เมื่อเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและวิกฤตเศรษฐกิจ ความสะดวกสบายและสินค้าราคาถูกที่ซื้อได้ในปริมาณมาก จึงกลายเป็นตัวเลือกหลักในการซื้อสินค้าแทบทุกประเภทรวมไปถึงยาและเวชภัณฑ์
ล่าสุดในเกาหลีใต้ได้เกิดเทรนด์ใหม่ที่กำลังถูกจับตามอง นั่นคือ ร้านยาบิ๊กสโตร์ ซึ่งฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของการซื้อยา ที่ซื้อจากร้านขายยาตามตึกแถวในละแวกบ้านและมีเภสัชกรประจำอยู่ที่ร้าน

ตัวอย่างล่าสุดของเทรนด์นี้คือการเปิดตัวของ เมดิคิงดอม ฟาร์มาซี บริเวณชั้น 1 ของอาคารยงซาน เอ็ตแลนด์ ย่านค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ร้านยาแห่งนี้มีพื้นที่มากถึง 1,178 ตารางเมตร
ซึ่งหากเทียบกับร้านยาตามตึกแถวทั่วไปที่มีขนาดเฉลี่ยเพียง 50 ตารางเมตร จะพบว่าร้านแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าถึง 24 เท่า
ขณะที่บรรยากาศภายในถูกออกแบบให้คล้ายคลึงกับห้างค้าปลีกชื่อดังอย่าง คอสต์โค หรืออีเกีย ที่ลูกค้าสามารถเข็นรถช้อปปิ้งเดินเลือกซื้อยาประเภทต่างๆ อาทิ วิตามิน ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ และยาลดไข้ โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ได้จากชั้นวางที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ และไม่ต้องผ่านการสอบถามหรือปรึกษาเภสัชกรที่หน้าเคาน์เตอร์เหมือนในอดีต
สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ร้านยาสเกลยักษ์ ที่มีพื้นที่มากกว่า 500 ตารางเมตร กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2022 และ 2024 มีร้านเปิดใหม่เพียงปีละ 1 แห่งเท่านั้น
แต่เพียงแค่ช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ กลับมีร้านขนาดใหญ่เปิดตัวเพิ่มขึ้นถึง 10 แห่ง โดยร้านเหล่านี้มักใช้ชื่อที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่ เช่น เน้นที่คำว่าเมก้า เช่น เมก้าฟาร์มาซี เมก้าทาวน์ และเมก้าสโตร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นศูนย์รวมยาที่ครบวงจรและมีราคาถูกกว่าปกติถึง 30%
เนื่องจากการใช้กลยุทธ์ซื้อสินค้าจำนวนมหาศาลโดยตรงจากบริษัทผลิตยา ทำให้สามารถลดต้นทุนการจัดซื้อได้มากกว่าร้านยาขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตาม การใช้การตลาดและราคาเป็นตัวนำ มาใช้กับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์อย่างเข้มข้นได้กลายเป็นดาบสองคม โดยในแง่หนึ่งผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากราคาที่ถูกลงและความสะดวกในการซื้อยาที่ใช้บ่อย
แต่ในอีกแง่หนึ่ง สมาคมเภสัชกรรมเกาหลีได้ออกมาเตือนว่า การจัดวางยาให้หยิบง่ายเหมือนขนมขบเคี้ยวอาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อกักตุนหรือการใช้ยาเกินความจำเป็น โดยขาดคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าร้านยาขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มกลายเป็นแหล่งหาซื้อยาเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดของกลุ่มวัยรุ่น และส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านยาขนาดเล็กแบบเดิมตามละแวกต่างๆ
มีรายงานว่าร้านยาแบบเดิม 65% ที่มีร้านแบบสโตร์ขนาดใหญ่มาเปิด ลูกค้าและยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง จนอาจต้องปิดกิจการ และก่อเกิดปัญหาการเข้าถึงยาในชุมชนห่างไกลในอนาคต
ทางด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มขยับตัวเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยมีการเสนอแนวทางควบคุมการใช้คำโฆษณาที่อาจจูงใจให้เกิดการใช้ยาผิดประเภท เช่น การสั่งห้ามใช้คำว่า “สไตล์โกดัง” (Warehouse-style), “สไตล์มาร์ต” (Mart-style) หรือ “โรงงาน” (Factory) ในชื่อหรือสื่อโฆษณาของร้านขายยา
รวมถึงการพิจารณามาตรการควบคุมเวลาเปิด-ปิดร้านยาแบบสโตร์ขนาดใหญ่ เพื่อปกป้องร้านยาชุมชนไม่ให้ถูกกลืนหายไปจากระบบเศรษฐกิจ
เทรนด์ร้านขายยาแบบสโตร์ขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้คือภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่าง “เสรีภาพทางการค้า” และ “ความปลอดภัยด้านสุขภาพ” ที่ใช้การตลาดและราคาเป็นตัวนำ โดยที่จริยธรรมและการดูแลสวัสดิภาพของผู้ป่วยกำลังถูกมองข้ามไป
ดังนั้นจึงต้องมีการปรับสมดุลระหว่างการนำเทรนด์ค้าปลีกสมัยใหม่มาใช้กับการรักษาบทบาทการให้คำปรึกษาของเภสัชกร และออกมาตรการควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่าสุขภาพที่ดีจะไม่ถูกลดทอนความสำคัญลงไปเพียงเพราะราคาที่ถูกกว่าเท่านั้น

พร้อมกับช่วยให้ร้านยาตามห้องแถวแบบเดิมยังสามารถเปิดกิจการได้และอยู่เป็นที่พึ่งของประชาชนยามป่วยไข้ได้ต่อไป / koreatimes
