เมื่อพูดถึงแบรนด์ซอสปรุงรสที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน “ภูเขาทอง” และ “ศรีราชาพานิช” ภายใต้การบริหารของ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ก็ต้องเป็นชื่อที่ใครหลายคนต้องนึกถึง

แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ปีที่ 70 แบรนด์เก่าแก่แห่งนี้กลับต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจ ต้นทุนที่พุ่งสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น การขยับตัวครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น ภายใต้การนำทัพของทายาทรุ่นที่ 4 อย่าง “น้ำหวาน-วรัญญา วิญญรัตน์” และ “แบงค์-บัญชา วิญญรัตน์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน)

ที่ได้เข้ามาปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ทันสมัย เติมความสดใหม่ และขยายฐานลูกค้าสู่วัยรุ่นวัยทำงาน

🔴 ภาพรวมธุรกิจและความท้าทายในปี 2024

เพื่อสานต่อเป้าหมายในการขยายฐานลูกค้าใหม่ ฐานธุรกิจปัจจุบันของไทยเทพรสยังคงพึ่งพายอดขายในประเทศเป็นหลักถึง 80% และส่งออกอีก 20%

โดยในปีที่ผ่านมาบริษัททำรายได้ในระดับ 3,500 ล้านบาท สำหรับเป้าหมายในปีนี้ “น้ำหวาน-วรัญญา” ระบุว่า บริษัทคาดหวังการเติบโตแบบประคองตัวที่ประมาณ 1%

ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมตลาดเครื่องปรุงรสที่เติบโตเฉลี่ย 1% เช่นกัน โดยมูลค่าตลาดเฉพาะกลุ่มนี้ (Category) อยู่ที่ราวๆ 5,000 ล้านบาท

แต่หากนับรวมตลาดเครื่องปรุงและซอสปรุงรสทั้งหมดจะกว้างมากและมีมูลค่าเกินกว่า 10,000 ล้านบาทขึ้นไป

แม้เป้าหมายการเติบโตจะดูทรงตัว แต่เบื้องหลังการทำงานในปีนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 25-30% และยังมีแนวโน้มขยับขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง

ซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากภาวะสงครามที่ทำให้ตลาดส่งออกบางแห่งชะงักไปอย่างตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาการค้าชายแดนกัมพูชา

ทว่าในวิกฤตก็ยังมีโอกาส เพราะตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียยังคงแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าหลัก เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุม

แต่เลือกใช้วิธีบริหารจัดการโครงสร้างภายใน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานด้วยการติดโซลาร์เซลล์ และปรับลดโปรโมชันลงเล็กน้อยเพื่อรักษาสมดุล

🔴 ฉีกกรอบเดิม ส่งซอสปรุงสำเร็จ 16 ตัว ลุยตลาด Ready to Cook

นอกจากการอุดรอยรั่วเรื่องต้นทุนแล้ว สิ่งสำคัญที่จะมาช่วยผลักดันยอดขายและปรับโฉมแบรนด์ในปีนี้ คือการตัดสินใจเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่รวดเดียวถึง 16 รายการ (SKUs)

แบ่งเป็นแบรนด์ภูเขาทอง 8 รายการ และศรีราชาพานิช 8 รายการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบหลายปี

“แบงค์-บัญชา” ให้มุมมองถึงการลุยตลาดครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกว่าบริษัทของเราภาพลักษณ์ยังมีความเก่าแก่ดั้งเดิม เลยอยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ค่อนข้างอินเทรนด์มากขึ้น เพื่อตอบรับกับวัยรุ่น เพราะไม่อยากให้โปรดักส์เราติดภาพลักษณ์ว่าต้องเป็นแม่บ้าน หรือคนวัย 40+ อีกต่อไป”

“และการทำธุรกิจยุคนี้ ออกแค่ตัวเดียวไม่ตอบโจทย์ ถ้าจะออกมาต้องมาเป็นชุด เป็น Range Product เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในตลาด”

ด้วยเหตุนี้ สินค้าใหม่ทั้ง 16 ตัว จึงเบนเข็มไปเจาะกลุ่ม Ready to Cook หรือซอสปรุงสำเร็จรูปขวดเดียวจบ ตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่หันมาทำอาหารทานเองที่บ้านมากขึ้นตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ แต่ยังขาดทักษะการปรุงรสที่ซับซ้อน

โดยดึงสินค้าไฮไลต์ออกมาเป็นตัวหลักในการทำตลาด เริ่มจากฝั่ง “ศรีราชาพานิช” ที่เตรียมส่ง 3 รสชาติใหม่อย่าง ศรีราชายากินิกุ, ศรีราชาหม่าล่า และศรีราชาโคชูจัง วางจำหน่ายล็อตแรกช่วงเดือนตุลาคมนี้ที่แม็คโคร ก่อนขยายสู่ท็อปส์ในช่วงปลายปี ในราคาเฉลี่ย 50-75 บาท

ขณะที่ “ซอสภูเขาทอง” ก็งัดทีเด็ดอย่างซอส 3 เกลอ มาช่วยแก้ Pain Point เรื่องการโขลกกระเทียมพริกไทยรากผักชีให้มือเหม็น

พร้อมด้วยซอสผัดไทย และซอสกะปิที่สามารถนำไปทำผัดผักบุ้งหรือข้าวคลุกกะปิได้ทันที โดยเริ่มต้นที่ราคา 45 บาทในรูปแบบ Food Service

เมื่อมีสินค้าพร้อมรบ วิธีการเข้าถึงผู้บริโภคก็ต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน กลยุทธ์การตลาดของซีรีส์ซอสปรุงสำเร็จชุดนี้ จะไม่เน้นการทุ่มงบโฆษณาเพื่อปั่นยอด Engagement เพียงอย่างเดียว

แต่จะพุ่งเป้าไปที่การสร้างประสบการณ์ตรง ให้กลุ่มเป้าหมายได้ทดลองชิมและใช้งานจริง เพื่อพิสูจน์รสชาติและดึงดูดให้เกิดการซื้อซ้ำ

🔴 เตรียมเปิด Flagship Store แห่งแรกที่ “ทรงวาด”

อีกหนึ่งโปรเจกต์ใหญ่ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า คือการเปิดตัว Flagship Store บนตึก 4 ชั้นย่านถนนทรงวาด ซึ่งเป็นย่านที่ผสมผสานความคลาสสิกดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

โดย “น้ำหวาน-วรัญญา” เล่าถึงโปรเจกต์นี้ว่า “ทรงวาดเป็นอะไรที่มิกซ์ระหว่างความคลาสสิกกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราอยากไปอยู่ตรงนั้น เพราะเราอยู่มา 70 กว่าปี มีความคลาสสิกระดับนึง การไปอยู่ตรงนั้นจะทำให้เห็นว่า เรามีความคลาสสิกแต่ก็ทันสมัย และเข้าถึงชีวิตคนรุ่นใหม่ได้”

โดยพื้นที่ราว 2 ชั้นจะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้า (Merchandise) ซึ่งเป้าหมายหลักไม่ใช่แค่การเน้นยอดขายซอส

แต่คือการสร้าง Brand Awareness และ Brand Value ให้คนรุ่นใหม่รวมถึงชาวต่างชาติเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นในเชิงไลฟ์สไตล์

🔴 รับมือคู่แข่งรายย่อยและแบรนด์ต่างชาติ

สำหรับการแข่งขันในสมรภูมิเครื่องปรุงรสที่ดุเดือด แม้ปัจจุบันจะมีผู้เล่นรายย่อย (SME) ออกซอสรสชาติแปลกใหม่มาทำตลาดมากมาย

แต่บริษัทฯ มองว่าเป็นผลดีที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปิดใจลองสิ่งใหม่ๆ และท้ายที่สุด SME เหล่านั้นก็ยังคงต้องซื้อซอสพื้นฐานของบริษัทไปเป็นวัตถุดิบหลักอยู่ดี

ส่วนคู่แข่งจากแบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะซอสและซีอิ๊วจากจีนที่เข้ามาตีตลาด บริษัทฯ ยังคงมั่นใจในจุดแข็งด้านรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งปัจจุบันสินค้าขายดี 3 อันดับแรกยังคงเป็นฐานที่แข็งแกร่ง

ได้แก่ 1. ซอสปรุงรสฝาเขียว 2. ซอสพริกเผ็ดน้อย และ 3. ซอสพริกศรีราชาพานิช (สูตรดั้งเดิม)

ดังนั้น การเดินเกมของ “ไทยเทพรส” ในวัย 70 ปีครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้จะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าชัดเจน แต่การหยุดนิ่งไม่ใช่คำตอบ

การปรับตัวเข้าหาคนรุ่นใหม่ ขยายพอร์ตสินค้าให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ และการเติมความสดใหม่ให้แบรนด์ คือกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ตำนานซอสฝาเขียวและศรีราชาพานิช เติบโตต่อไปได้ในระยะยาว