กระแสของการเปิดร้านสาขาใหม่ของกลุ่มแบรนด์หรูโลกใน ‘กรุงเทพมหานคร’ เรียกว่ากำลังฮิตติดลมและกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การที่กรุงเทพฯ กลายมาเป็นเมืองลูกรักของการเข้ามาเจาะตลาดจากกลุ่มแบรนด์หรู เริ่มต้นมาอย่างไร หรือเป็นเพราะการผสมผสานระหว่างการเติบโตของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งและผู้บริโภคที่โหยหาการให้รางวัลตัวเอง ผนวกกับพลังของโซเชียลมีเดีย และที่ขาดไม่ได้คือแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมที่ช่วยจุดประกาย

ลองมาถอดเบื้องหลังกระแสนี้ในมุมมองของเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค

1.โซเชียลมีเดียและพลังของการ “ให้รางวัลตัวเอง”

การเติบโตของตลาดสินค้าหรูไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ข้ามคืน ข้อมูลจากผลสำรวจผู้บริโภคไทย โดย LINE Insight Thailand และ Ipsos Thailand ปี 2025 เผยว่ากลุ่มนักช้อปสินค้าหรูที่มีกำลังซื้อสูงมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 140,000 บาทต่อปี โดยมีตัวจุดกระแสสำคัญคือแรงจูงใจในการ ‘ให้รางวัลตัวเอง’ และใช้เพื่อสะท้อนความสำเร็จในชีวิต

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงสถิติคือ แม้ผู้คนจะมองกลุ่มเศรษฐีเป็นกำลังหลัก แต่ Gen Z กลับเป็นเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพ โดยมีแนวโน้มใช้จ่ายสินค้าหรูระหว่าง 100,000 – 200,000 บาท สะท้อนให้เห็นว่าตอนนี้โซเชียลมีเดียตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างการรับรู้ได้ทรงพลังที่สุด โดยผู้บริโภคกว่า 50% รับรู้แบรนด์ผ่านจอสมาร์ตโฟน ส่วนแบรนด์ก็มีการนำเสนอฟีเจอร์อย่าง Sponsor Sticker เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าสู่หน้าร้านจริง

2.พื้นที่ค้าปลีกหน้าร้าน สู่การเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตยุคใหม่

กรุงเทพฯ ยังตอกย้ำศักยภาพการเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ อย่างการเข้ามาเปิดสาขาใหม่ของแบรนด์ระดับโลกในปี 2026 ซึ่งสร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ เช่น แบรนด์สตรีตแฟชั่นลักชัวรีอย่าง ‘HUMAN MADE’ ที่เลือกมาเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มาแค่แฟชั่น แต่ยังพ่วงร้านแกงกะหรี่ชื่อดัง ‘CURRY UP’ มาด้วย จนสร้างปรากฏการณ์คนมารอต่อคิวนับพันตั้งแต่เช้าตรู่ ผสานกับการขยายตัวของแบรนด์หรูอื่น ๆ ที่รุกเข้าสู่ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่ม

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคาเฟ่ ป๊อปอัพสโตร์ หรือคอลแล็บส์พิเศษจาก Gucci, Louis Vuitton, Dior และ Ralph Lauren ตัวเลขและปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นโอกาสทางการตลาดว่า พื้นที่ค้าปลีกสามารถเป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์ใช้เกาะกระแสเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Z (11-26 ปี) และ Gen Y (27-42 ปี) ได้อย่างมหาศาล

  1. เทรนด์คนเมืองโหยหาความหรูหราและการสัมผัสประสบการณ์แนวใหม่

ความคึกคักของการเปิดสาขาใหม่ สอดรับกับเทรนด์ที่คนเมืองโหยหาประสบการณ์ที่แตกต่างเพื่อสะท้อนสไตล์และรสนิยม การบริโภคสินค้าหรูในยุคนี้ไม่ได้จำกัดแค่แฟชั่นเพียงลำพัง

แต่รวมถึงกิจกรรมที่สร้างคอมมูนิตี้อย่างการไปคาเฟ่แบรนด์หรู ซึ่งมีเมนูที่พัฒนาร่วมกับเชฟระดับสามดาวมิชลิน หรือแม้แต่การต่อคิวซื้อคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะสาขาในไทย เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญที่เปรียบเสมือนสื่อกลางเชื่อมคนเข้าด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นการได้สัมผัสไลฟ์สไตล์ที่หรูหราด้วยตนเอง ไปจนถึงการบอกต่อและแชร์ความประทับใจลงในโลกออนไลน์ ซึ่งช่วยโปรโมตแบรนด์และเรียกยอดเอนเกจเมนต์ได้อย่างยอดเยี่ยม การมาร้านสาขาใหม่จึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งการสัมผัสประสบการณ์ลักชัวรีและการเข้าสังคมไปพร้อมกัน

ทำไม กรุงเทพฯ ถึงเป็นเมืองหลวงอาเซียนของแบรนด์หรู

ทุนใหญ่แฟชั่นโลกต้องแห่ปักธงใจกลางกรุง

10 อันดับเมืองระดับโลก: ผู้นำการเปิดร้านแบรนด์หรูสาขาใหม่สูงสุด ปี 2025 เมือง ประเทศ
1 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
2 ปักกิ่ง จีน
3 ปารีส ฝรั่งเศส
4 กรุงเทพฯ ไทย
5 มิลาน อิตาลี
6= ลอนดอน สหราชอาณาจักร
6= ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
6= ไมอามี สหรัฐอเมริกา
7 โตเกียว ญี่ปุ่น
8 เซี่ยงไฮ้ จีน
9 ฮ่องกง ฮ่องกง
10 สิงคโปร์ สิงคโปร์
ที่มา: Global Luxury Retail 2026 Outlook จัดทำโดย Savills ได้รวบรวมข้อมูลแนวโน้มการขยายสาขาใหม่ (ไม่รวมป๊อปอัพสโตร์) ของแบรนด์สินค้าลักชัวรีทั่วโลก / พฤษภาคม 2026

4.โครงสร้างพื้นฐานระดับอัลตราลักชัวรี ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองระดับอัลฟ่า

นอกจากกำลังซื้อในประเทศแล้ว โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวระดับอัลตราลักชัวรียังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากแบรนด์ชั้นนำ

รายงาน ‘Global Luxury Retail Outlook 2026’ ซึ่งจัดทำโดย ‘Savills’ (ซาวิลส์) บริษัทที่ปรึกษาและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ระบุว่าแบรนด์หรูหันมาปรับใช้กลยุทธ์ที่ระมัดระวังและเลือกกระจุกตัวการลงทุนไปยังกลุ่มเมืองระดับอัลฟ่า ซึ่งกรุงเทพฯ มีปัจจัยบวกรองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของห้องพักโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีสูงถึงกว่า 60% หรือคิดเป็นซัพพลายใหม่กว่า 4,000 ห้อง ในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา

ปัจจัยบวกต่าง ๆ ข้างต้น ถูกผสานกับการเติบโตของพื้นที่ค้าปลีกระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ใจกลางเมืองไม่ได้เป็นแค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้งระดับโลกชั้นดีที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง และส่งให้กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 4 ของตารางเมืองระดับโลกที่มีการเปิดร้านแบรนด์หรูสาขาใหม่สูงสุดในปีที่ผ่านมา