KCG Corporation (เคซีจี คอร์ปอเรชั่น) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์และวัตถุดิบเบเกอรีสัญชาติไทย เปิดแผนงานองค์กรสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคในงาน THAIFEX Anuga Asia 2026
คุณดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016–2025) บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของกำไรที่ 12-15% แม้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ปัจจุบัน KCG มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยที่ 46.5% ครองแชมป์แบรนด์ ‘Allowrie’ (อลาวรี่) มายาวนานถึง 10 ปีซ้อน และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีสด้วยส่วนแบ่ง 38.9%
แม้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่บริษัทยังสร้างยอดรับรู้รายได้ในปี 2025 จากการขาย 8,646 ล้านบาท เติบโต 11.6% และมีกำไรสุทธิ 503 ล้านบาท เติบโต 24%
เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทได้จัดวางโครงสร้างยอดขายแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าทั่วไป (B2C) ในสัดส่วน 53% กลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) 42% และช่องทางการส่งออก 5%
กลยุทธ์หลัก บริษัทมุ่งยกระดับกลุ่มลูกค้า B2B จากการเป็น ‘Solution Provider’ (ผู้ร่วมคิดค้นและพัฒนาสูตรอาหาร) สู่การเป็น ‘Trusted Provider’ (พันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด) โดยเน้นการรักษาความลับทางการค้าในการร่วมพัฒนาสูตรอาหารให้ลูกค้า พร้อมลงทุนใช้เครื่องจำลองการผลิตที่สามารถทดลองผลิตได้ครั้งละ 5-20 กิโลกรัม ซึ่งช่วยลดความสูญเสียและบริหารต้นทุนให้คู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในฝั่งของกลุ่มลูกค้า B2C บริษัทวางตำแหน่งแบรนด์ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนเมือง และเจาะเทรนด์สุขภาพด้วยการพัฒนาสินค้ากลุ่มลดหวาน มัน เค็ม อาทิ คุกกี้ข้าวโอ๊ตไร้น้ำตาล 100% รวมถึงเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชีสและสินค้ากลุ่มโปรตีนสูง ในเร็ว ๆ นี้
ขณะเดียวกันยังใช้กลยุทธ์ Brand Ambassador โดยดึง ‘เจมี่เจมส์’ (เจมส์ ธีรดนย์) มาสร้างสีสันและเข้าถึงผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ให้กับแบรนด์ Allowrie
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายระดับโลก บริษัทมีแผนขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) เพิ่มเติม โฟกัสตลาดเวียดนาม โดยใช้กลยุทธ์ปรับสูตรเนยให้หวานน้อยลงเพื่อตอบโจทย์รสนิยมคนท้องถิ่นที่นิยมทานขนมปังฝรั่งเศส รวมถึงเจาะกลุ่มลูกค้าร้านอาหารบริการด่วน ในฟิลิปปินส์ ทั้งมีเป้าหมายระยะต่อไปในการรุกตลาดญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน
สำหรับแนวโน้มธุรกิจ บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและระดับราคาพลังงานโลก แม้ในไตรมาส 1/2026 จะยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ประเมินว่าในไตรมาส 2 จะเริ่มเห็นผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกคิดเป็นเพียง 3% ของต้นทุนขาย และสัดส่วนค่าขนส่งคิดเป็นประมาณ 12% ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
บริษัทยังได้ล็อกราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกไว้บางส่วน และประสานงานกับคู่ค้าเพื่อให้จัดหาสินค้าได้อย่างเพียงพอ
ขณะเดียวกัน ราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยทั้งปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัว จึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะไม่ได้รับแรงกดดันจากส่วนนี้
ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยง KCG ได้เดินหน้าเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยวางแผนครอบคลุมทั้งมิติธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการ และการจัดการสภาพภูมิอากาศ (ปี 2026-2028) พร้อมตั้งเป้าหมายทำกำไรสุทธิให้แตะระดับ 750-800 ล้านบาทภายในปี 2028
ทั้งหมดนี้ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ที่ระดับ 7-8% ได้ตามแผนงานที่วางไว้
ผลประกอบการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ปี 2025: รายได้จากการขาย 8,646 ล้านบาท กำไรสุทธิ 503 ล้านบาท
ไตรมาส 1/2026: รายได้จากการขาย 2,188 ล้านบาท กำไรสุทธิ 155 ล้านบาท
Marketeer FYI
KCG ก่อตั้งขึ้นในปี 1958 โดย คุณวิจัย วิภาวัฒนกุล และ คุณตง ธีระนุสรณ์กิจ จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า ‘กิมจั๊วพาณิชย์’ เริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แบรนด์ได้ฝ่าฟันและพัฒนาจนกลายเป็นผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 1,300 รายการ มีแบรนด์ที่คุ้นเคยคู่คนไทยอย่าง ‘อิมพีเรียล’ คุกกี้กล่องแดงยอดฮิตช่วงเทศกาล, ‘อลาวรี่’ แบรนด์เนยยอดขายอันดับ 1 และ ‘ซันควิก’ น้ำผลไม้เข้มข้น
บริษัทประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคง จนได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2023
