7 Brew กำลังเป็นเชนร้านกาแฟที่ถูกจับตามองอย่างมากในสหรัฐฯ เพราะช่วงเพียงไม่ถึง 10 ปี สามารถขยายสาขาไปแล้วกว่า 700 แห่ง กระจายอยู่ใน 38 รัฐ และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 340 แห่ง
ความน่าสนใจคือ คอกาแฟจะไม่มีทางเจอ เซเว่น บรูว์ ในสนามบิน ห้างสรรพสินค้า หรือตามหัวมุมถนนที่พลุกพล่านในเมืองใหญ่เลย เพราะพวกเขาเลือกปักหมุดในพื้นที่ที่คู่แข่งยังเข้าไม่ถึง

นอกจากนี้ยังเน้นให้บริการแบบที่ต้องขับรถเทียบเข้ามาซื้อ Drive-thru หรือเดินมาสั่งที่หน้าร้านแล้วไป พร้อมกันนี้ยังมีราคาที่ถูกกว่าแบรนด์ดังๆ หรือคู่แข่งที่เปิดมาก่อนอีกด้วย
กลยุทธ์เหล่านี้ทำให้ เซเว่น บรูว์ คว้าความสำเร็จได้ต่อเนื่อง โดยในปี 2024 ทำยอดขายได้ 502 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,400 ล้านบาท) ตามด้วยเกือบ 1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 39,200 ล้านบาท) ในปีต่อมา และปี 2026 ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
ซึ่งสวนทางกับแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่อย่าง แม็คโดนัลด์ส หรือ เบอร์เกอร์ คิง ที่กำลังเจอกับภาวะยอดขายชะลอตัวเนื่องจากผู้บริโภคเริ่มสู้ราคาที่สูงขึ้นไม่ไหว
นอกจากนี้ การที่ เซเว่น บรูว์ ใช้โมเดลร้านขนาดเล็ก ไม่มีพื้นที่นั่งทานในร้าน ก็ทำให้ควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้ต่ำมาก ซึ่งช่วยชดเชยเรื่องกำไรต่อแก้วที่อาจจะน้อยกว่าแบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บัคส์ได้เป็นอย่างดี
จุดเด่นที่ทำให้ เซเว่น บรูว์ กลายเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็วคือ ความคุ้มค่าและความหลากหลาย โดยจากจุดเริ่มต้นที่มีเมนูเครื่องดื่มเพียง 7 เมนู อันเป็นที่มาของชื่อ เซเว่น บรูว์
ปัจจุบันเชนร้านกาแฟอายุ 9 ปีแบรนด์นี้ มีสูตรผสมเครื่องดื่มให้เลือกมากกว่า 20,000 แบบ แต่แทบไม่คิดเงินเพิ่มเลยไม่ว่าลูกค้าจะสั่งเพิ่มน้ำเชื่อม เปลี่ยนประเภทนม เพิ่มวิปครีม หรือซอสราด
ลูกค้าสองรายในรัฐแมริแลนด์เล่าด้วยความประหลาดใจว่า พวกเธอสั่งเมนูกาแฟ “บลอนดี้”ใส่คาราเมล และโซดากลิ่นผลไม้ แต่จ่ายเงินไปเพียงแก้วละ 5 ดอลลาร์ (ประมาณ 164 บาท) ซึ่งถูกกว่าที่คาดไว้ถึงครึ่งหนึ่ง
โดยจากราคาแก้วขนาดกลางเฉลี่ยที่ 5.15 ดอลลาร์ (ประมาณ 168 บาท) ทำให้ เซเว่น บรูว์ ถูกกว่าแก้วขนาดเดียวกันของ สตาร์บัคส์ และ ดังกิ้น ที่ราคาอยู่ที่แก้วละ 6.55 และ 5.49 ดอลลาร์ (ประมาณ 214 บาทและ 179 บาทตามลำดับ)
นอกจากนี้ ระบบสะสมแต้มที่เข้าใจง่ายเพื่อแลกเครื่องดื่มฟรียังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่อยากได้ความสุขเล็กๆ หรือความหรูหราที่เข้าถึงได้ จากการกินดื่มในราคาประหยัด
กูรูการตลาดในสหรัฐฯ ให้ทัศนะเรื่องนี้ไว้ว่า กาแฟคือความหรูหราที่พอจ่ายไหว เพราะมันคือการให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน แม้ร้านกาแฟบางแห่งจะแพง
แต่โดยทั่วไปแล้ว การจ่ายเงินไม่ถึง 10 ดอลลาร์ (ประมาณ 326 บาท) เพื่อซื้อความสุขพิเศษให้ตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่คนยังยินดีจ่าย ดังนั้นแบรนด์ไหนที่ขายราคาถูกกว่าก็อาจมีโอกาสทำยอดขายได้มากกว่า
แม้ เซเว่น บรูว์ จะเน้นความสะดวกและรวดเร็ว ตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานที่ต้องเดินทางและครอบครัวที่ต้องรับส่งลูก แบบเดียวกับโมเดลร้านของแบรนด์รุ่นพี่อย่าง ดัตช์โบร์ส และ สกู๊ตเตอร์ส คอฟฟี่ก็ตาม
แต่ก็ทำได้ดีกว่าในเรื่องการบริการที่รวดเร็ว โดยมีข้อมูลระบุว่า ลูกค้าใช้เวลาที่ร้าน เซเว่น บรูว์ เฉลี่ยเพียง 8.7 นาที ซึ่งเร็วกว่า ดัตช์โบร์ส และ สตาร์บัคส์ ซึ่งใช้ 10 นาทีและมากถึง 13.8 นาที ตามลำดับ
ปัจจัยบวกอีก 2 ข้อที่ทำให้ เซเว่น บรูวว์ ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วจนขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้ของเชนคู่แข่งที่อยู่มาก่อน
นั่นคือ ได้เงินทุนสนับสนุนจากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างแบล็คสโตน และกระแสไวรัลในสื่อโซเชียลที่ช่วยให้แบรนด์โตวันโตคืน จนคอกาแฟก็อยากมาลองซื้อดูสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ก็ให้ความเห็นในอีกทางหนึ่งว่า การขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์อย่างรวดเร็วอาจทำให้ควบคุมมาตรฐานและความสม่ำเสมอได้ยากในอนาคต
นอกเหนือจากนี้ ร้านกาแฟแบบดั้งเดิมก็ยังคงมีเสน่ห์ในฐานะ Third Space หรือพื้นที่ที่สามรองจากบ้านและที่ทำงาน สำหรับนั่งทำงานหรือพบปะสังสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านแนวไดร์ฟทรู ให้ไม่ได้
ด้าน สตาร์บัคส์เองก็ไหวตัวทัน โดยเมื่อปีที่แล้วได้ประกาศแผนดึงลูกค้ากลับเข้าร้านด้วยการเน้นย้ำวัฒนธรรมร้านกาแฟแบบนั่งทาน ซึ่งแผนนี้เริ่มเห็นผลแล้ว โดยยอดขายในสาขาเดิมของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นราว 7% ในไตรมาสสองของปีนี้
ทั้งนี้ แม้ เซเว่น บรูว์ จะไม่มีบรรยากาศร้านสวยๆ ให้นั่งจิบกาแฟแบบชิลๆ แต่ความสะดวก ราคาที่เป็นมิตร และรสชาติที่ได้มาตรฐาน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน
คุณแม่ยังสาวในรัฐเคนตักกี้รายหนึ่งที่ตระเวนชิมเมนูใหม่ๆ ของ เซเว่น บรูวว์ กล่าวว่าผู้คนชอบที่จะสร้างความทรงจำร่วมกับอะไรบางอย่าง

และกาแฟแก้วโปรดในราคาที่จับต้องได้นี่แหละที่ช่วยเยียวยาเราจากวันที่แสนเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ทำให้เธอไป เซเว่น บรูว์ บ่อยจนกลายมาเป็นลูกค้าประจำไปแล้ว / cnn
