงจะคว้าโอกาสนั้นได้”

สำหรับผลประกอบการของ ASW ในไตรมาส 1/2569 บริษัททำยอดขายได้ 6,854 ล้านบาท เติบโต 16% QoQ

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการรุกทำเลศักยภาพอย่าง รังสิต และภูเก็ต โดยเฉพาะภูเก็ตที่ยังคงเป็น World Destination ดึงดูดกลุ่ม High Net Worth นักลงทุน และลูกค้าระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมี Backlog ระดับสูง รองรับการรับรู้รายได้ในอนาคต และเตรียมโอนโครงการใหม่อีก 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 26,760 ล้านบาท ภายในปีนี้