ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ ดูเหมือนว่าปีนี้ผู้บริโภคชาวไทยจะต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อปัจจัยลบเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการจับจ่ายใช้สอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอะไร ทัศนคติและเงินในกระเป๋าลดลงแค่ไหน
บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos Ltd.) ผู้นำด้านการวิจัยตลาดระดับโลก จัดทำผลวิจัย “What Worries Thailand? H1 2026”
รายงานฉบับนี้เป็นการติดตามประเด็นความกังวลของผู้บริโภคไทย สำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวไทยอายุ 20-74 ปี จำนวน 500 คนต่อเดือน ผ่านระบบ Ipsos Online Panel ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 – 3 เมษายน 2026 เพื่อสะท้อนความคิดเห็น พฤติกรรม และทัศนคติของผู้บริโภคท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังเกิดขึ้น
| ความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย
เข้าสู่โหมดรัดเข็มขัด ชะลอซื้อบ้าน-รถยนต์ |
||
| ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในแต่ละมิติ (Index) | ระดับคะแนน | |
| ความคาดหวังในอนาคต | 49.7 | |
| ความมั่นใจด้านการจ้างงาน | 48.9 | |
| ภาพรวมประเทศ | 45.5 | |
| การลงทุน | 44.8 | |
| มุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน | 43.0 | |
| ปัญหาที่ผู้บริโภคไทยกังวลที่สุด
5 อันดับแรก |
สัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม | |
| 1.การทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน | 49% | |
| 2.ความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม | 41% | |
| 3.ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ | 27% | |
| 4.เงินเฟ้อ | 27% | |
| 5.อาชญากรรมและความรุนแรง | 24% | |
| สัญญาณเตือน “พฤติกรรมรัดเข็มขัด” ของผู้บริโภคไทย | สัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม | สัดส่วนผู้บริโภคที่ไม่กล้าซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน, รถยนต์ แบ่งตามรายได้ครัวเรือนต่อเดือน |
| มองเศรษฐกิจปัจจุบันเข้าขั้น “แย่” | 71% | ระดับสูง (180,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน) : 70% |
| ไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน, รถยนต์ | 62% | ระดับปานกลาง (60,000 – 180,000 บาทต่อเดือน) : 62% |
| ไม่มั่นใจลงทุน / ออมเงินเพื่อวัยเกษียณและบุตรหลาน | 56% | ระดับต่ำ (น้อยกว่า 60,000 บาทต่อเดือน) : 50% |
| รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ภายในครัวเรือน | 51% | |
| กังวลความมั่นคงในหน้าที่การงาน | 49% | |
| อินไซต์ด้านการเดินทาง ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน | สัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม | |
| มองว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก | 60% | |
| มองว่าการใช้ชีวิตโดยปราศจากรถยนต์ส่วนตัวเป็นเรื่อง “เป็นไปไม่ได้” | 49% | |
| ที่มา: ผลวิจัย “What Worries Thailand? H1 2026” โดย อิปซอสส์ (Ipsos) สำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวไทยอายุ 20-74 ปี จำนวน 500 คนต่อเดือน ผ่านระบบ Ipsos Online Panel ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 – 3 เมษายน 2026 | ||
ความเชื่อมั่นดิ่งลงทุกมิติ ต่ำสุดเกือบเท่ายุคโควิด
จากผลสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย ประจำเดือนเมษายน 2026 ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 หรือลดลงไปถึง 10.9 จุด ซึ่งการปรับตัวลดลงครั้งนี้ ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มการสำรวจ รองจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 เท่านั้น
ทั้งยังเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมาอีกด้วย หลังการสำรวจทั้งหมด 31 ประเทศทั่วโลก พบว่ากลุ่มประเทศที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงรุนแรงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา มีถึง 5 ประเทศที่กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งติดอันดับต้น ๆ ในการสำรวจ
ประเทศไทย: ดัชนีลดลง -10.9 จุด ดิ่งลงรุนแรงที่สุดในโลก และทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
มาเลเซีย: ดัชนีลดลง -6.1 จุด
เกาหลีใต้: ดัชนีลดลง -5.1 จุด
ญี่ปุ่น: ดัชนีลดลง -4.7 จุด
ออสเตรเลีย: ดัชนีลดลง -4.6 จุด
จะเห็นได้ว่า แม้แต่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศที่มีกำลังซื้อสูงอย่างออสเตรเลีย ก็เผชิญกับภาวะความเชื่อมั่นที่ถดถอยเช่นกัน แต่สถานการณ์ของไทยนั้นมีความเปราะบางกว่ามาก เพราะอัตราการดิ่งลงของไทยสูงกว่ามาเลเซียซึ่งตามมาในกลุ่มอันดับต้น ๆ เกือบ 2 เท่าตัว
สิ่งนี้เป็นตัวตอกย้ำว่า เอเชียแปซิฟิกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตราคาพลังงาน และเมื่อปัจจัยลบระดับโลกเหล่านี้มาประกอบกับบริบทเศรษฐกิจภายในประเทศของไทย จึงส่งผลกระทบเชิงลบต่ออารมณ์และความเชื่อมั่นของคนไทยรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดครับ
นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยถึง 71% ระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในขั้น “แย่” ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 17 จุดภายในเดือนเดียว สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังวิตกกังวลกับสภาพเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
คนไทยกังวล “คอร์รัปชัน” สูงสุด ทิศทางประเทศยังน่ากังวล
เมื่อถามถึงปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในประเทศ 5 อันดับแรกที่ผู้บริโภคไทยกังวล
อันดับ 1 (49%): การทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน
อันดับ 2 (41%): ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม
อันดับ 3 (27%): ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ
อันดับ 4 (27%): ปัญหาเงินเฟ้อ
อันดับ 5 (24%): ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง
ที่น่าสนใจคือ ปัญหา “เงินเฟ้อ” กลับเข้ามาติด 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงหน้าการว่างงาน ในภาพรวมยังนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่า “ประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 56% แซงหน้าผู้ที่มองว่ามาถูกทางอย่างชัดเจน
เข้าสู่โหมดเฝ้าระวัง กลุ่มรายได้สูงนำเทรนด์รัดเข็มขัด
เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภค ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ระมัดระวัง” ทั้งด้านอารมณ์และการเงิน
62% ระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม
51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ภายในครัวเรือนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 16 จุด
แต่สิ่งที่พลิกโผคือ กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง (180,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน) กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนในการระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยระบุว่ามีความไม่สบายใจที่จะซื้อสินค้าชิ้นใหญ่อย่างบ้านหรือรถยนต์ อยู่ที่ 70% ของสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม เพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา นำหน้ากลุ่มรายได้ปานกลาง (60,000 – 180,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งอยู่ที่ 62% และกลุ่มรายได้ต่ำ (น้อยกว่า 60,000 บาทต่อเดือน) อยู่ที่ 50% ไปอย่างชัดเจน
เปลี่ยนพฤติกรรม ซื้อของเซลล์-เล็งรถ EV
ความมั่นใจในอนาคตทางการเงินส่วนบุคคลก็สั่นคลอนเช่นกัน มีเพียง 36% เท่านั้นที่เชื่อว่าสถานะทางการเงินของตนจะดีขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคม สิ่งนี้ทำให้ผู้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด
66% ของผู้บริโภคไทยรายงานว่าตนเองใช้จ่ายน้อยลงและระมัดระวังมากขึ้น
49% หันมาซื้อสินค้าที่กำลังจัดโปรโมชันลดราคามากขึ้น
47% ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อของใหม่นานขึ้น
56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อความสามารถในการลงทุนในอนาคต รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน
49% มีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเองและคนรอบข้าง
ขณะที่พฤติกรรมการเดินทางภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน 49% ของผู้บริโภคไทยมองว่าการใช้ชีวิตโดยขาดรถยนต์ส่วนตัวนั้น “เป็นไปไม่ได้” แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ผู้บริโภคจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือ
ท้ายที่สุด ทิศทางพฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แบรนด์และภาคธุรกิจไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมียมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องพิสูจน์ “คุณค่าที่จับต้องได้” สร้างความมั่นใจ และนำเสนอทางเลือกที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่า เพื่อช่วยผู้บริโภคก้าวผ่านความไม่แน่นอนในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองนี้ไปให้ได้

