ททท. และจุฬาฯ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทยรับมือความผันผวนของกติกาโลกใหม่ ด้วยกลยุทธ์ ‘4 จ. เจาะ-จับ-เจน-จุนเจือ’ มุ่งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ชูคุณค่าทางอารมณ์ ประยุกต์ใช้ AI และสร้างความยั่งยืนที่วัดผลได้ เพื่อพลิกเกมธุรกิจให้เติบโตแบบขายได้ ขายดี ขายนาน 

ในงานสัมมนา ‘ท่องเที่ยวยั่งยืนที่ขายได้ ขายดี ขายนาน’ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘The Great Reset of Tourism: โลกเปลี่ยน กติกาใหม่ของการท่องเที่ยว’

ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้มาแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์ให้ธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวคือฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 12-13% ของ GDP 

ข้อมูลสถิติในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ของปี 2569 ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาถึง 16 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 700,000 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลง หรือ ‘4 เลนส์โลกใหม่’ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, เทคโนโลยี AI ที่กำลังจะทำหน้าที่ตัดสินใจซื้อแทนมนุษย์, มาตรฐานความยั่งยืนแบบใหม่ที่ต้องวัดผลได้จริง, และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผศ. ดร. เอกก์ ได้เสนอ 4 กลยุทธ์การตลาด หรือ 4 จ. เพื่อรับมือกับกติกาใหม่โลกเปลี่ยน ที่ธุรกิจควรนำไปปรับใช้ร่วมกัน

1.เจาะกลุ่ม (Niche Target) 

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย การทำตลาดแบบหว่านแหหรือจับกลุ่มตลาดแมสจะมีต้นทุนสูงและผันผวนง่าย 

ธุรกิจจึงควรบีบเลนส์ให้แคบลงและ ‘เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม’ ที่มีกำลังซื้อสูง ยิ่งเป้าหมายเฉพาะเจาะจงมากเท่าใด โอกาสสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นและยั่งยืนก็ยิ่งสูงขึ้น

แคมเปญที่ถูกนำมาถอดรหัสการทำกลยุทธ์การตลาด

ทัวร์คนพิการชาวเยอรมัน: ธุรกิจไกด์จากจังหวัดอยุธยาที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวสำหรับคนพิการชาวเยอรมันซึ่งมีกำลังซื้อจากเงินสนับสนุนของรัฐบาล โดยลูกค้าต้องการฟังภาษาเยอรมันและต้องการไกด์ที่ดูแลคนพิการได้ ทำให้คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก ส่งผลให้ลูกค้าบอกต่อจนคิวเต็ม

ร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อแม่ลูกอ่อน: ร้านอาหารที่เจาะจงเฉพาะ ‘คุณแม่ที่ต้องการกระตุ้นน้ำนม’ ซึ่งยอมสั่งอาหารเดลิเวอรีอย่างต่อเนื่องเพราะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แม้รสชาติอาจไม่ถูกปากคนทั่วไป กลยุทธ์นี้ทำให้ร้านทำกำไรได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องมีหน้าร้านหรูหรา

2.จับอารมณ์ (Emotional Connection) 

การขายเพียงฟังก์ชันการใช้งานแบบเดิม ๆ เช่น ห้องพักสะอาด หรืออาหารอร่อย อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนมา ‘ขายคุณค่าทางอารมณ์’ และชูจุดขายความบริสุทธิ์อย่างเป็นธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง

แนวทางที่ถูกนำมาถอดรหัสการทำกลยุทธ์การตลาด

ดีท็อกซ์จิตใจด้วยความบริสุทธิ์ดิบแท้: การท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ชูความบริสุทธิ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมซึ่งปราศจากการปรุงแต่ง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ที่ต้องการพักผ่อนและฟื้นฟูพลังชีวิตจากความวุ่นวาย

จาก Welcome Drink สู่ Welcome Spirit: ชุมชนไทลื้อ เชียงใหม่ สร้างความประทับใจระดับลึกซึ้งตั้งแต่ก้าวแรกด้วยการต้อนรับผ่านจิตวิญญาณ โดยการใช้น้ำส้มป่อยและทำพิธีผูกข้อไม้ข้อมือให้พรโดยผู้เฒ่า ผู้สูงวัย แทนการเสิร์ฟน้ำดื่มต้อนรับแบบทั่วไป

3.เจนเนอเรทีฟ เอไอ (Generative AI)

ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถแสดงพฤติกรรมเสมือนมนุษย์และตัดสินใจเลือกซื้อบริการท่องเที่ยวแทนผู้บริโภคได้ ธุรกิจที่เพิกเฉยจะเสียเปรียบอย่างมาก 

ผู้ประกอบการต้องเร่งติดอาวุธนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อลดต้นทุน ข้ามกำแพงภาษา และสร้างสรรค์เนื้อหาแบบมืออาชีพ

เครื่องมือที่ถูกนำมาถอดรหัสการทำกลยุทธ์การตลาด

ทลายกำแพงภาษาด้วยโคลนนิ่ง: การใช้ระบบ AI สร้างคลิปวิดีโอที่โคลนนิ่งเสียงและภาพของผู้ประกอบการ ให้สามารถพูดและขยับปากตรงกับภาษาต่างประเทศได้กว่า 30 ภาษาทั่วโลก

ประหยัดงบโฆษณาและคอนเทนต์: ใช้ AI ช่วยคิดแคปชันขายของ, ช่วยเขียนสคริปต์วิดีโอ, ใช้แต่งเพลงประจำแบรนด์ หรือกระทั่งการใช้สร้างสไลด์นำเสนอข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

4.จุนเจือสังคม (Sincere Sustainability) 

เมื่อกติกาโลกใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนจะไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่กำลังจะกลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า

พฤติกรรมลูกค้าคนรุ่นใหม่จะไม่ยอมจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อความยั่งยืน แต่หากธุรกิจไม่ยั่งยืน พวกเขาจะไม่ซื้อเลย แบรนด์จึงต้องทำความยั่งยืนที่วัดผลเป็นตัวเลขได้จริง

แนวทางที่ถูกนำมาถอดรหัสการทำกลยุทธ์การตลาด

ไต่บันได 5 ขั้นสู่ความยั่งยืน: องค์กรต้องเริ่มตั้งแต่ 1. ปฏิบัติตามกฎหมาย 2. เริ่มวัดผลข้อมูล 3. ขอการรับรองระดับประเทศ 4. ยกระดับสู่สากล 5. นำความยั่งยืนมาใช้เป็นจุดขายทางการตลาดเต็มรูปแบบ

ทางลัดด้วยโครงการ STAR: สำหรับธุรกิจ SME ที่อาจไม่มีทุนทรัพย์ในการขอมาตรฐานสากล ททท. เปิดให้ผู้ประกอบการใช้ประเมินสุขภาพความยั่งยืน เพื่อก้าวสู่บันไดขั้นที่ 3 (การรับรองระดับประเทศ) ได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์หลักของโครงการ STAR Rating 

ท้ายที่สุดแล้ว การบรรยายครั้งนี้ ตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจบริการทั่วไป แต่เป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยและห่วงโซ่อุปทาน 

การเข้าใจกติกาโลกใหม่และการนำกลยุทธ์ ‘4 จ.’ มาปรับใช้ ทั้งการหาจุดแข็งเฉพาะตัว ใช้เทคโนโลยี และดูแลสังคม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พลิกเกมธุรกิจสู่บริการมูลค่าสูง และสามารถ ‘ขายได้ ขายดี ขายนาน’ ได้อย่างยั่งยืน