ภาพของกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดและร้านอาหารที่จัดโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานคนเดียว กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจ “The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว” โดยวิจัยกรุงศรี ที่ได้ทำการสำรวจกลุ่มคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 2,202 คน ผลสำรวจนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า การใช้ชีวิตแบบโสดหรือการอยู่คนเดียว ไม่ใช่แค่สถานะชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นไลฟ์สไตล์กระแสหลักที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างธุรกิจทั้งระบบ
แนวโน้มการอยู่คนเดียวที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลจากรายงานของ Euromonitor คาดการณ์ว่า ในปี 2568 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 29.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% อย่างเห็นได้ชัด และหากแนวโน้มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 1.8% ต่อปี ภายในปี 2585 ประเทศไทยจะมีครัวเรือนที่อยู่อาศัยคนเดียวทะลุ 40% ของครัวเรือนทั้งหมด
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงลักษณะของกลุ่มคนที่มักจะพักอาศัยอยู่คนเดียว ผลสำรวจพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม มีโอกาสที่จะอยู่คนเดียวสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดถึง 6.5 เท่า
- กลุ่มคนที่ไม่มีบุตร เลือกที่จะอยู่คนเดียวถึง 31% ในขณะที่คนมีบุตรเลือกอยู่คนเดียวเพียง 5% เท่านั้น
- กลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) มีสัดส่วนการอยู่คนเดียวสูงสุดถึง 39% ตามมาด้วยผู้หญิงที่ 23% และผู้ชายที่ 19%

ความแตกต่างระหว่างกลุ่มอยู่คนเดียวและกลุ่มอยู่ร่วมกับผู้อื่น
จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด พบว่าเกือบ 1 ใน 4 เลือกที่จะพักอาศัยอยู่คนเดียว โดยเกือบครึ่งของคนกลุ่มนี้นิยมอยู่คอนโดมิเนียมหรือห้องชุด และมีประมาณ 1 ใน 10 ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่พักอาศัยนั้นเอง
ในขณะที่กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามราว 3 ใน 4 ที่พักอาศัยร่วมกับผู้อื่น มักจะอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ โดย 49% พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ 41% อยู่กับแฟนหรือคู่สมรส และอีก 10% อยู่กับพี่น้อง เพื่อน หรือลูกหลาน
นอกจากนี้ สถานะความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่มยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มที่อยู่คนเดียว (Solo Living) ส่วนใหญ่ถึง 75% มีสถานะโสด และอีก 16% มีแฟนแต่ยังไม่สมรส ส่วนกลุ่มที่แต่งงานแล้ว หรือเป็นหม้าย/หย่าร้าง มีสัดส่วนเพียง 4-5% เท่านั้น สวนทางกับกลุ่มที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น (Co-Living) ซึ่งส่วนใหญ่ 48% แต่งงานแล้ว ตามมาด้วยคนโสด 30% และคนมีแฟน 18% สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน การอยู่คนเดียวมักจะผูกติดอยู่กับสถานะความโสดเป็นหลัก
ข้อดีของความโสด และมุมมองการพึ่งพาตัวเองในอนาคต
เมื่อสอบถามถึงข้อดีที่สุดของการใช้ชีวิตโสด 58% มองว่าคือการมีชีวิตที่อิสระ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กิน เที่ยว หรือช้อปปิ้ง ได้ตามใจต้องการโดยไม่ต้องรอใคร รองลงมา 57% ระบุว่าช่วยให้วางแผนชีวิตได้ง่ายและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น และ 54% ชื่นชอบความยืดหยุ่นที่สามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยมีเพียง 1% เท่านั้นที่รู้สึกว่าความโสดไม่มีข้อดีเลย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่ถึง 73% มีความเชื่อว่า ในท้ายที่สุดแล้วชีวิตก็จะต้องถึงจุดที่ “อยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเอง” ซึ่งมุมมองนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบันพวกเขาอาศัยอยู่กับใคร แต่กลับถูกกำหนดด้วยปัจจัยเรื่องอายุ เพศ สถานะ และการมีบุตร ตัวอย่างเช่น ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมองเห็นภาพการต้องอยู่คนเดียวในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ กลุ่ม LGBTQ+ ยังมีโอกาสเห็นด้วยกับมุมมองนี้มากกว่าผู้ชายถึง 2.8 เท่า ส่วนผู้หญิงเห็นด้วยมากกว่าผู้ชาย 1.8 เท่า และคนโสดรวมถึงคนที่ไม่มีลูกต่างก็มีโอกาสเห็นด้วยมากกว่าคนมีคู่หรือมีลูกถึง 1.9 เท่า
ไลฟ์สไตล์สายเปย์ เน้นดูแลสุขภาพ และวางแผนระยะยาว
กลุ่มคนโสดและคนที่อยู่คนเดียว มักจะมีแนวโน้มในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเองมากกว่าคนที่อยู่เป็นครอบครัว โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพ ผลสำรวจระบุว่า 30% ของคนที่พักอาศัยอยู่คนเดียว จะไปออกกำลังกายและเข้าฟิตเนสเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับชีวิตตัวคนเดียวในอนาคต คนกลุ่มนี้ถึง 62% ให้ความสำคัญกับ “การดูแลสุขภาพกายและใจ” เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเรื่องที่อยู่อาศัย (19%) การพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ (14%) และการสร้างเครือข่ายทางสังคม (5%)
การดูแลตนเองเมื่อถึงคราวเจ็บป่วย
ทัศนคติเรื่องการพึ่งพาตัวเองจะยิ่งเด่นชัดขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยร้ายแรง กลุ่มคนที่อยู่คนเดียวในวัย 50 ปีขึ้นไป กว่า 61% ยืนยันที่จะดูแลตัวเองให้ถึงที่สุดหรือจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ มากกว่าจะหวังพึ่งพาคนรอบข้าง สัดส่วนนี้จะลดหลั่นลงมาในกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า คือเหลือ 55% ในวัย 40-49 ปี และ 47% ในวัย 24-39 ปี
ในทางกลับกัน กลุ่มคนที่พักอาศัยร่วมกับผู้อื่นในวัย 24-39 ปี กลับเป็นกลุ่มที่หวังพึ่งพาคนรักหรือญาติพี่น้องมาดูแลมากที่สุดถึง 65% ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นแนวโน้มว่า ยิ่งคนที่อยู่คนเดียวมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเตรียมพร้อมพึ่งพาตนเอง ในขณะที่คนที่อยู่กับครอบครัวมักจะพึ่งพาคนอื่นมากที่สุดในช่วงวัยหนุ่มสาว ก่อนจะค่อยๆ ลดการพึ่งพาลงเมื่ออายุมากขึ้น
โอกาสของภาคธุรกิจในยุค 3S
จากข้อมูลทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า “เศรษฐกิจคนโสด” (Single Economy) ไม่ใช่เพียงแค่กระแสความนิยม แต่เป็นโครงสร้างประชากรที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและพร้อมจับจ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองอย่างไม่ลังเล กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการสินค้าและบริการที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น บัญชีเงินฝากที่พ่วงมากับแผนการเงินระยะยาว บริการเสริมด้านการดูแลพยาบาลยามเจ็บป่วย แพ็กเกจท่องเที่ยวแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับเดินทางคนเดียว หรือแม้แต่โปรโมชันสมาชิกแอปพลิเคชันหาคู่ระดับพรีเมียม
ดังนั้น สิ่งที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทัน คือการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบ “3S” (Single – Solo – Silver) การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้ง “คนโสด” “คนที่อยู่คนเดียว” และควบคู่ไปกับการรองรับ “สังคมผู้สูงอายุ” ที่มีแนวโน้มจะต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการครองใจผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
