สมรภูมิค้าปลีกกำลังจะร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม BJC Big C ภายใต้การขับเคลื่อนของคุณอัศวิน และคุณฐาปนีย์ สิริวัฒนภักดี ได้กางแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี พร้อมประกาศเป้าหมาย Vision 2030

ไฮไลต์ที่น่าจับตา ไม่ใช่แค่ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit) ในไตรมาสแรกของปี 2026 ให้เติบโตเป็นบวกได้ท่ามกลางปัจจัยกดดันรอบด้าน 

แต่คือการส่งสัญญาณเตรียมความพร้อมขั้นสุด เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจในเวียดนามอย่างเต็มกำลัง ทั้งในสมรภูมิค้าส่งและค้าปลีก

🔴 Big C เวียดนามกลับมาใช้ชื่อในปี 2027 พร้อมขยายต่อเนื่อง

ไฮไลต์ที่วงการค้าปลีกต้องจับตา คือแผนการนำแบรนด์ “Big C” กลับมาผงาดในสมรภูมิค้าปลีกเวียดนาม

คุณฐาปนีย์ย้อนความให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ Casino Group ขายกิจการ Big C ในปี 2016 กลุ่มเซ็นทรัลที่ได้สาขาในเวียดนามไป ได้เจรจาขอใช้ชื่อแบรนด์ต่ออีก 10 ปี 

ซึ่งทาง BJC ก็อนุญาตให้สิทธิ์นั้น เพราะในเวลานั้นบริษัทโฟกัสกับการปั้น MM Mega Market ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2015

แต่เมื่อสัญญากำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงปี 2026-2027 เกมนี้จึงเปลี่ยนไป BJC เตรียมดึงชื่อ “Big C” กลับมาทำตลาดด้วยตัวเองแบบเต็มสูบ 

โดยวางกลยุทธ์แบบสองขา คือดัน Big C เข้าตีตลาดค้าปลีก (B2C) ในรูปแบบห้างสรรพสินค้า ควบคู่ไปกับการปล่อยให้ MM Mega Market เดินหน้ารักษากำไรในตลาดค้าส่ง (B2B) ต่อไปตามแนวทางเดิม

ปัจจุบันสาขาในเวียดนามมีพื้นที่ให้เช่าราว 12,500 ตารางเมตร และพื้นที่ขาย 4,700 ตารางเมตร โดยมีอัตราการเช่าเต็มแน่นถึง 97%

“ตลาดนี้ยังมีโอกาสมหาศาลรออยู่ ทั้งจากประชากรแตะ 100 ล้านคน กลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และตัวเลข GDP ที่ขยายตัว 8-10% ต่อปี การันตีด้วยรางวัล The Best of Vietnam ปี 2026 ที่เพิ่งได้รับมาหมาดๆ”

🔴 MM Mega Market เวียดนาม ปิดดีล 22,500 ล้าน

ควบคู่ไปกับเกมรุกค้าปลีก BJC ยังมีความเคลื่อนไหวในตลาดค้าส่งที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ใหม่ โดยคุณฐาปนีย์ได้อัปเดตความคืบหน้าของ MM Mega Market ในเวียดนามว่า 

บริษัทได้ปิดดีลมูลค่า 22,500 ล้านบาทเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยโอนชำระเงินเรียบร้อยเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเริ่มรับรู้รายได้เข้ามารวมในงบการเงินตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2025

หากกางผลประกอบการไตรมาสแรกของ MM Mega Market จะพบว่ามียอดขายพุ่งไปถึงกว่า 20,000 ล้านบาท (4,506 พันล้านดอง) เติบโตจากปีก่อนถึง 20.5%

 

ในขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ก็เป็นบวกที่ 17.8% ดันให้อัตรากำไรขั้นต้นยืนหยัดอยู่ที่ 15.3% และกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) โตทะลุ 32% 

ซึ่งหากประเมินภาพรวมทั้งปี คาดว่าธุรกิจนี้จะกวาดรายได้ระดับ 20,000 กว่าล้านบาท และหอบกำไรราว 500 ล้านบาท เข้ามาเติมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอของกลุ่มได้อย่างงดงาม

🔴 Mini Big C โฉมใหม่ จาก 6,000 ขยายเป็น 10,000 SKU

ข้ามฝั่งกลับมาที่สมรภูมิค้าปลีกในไทย BJC Big C ก็ยังคงเร่งเครื่องเดินหน้าปูพรมขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีเครือข่ายร้านค้ากว่า 33,000 สาขา เป็นร้าน Mini Big C ราว 1,512 สาขา และภายในปีนี้ตั้งเป้าจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 200 แห่ง พร้อมอัดงบรีโนเวทสาขาเดิมอีกกว่า 300 แห่ง

ซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตกแต่งใหม่ แต่เป็นการยกระดับ Mini Big C สู่คอนเซปต์ “Super Convenience” เพื่อดักจับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ 

จากเดิมที่ร้านมีพื้นที่ 150-200 ตารางเมตร บรรจุสินค้า 6,000 รายการ จะถูกอัปสเกลให้มีสินค้ามากถึง 8,060 รายการ และเตรียมขยับไปแตะ 10,000 รายการในอนาคต

รวมถึงพื้นที่ภายในร้านจะถูกจัดสรรใหม่ให้มีแรงดึงดูดมากขึ้น ทั้งโซนคาเฟ่ที่มีกาแฟวาวีและซอฟต์เสิร์ฟ Cocoa Dutch, โซนสินค้าสุขภาพและความงามที่ซื้อหาได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่งเภสัชกร ไปจนถึงโซน Joy Story เอาใจสาย Art Toys และขนมขบเคี้ยว

“แม้โมเดลใหม่นี้จะขยับงบลงทุนต่อสาขาจาก 6.5 ล้านบาท เป็น 8.5 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า เพราะสามารถดันยอดขายให้กระโดดขึ้นได้ถึง 40-50%”

🔴 รุกธุรกิจ Health & Wellness จับเทรนด์สังคมอายุยืน

มิติของการทำธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายของกินของใช้ทั่วไป แต่คุณอัศวิน ได้มองทะลุไปถึงเทรนด์สำคัญของโลกอย่างสังคมอายุยืน (Longevity) ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อดูแลสุขภาพ

บริษัทจึงเดินหน้าปรับพอร์ตสินค้าให้สอดรับกับความต้องการนี้ เริ่มจากการพลิกโฉมขนมขบเคี้ยวอย่าง “เทสโต” ให้กลายเป็นสแน็กที่เน้นโปรตีน ซึ่งเตรียมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 นี้ 

โดยจะปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้พอดีกับปริมาณโปรตีน 19-20 กรัมที่ร่างกายต้องการต่อมื้อ รวมถึงเร่งจับมือกับพันธมิตรเพื่อคิดค้นสินค้ากลุ่มโปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-Based) ออกมาเสริมทัพ

ไม่เพียงเท่านั้น BJC ยังเจาะลึกเข้าไปในตลาดยาและเวชภัณฑ์ ผ่านการผนึกกำลังกับ DHL พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ระดับโลก 

เพื่อพัฒนาระบบกระจายสินค้า นำเข้านวัตกรรมยาใหม่ๆ อย่างเช่น ยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนักและรักษาเบาหวาน เข้ามารุกตลาดสุขภาพอย่างเต็มตัว

🔴 ซื้อคืนโรงแก้วมาเลย์-เวียดนาม ขึ้นแท่นเบอร์ 1 อาเซียน

เพื่อรองรับการเติบโตของสินค้าและธุรกิจ มูฟเมนต์ใหญ่ที่น่าจับตาในฝั่งการผลิตคือการควักเงินซื้อหุ้น 51% คืนจาก O-I (Owens-Illinois) พันธมิตรผู้ผลิตแก้วเบอร์ 1 ของโลก 

ซึ่งคุณฐาปนีย์เล่าว่า BJC ได้ร่วมทุนกันมาตั้งแต่ปี 2010 โดยถือหุ้นกันฝ่ายละ 50% ทั้งในไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

 

แต่เมื่อ O-I ตัดสินใจปรับกลยุทธ์ถอนตัวจากตลาดอาเซียน BJC จึงสบโอกาสเจรจาซื้อหุ้นคืนทั้งหมดในปี 2025 

ส่งผลให้บริษัททะยานขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคทันที ด้วยกำลังการผลิตในไทย 920,000 ตันต่อปี ผนวกกับโรงงานในเวียดนามและมาเลเซียอีกแห่งละ 80,000 ตัน

ดีลนี้ไม่เพียงปลดล็อกศักยภาพด้าน Supply Chain แต่ยังทำให้ BJC สามารถนำเข้าขวดแก้วจากเวียดนามและมาเลเซียกลับมาอุดช่องว่างในไทยได้ถึง 10,000 ตันในปีนี้ 

ซึ่งคุณฐาปนีย์มองว่าคุ้มค่ามากแม้จะมีต้นทุนค่าขนส่ง เพราะดีมานด์ในประเทศยังพุ่งสูง สวนทางกับซัพพลายที่ลดลงจากการปิดตัวของเตาหลอมคู่แข่งบางราย

🔴 เป้าหมาย 2030 กับการเบรคแผนเข้าตลาดหุ้นชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม จากกลยุทธ์การลงทุนและขยายตลาดดังกล่าว ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็น Vision 2030 ซึ่ง BJC วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน

เริ่มจากการดันสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศให้ขึ้นไปแตะระดับ 30% จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 10% โดยใช้เวียดนามเป็นหัวหอกสำคัญ เสริมทัพด้วยมาเลเซีย กัมพูชา ลาว และฮ่องกง ก่อนจะปักธงไกลถึง 50% ภายในปี 2040

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมผลักดันสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Own Brand / Private Label ของ Big C) ที่มีอยู่กว่า 50,000 รายการ ให้ขยับสัดส่วนรายได้จาก 17% ขึ้นไปเป็น 30% ควบคู่ไปกับการปั้นช่องทาง Omni-Channel ให้เติบโตจนมีสัดส่วนแตะ 30% เช่นกัน

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว บริษัทได้เตรียมเม็ดเงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท ทยอยอัดฉีดในช่วง 5 ปีนับจากปี 2026 เพื่อทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ ยกเครื่องระบบหลังบ้านของ Big C ใหม่ทั้งหมดในรอบ 29 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า

ส่วนประเด็นที่หลายคนจับตาอย่างการนำธุรกิจค้าปลีกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณอัศวินได้ให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสภาวะที่ตลาดทุนเทความสนใจและให้มูลค่าไปกับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและ AI ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

บริษัทจึงตัดสินใจชะลอแผนเข้าตลาดหุ้นไว้ก่อน โดยช่วงเวลานี้จะขอโฟกัสไปที่การปรับปรุงระบบหลังบ้าน สร้างกระแสเงินสด และหลอมรวมการทำงานกับสาขาในเวียดนามให้แข็งแกร่งที่สุด เพื่อรอจังหวะเวลาที่ตลาดพร้อมและเหมาะสมในอนาคต

🔴 Q1 ยอดขายแตะ 38,000 ล้าน

เพื่อตอกย้ำว่ารากฐานของบริษัทยังคงแข็งแกร่งพร้อมรับแผนระยะยาว สำหรับผลงานในช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 คุณฐาปนีย์ระบุว่า บริษัททำยอดขายรวมได้กว่า 38,000 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัวกลับมาเติบโตถึง 14.5%

รวมถึงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ก็ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดยา แม้กลุ่มเครื่องมือแพทย์จะยังเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนที่กดดันภาพรวมธุรกิจมากที่สุดในไตรมาสนี้จะตกไปอยู่กับกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่และระบบห่วงโซ่อุปทานของทางบริษัท แต่ BJC กลับบริหารจัดการจนสามารถดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้บวกเพิ่มขึ้น 42 Basis Points มาอยู่ที่ 20.8% ได้สำเร็จ