สิ้นปี 2568 ธุรกิจทีวีดิจิทัลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีทั้งหมด 8 ช่อง แต่มีเพียง 2 ช่องเท่านั้นที่ยังรักษากำไรไว้ได้ คือ
The One Enterprise เจ้าของช่อง one31 และ BEC World เจ้าของช่อง 3
ONEE มีรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 7,316.82 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 448.94 ล้านบาท
ส่วนไตรมาส 1/2569 มีรายได้ 1,828.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.86% และกำไรสุทธิ 48.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 315.11%
ขณะที่ BEC มีรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 3,984 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 206 ล้านบาท
ส่วนไตรมาส 1/2569 มีรายได้ 839.5 ล้านบาท ลดลง 15.6% และกำไรสุทธิ 30.7 ล้านบาท ลดลง 28.6%
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ทั้งสองช่องยังมีกำไรเหมือนกัน แต่ “โมเดลการหารายได้” ยังมีจุดแข็งที่ไม่เหมือนกัน
one31 จากช่องทีวี สู่ธุรกิจ Fan Economy
หากดูโครงสร้างรายได้ของ ONEE ในไตรมาส 1/2569 จะพบว่า รายได้จากธุรกิจคอนเทนต์ทีวี โฆษณา ลิขสิทธิ์ และวิทยุ อยู่ที่ 719 ล้านบาท ลดลง 7.87% โดยเฉพาะรายได้โฆษณาที่ลดลง 10.26%
ขณะที่รายได้จากธุรกิจโปรดักชันอยู่ที่ 21.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.24%
แต่ธุรกิจที่กลายเป็น “พระเอก” ของบริษัท คือ “Idol Marketing” ซึ่งมีรายได้สูงถึง 1,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.20%
กลุ่มธุรกิจนี้ประกอบไปด้วยธุรกิจ Artist Management, ธุรกิจการจัด Concert & Event และ Merchandising ซึ่งเป็นสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับ
ศิลปิน โดยมีศิลปิน Idol ที่โด่งดังในสังกัดมากกว่า 300 คน และในไตรมาสเดียว บริษัทจัดงาน รวม 66 งาน ในประเทศ 18 งาน และต่างประเทศ 48 งาน
เหตุผลสำคัญคือ “แฟนคลับ” ไม่ใช่ผู้ชมทั่วไป แต่เป็นกลุ่มคนที่พร้อมจ่ายซ้ำ ซื้อสินค้า เข้าร่วมอีเวนต์ ดูคอนเสิร์ต และติดตามศิลปินอย่างต่อเนื่อง
ทำให้วันนี้ one31 ไม่ได้เป็นเพียง “ช่องทีวี”
แต่กำลังกลายเป็น Entertainment Ecosystem ที่เชื่อมละคร เพลง ศิลปิน คอนเสิร์ต และแฟนคลับเข้าด้วยกัน
ช่อง 3 จากช่องละคร สู่ธุรกิจ Content IP
จุดแข็งของช่อง 3 แตกต่างจาก one31 อย่างชัดเจน แม้อาจไม่ได้แข็งแรงด้าน Fan Economy เท่า ONEE
แต่สิ่งที่ช่อง 3 มีคือ “คลังคอนเทนต์” และความแข็งแรงของละครไทยที่สะสมมายาวนาน
ละครหนึ่งเรื่อง วันนี้ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะตอนออกอากาศ
แต่ยังสามารถขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ ลง Streaming Platform หรือต่อยอดเป็นธุรกิจศิลปินและ Fan Meeting ได้อีกหลายรอบ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างรายได้ของ BEC ในวันนี้ ยังพึ่งพา “รายได้โฆษณาทีวี” ค่อนข้างมาก
ในไตรมาส 1/2569 รายได้ประมาณ 72% ยังมาจากการขายโฆษณา
ขณะที่รายได้จากการขายลิขสิทธิ์และบริการอื่นอยู่ที่ 25.6% และรายได้จากการขายสินค้าอีกประมาณ 2%
จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อและเม็ดเงินโฆษณาที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
แม้บริษัทจะพยายามเร่งสร้างรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจ “การให้สิทธิ์และบริการอื่น” แต่ไตรมาส 1/2569 รายได้ส่วนนี้อยู่ที่ 215.2 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อน
ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่า “รายได้ใหม่” ยังเติบโตไม่เร็วพอที่จะชดเชยการชะลอตัวของโฆษณาทีวีได้เต็มที่
ดังนั้นโจทย์สำคัญของช่อง 3 วันนี้ อาจไม่ใช่เรื่อง “อยู่รอด” แต่คือ “จะเร่งสร้างรายได้ใหม่ให้โตทันการหดตัวของโฆษณาทีวีได้เร็วแค่ไหน”
จะว่าไปแล้ววันนี้ ทั้ง one31 และช่อง 3 ต่างพยายามต่อยอดคอนเทนต์ไปสู่ Fan Economy เหมือนกัน แต่ one31 มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจศิลปินและอีเวนต์ที่ใหญ่และชัดเจนกว่า
ขณะที่ช่อง 3 ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโมเดลทีวีโฆษณา ไปสู่ธุรกิจ IP และ Fan Economy มากขึ้น
ในวันที่ “เรตติ้ง” ไม่สามารถเลี้ยงธุรกิจทีวีได้เหมือนเดิม
ผู้ชนะจึงไม่ใช่ช่องที่มีคนดูมากที่สุด แต่คือช่องที่เปลี่ยน “คอนเทนต์” ให้กลายเป็นรายได้ได้หลายทางที่สุด
