ท่ามกลางนักเตะของทีมชาติรุ่นต่างๆ กฎ-กติกา และเทคโนโลยี รวมไปถึงแฟชั่นต่างๆ ที่เปลี่ยนไปใน ฟุตบอลโลกตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่มี “สีสัน” อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ สติกเกอร์นักเตะฟุตบอลโลกพร้อมสมุดสะสม

บริษัทที่ผลิตทั้งสติกเกอร์และสมุดสะสมดังกล่าว คือ Panini (พานีนี) ของอิตาลี ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ ดีลยาวนานกับองค์กรกีฬาระดับโลกที่ส่งให้บริษัทดังไปทั่วโลก และก่อเกิดเป็นตลาดของสะสมทางกีฬามูลค่ามหาศาล
ทว่าล่าสุด งานเลี้ยงก็ถึงคราวเลิกรา โดย ฟีฟ่า ประกาศว่าดีลทำสติกเกอร์นักเตะฟุตบอลโลกพร้อมสมุดสะสมของฟุตบอลโลกเริ่มจากปี 2031 เป็นต้นไปจะเป็นของ Fanatics (แฟนเนติกส์) บริษัทของสะสมด้านกีฬารุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง
ซึ่งหมายความว่า ดีลสำคัญระหว่าง ฟีฟ่า กับ พานีนี ถึงคราวยุติลง พร้อมความเจ็บปวดของฝ่ายหลังที่ต้องแพ้ให้คู่แข่งรายสำคัญ
พานีนี เป็นบริษัทอิตาลี ก่อตั้งเมื่อปี 1961 โดยพี่น้องตระกูล พานีนี ซึ่งเป็นสายส่งสิ่งพิมพ์มาก่อนและ กระโดดลงมาสู่ตลาดของสะสมด้านกีฬาอย่างจริงจัง หลังการซื้อต่อสติกเกอร์ฟุตบอลลีกในประเทศที่ขายไม่ออกมาแบ่งขายใหม่จนทำเงินได้ก้อนใหญ่

จุดเปลี่ยนสำคัญของ พานีนี มาถึงในปี 1970 หลังคว้าดีลสติกเกอร์นักเตะฟุตบอลโลกพร้อมสมุดสะสม อย่างเป็นทางการกับฟีฟ่า สำหรับฟุตบอลโลกในปีนั้นที่เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ
ข้ามมาในยุค 80 พานีนี ดังไปทั่วโลก หลังสติกเกอร์นักเตะฟุตบอลโลกพร้อมสมุดสะสมขายอย่างแพร่หลาย ถือเป็นสีสันให้เด็กๆ สำหรับฟุตบอลโลกปี 1982 และ 1986
ซึ่งทำให้บริษัทสามารถผลิตของสะสมทางกีฬาอื่นๆ อย่าง การ์ดกีฬา และสิ่งพิมพ์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจอีกด้วย

ทว่าปลายยุค 80 พี่น้องตระกูล พานีนี ได้ตัดสินใจขายบริษัท จนเกิดการเปลี่ยนมือ จากนักธุรกิจชาวอังกฤษ ต่อด้วยไปอยู่ใต้ชายคาบริษัทหนังสือการ์ตูน มาร์เวล ในช่วงหนึ่ง แล้วจึงกลับมาอยู่ใต้ชายคาบริษัทอิตาลีอีกครั้ง
ส่วนในทางธุรกิจ สายสัมพันธ์ระหว่าง พานีนี กับ ฟีฟ่า ยังคงแน่นแฟ้น โดย พานีนี ยังคงได้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสติกเกอร์นักเตะฟุตบอลโลกพร้อมสมุดสะสมในฟุตบอลโลกทุกครั้ง จนมีแต้มต่อในการไปเจรจากับลีกกีฬาใหญ่ๆ ทั้งในยุโรป และสหรัฐฯ เพื่อผลิตสินค้าแบบเดียวกันออกมา
ข้ามมาในปี 2016 บราซิลเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หลังราคาสินค้าแพงขึ้นแต่ค่าจ้างไม่ปรับขึ้นตาม ดังนั้นข้าวของในบ้านที่สามารถทำกำไรหรือแปรเป็นเงินได้จึงถูกนำมาซื้อ-ขายแลกเปลี่ยน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีสติกเกอร์ฟุตบอลโลกรวมอยู่ด้วย
มีรายงานว่า นักสะสมบางรายรอดจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้จากการขายสมุดสะสมสติกเกอร์ฟุตบอลโลกเต็มเล่มในชุดที่หายากได้สูงถึง 525 ดอลลาร์ (ประมาณ 17,000 บาท)
อย่างไรก็ตามช่วงปี 2020 พานีนี ก็เริ่มสั่นคลอน หลังแฟนเนติกส์ บริษัทในสหรัฐฯ ที่เริ่มจากร้านซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนของสะสมวงการกีฬา และขณะนั้นอายุไม่ถึง 10 ปี กำลังทะยานสู่ขาขึ้น
ด้วยการไล่ซื้อธุรกิจต่างๆ ในวงการกีฬา ตั้งแต่หุ้นสโมสรต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ บริษัทผู้ผลิตชุดกีฬา รวมไปถึงโรงพิมพ์การ์ดและสติกเกอร์สะสมในวงการกีฬา
จากนั้นก็เริ่มคว้าดีลทำสติกเกอร์ การ์ด และสมุด ให้กับลีกกีฬาใหญ่ๆ ท่ามกลางรายงานข่าวว่า แฟนเนติกส์ เคยยื่นข้อเสนอซื้อดีลทำสติกเกอร์ต่อจาก พานีนี ในช่วงที่คู่แข่งมีปัญหาการเงินและจำเป็นต้องสร้างสำนักงานแห่งใหม่ แต่ที่สุดดีลนี้ก็ล่มไป
ความบาดหมางระหว่าง พานีนี และแฟนเนติกส์ รุนแรงขึ้น หลัง พานีนี ฟ้องร้องคู่แข่งที่ซื้อตัวพนักงานไปพร้อมข้อมูลลับต่างๆ ทางธุรกิจ และยังวิจารณ์อยู่บ่อยครั้งว่า ไล่ซื้อธุรกิจต่างๆ จนเป็นการผูกขาด
แฟนเนติกส์ ตอบโต้อย่างเจ็บแสบว่า เป็นธรรมดาในการขยายธุรกิจ ซึ่งก็เป็นวิธีเดียวกับที่ พานีนี เคยทำมาแล้ว
ปี 2025 ตลาดสติกเกอร์และการ์ดสะสมวงการกีฬาทั่วโลกขยายตัว จนมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) โดยบริษัทที่ขึ้นมาเป็นเบอร์ใหญ่ของวงการไม่ใช่ พานีนี อีกต่อไป แต่เป็น แฟนเนติกส์
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีการคาดกันว่า หากสัญญาระหว่าง พานีนี กับ ฟีฟ่า หมดลง ฟีฟ่า อาจหันไปดีลกับแฟนเนติกส์แทน

คาดการณ์ดังกล่าวเป็นจริงโดย ฟีฟ่า แถลงว่า จะไม่ต่อสัญญาทำสติกเกอร์นักเตะฟุตบอลโลกพร้อมสมุดสะสมกับพานีนี มีผลให้สัญญาระหว่างกันจะสิ้นสุดลงในฟุตบอลโลกครั้งหน้าในปี 2030 และจบความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยาวนานลงในปีที่ 60
ซึ่งคู่สัญญารายใหม่นับจากปี 2031 เป็นต้นไปของฟีฟ่าคือ แฟนเนติกส์ เพราะเห็นว่าปัจจุบันเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการ และข้อตกลงครั้งนี้จะแปรกลับมาเป็นเงินเพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลได้มากกว่า / nytimes, washingtonpost, wikipedia, theguardian, espn
