รู้หรือไม่ว่า น้ำมันพืชที่เราใช้ปรุงอาหารกันอยู่ทุกวัน “น้ำมันรำข้าว” คือประเภทที่ผลิตยากที่สุด เพราะต้องผ่านกระบวนการสกัดถึง 7 ขั้นตอน เทียบกับน้ำมันปาล์มหรือถั่วเหลืองที่ใช้เพียง 3-4 ขั้นตอน
ยิ่งไปกว่านั้น กว่าจะได้น้ำมันรำข้าวเพียง 1 ขวด ต้องใช้ผลผลิตข้าวจากพื้นที่เพาะปลูกราว 10 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจนี้ไม่ได้แข่งขันกันง่าย ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ
ความซับซ้อนนี้เอง ทำให้น้ำมันรำข้าวกลายเป็นตลาดเฉพาะที่มีผู้เล่นระดับโลกไม่มากนัก แต่กลับเป็นโอกาสที่ LPP Group มองเห็น
โดยปัจจุบัน LPP Group ถือเป็นอาณาจักรธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขับเคลื่อนผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่
1. บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงสีและแปรรูปข้าวรายใหญ่ของประเทศ ประสบการณ์กว่า 30 ปี เจ้าของแบรนด์ “บัวชมพู”, “ชาวนาไทย”, “กุ้งคู่ทองคำ” และ “กุหลาบ”
2. บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว ภายใต้แบรนด์ “LPP OIL” และรับจ้างผลิต (OEM)
และ 3. บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทย ที่ จ.นครสวรรค์
ด้วยความพร้อมของระบบนิเวศธุรกิจนี้เอง LPP Group จึงตัดสินใจทุ่มงบกว่า 800 ล้านบาท เพื่อปั้นแบรนด์ “LPP OIL” ลงสนามอย่างเต็มตัว
🔴 จาก “คนเบื้องหลัง” สู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง
นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา LPP ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดน้ำมันรำข้าว
เพราะบริษัททำธุรกิจในรูปแบบ OEM ผลิตน้ำมันรำข้าวดิบ (Crude Rice Bran Oil) ส่งออกไปยังญี่ปุ่น จนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 แต่การเป็นเพียงผู้ผลิตต้นน้ำ ทำให้มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ตกอยู่กับปลายทาง
ขณะเดียวกัน ตลาดญี่ปุ่นก็มีความรู้และความต้องการน้ำมันรำข้าวสูงขึ้นต่อเนื่อง จนคาดว่าในปี 2026 น้ำมันรำข้าวจะมีสัดส่วนแตะ 20% ของตลาดน้ำมันพืชญี่ปุ่น
จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ LPP ตัดสินใจพลิกเกม จากเดิมที่ส่งออกน้ำมันดิบไปให้ญี่ปุ่นกลั่นต่อ ก็หันมาตั้งโรงงานรีไฟน์ (Refinery) ของตัวเองที่ จ.นครสวรรค์
พร้อมลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีนำเข้าจากยุโรป 100% เพื่อผลิตน้ำมันรำข้าวระดับพรีเมียมบรรจุขวด ภายใต้แบรนด์ “LPP OIL” สำหรับทำตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ

🔴 “รู้ลึกเรื่องข้าว” ข้อได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบยาก
สิ่งที่ทำให้ LPP มั่นใจในการเข้าสู่ตลาดนี้ คือความแข็งแกร่งของ Supply Chain ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
โดยบริษัทแม่อย่าง “ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์” เป็นทั้งโรงสีและผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของไทย ทำให้ LPP มีวัตถุดิบจำนวนมากอยู่ในมือ และสามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง แตกต่างจากผู้ผลิตทั่วไปที่ต้องรับซื้อรำข้าวแบบรวมๆ จากหลายแหล่ง
เพราะ LPP สามารถเลือกสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับการสกัด เพื่อให้ได้สาร Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ ในระดับสูงถึง 10,000-15,500 ppm
นอกจากนี้ เทคโนโลยีการกลั่นขั้นสูงยังทำให้น้ำมันของ LPP ผ่านการทำ Cold Test ที่ 0 องศาเซลเซียสได้นานกว่า 5.5 ชั่วโมงโดยไม่เป็นไข ซึ่งตอบโจทย์การขนส่งและส่งออกไปประเทศเมืองหนาวได้ทันที
อีกทั้งยังทนความร้อนได้สูงถึง 235-250 องศาเซลเซียส ไม่เกิดควันหรือก่อมะเร็งเมื่อนำไปทอด และยังบริสุทธิ์พอที่จะใช้ทำน้ำมันสลัดหรือทานดิบได้
🔴 เจาะตลาด 10% ด้วยราคาที่จับต้องได้
แม้น้ำมันรำข้าวจะยังเป็นตลาดเล็กในไทย แต่ก็เป็นเซ็กเมนต์ที่มีโอกาสเติบโตสูงตามกระแสรักสุขภาพ
โดยปัจจุบันตลาดน้ำมันพืชไทยยังถูกครองโดยน้ำมันปาล์มในสัดส่วนประมาณ 50% และน้ำมันถั่วเหลือง 30-40% ขณะที่น้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนเพียงราว 10% เท่านั้น
LPP OIL จึงเลือกวางตำแหน่งสินค้าให้อยู่ในระดับ “พรีเมียมที่เข้าถึงได้” โดยน้ำมันขนาด 1 ลิตร มีราคาเฉลี่ยราว 100 บาทต้น ๆ สูงกว่าน้ำมันปาล์มหรือถั่วเหลืองเล็กน้อย
ซึ่งเมื่อเทียบกับคุณประโยชน์ (ลดไขมันเลว LDL เพิ่มไขมันดี HDL) และความคุ้มค่าที่ใช้ทำอาหารได้หลากหลาย ถือเป็นจุดขายที่ผู้บริโภคยุคนี้ยอมจ่ายเพื่อซื้อสุขภาพ
🔴 ต่อยอดนิคมเกษตร และเป้าหมายสปินออฟเข้าตลาดหุ้น
อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจของ LPP Group ไม่ได้หยุดอยู่แค่น้ำมันรำข้าว เพราะบริษัทยังมีอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญคือ “แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท” นิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทย บนพื้นที่ 583 ไร่ ใน จ.นครสวรรค์
โดยแนวคิดหลักคือ การต่อยอดผลผลิตและของเหลือทางการเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่มตามแนวทาง Circular Economy
ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาขายที่ดินราว 100 ไร่ มูลค่า 400-500 ล้านบาท ให้กับกลุ่มทุนที่ต้องการนำเมล็ดฝ้ายไปผลิตไนโตรเซลลูโลสสำหรับอุตสาหกรรมสี
ขณะที่ในฝั่งธุรกิจน้ำมันรำข้าว LPP ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท จากรายได้รวมทั้งกลุ่มราว 5,000 ล้านบาท พร้อมวาง Roadmap ระยะ 5 ปี ผลักดันรายได้ของ LPP OIL ให้เติบโตแตะ 2,500 ล้านบาท
และเป้าหมายสูงสุด คือ การเตรียม Spin-off บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2573-2574
ท้ายที่สุดแล้ว หากทำได้สำเร็จ LPP OIL อาจไม่ใช่แค่ “โรงงานน้ำมันรำข้าวแห่งแรก” ในตลาดหุ้นไทย
แต่ยังอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจที่นำผลพลอยได้ทางการเกษตรมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนสร้างมูลค่าเพิ่มระดับพันล้านบาทได้อย่างน่าสนใจ

