หากพูดชื่อ “หนองจอก” ภาพจำแรกของคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงความ “ไกล” เป็นย่านชานเมืองที่เดินทางลำบาก ไม่มีรถไฟฟ้า และอาจจะดูไม่มีอะไรน่าสนใจ
แต่ความจริงแล้ว หนองจอกถือเป็นทำเลที่มี “ของดีซ่อนอยู่” และมีศักยภาพไม่น้อยทีเดียว แค่ยังต้องรอคอยอะไรบางอย่างให้เข้ามาช่วยปลุกให้มีความคึกคักเท่านั้น
หนองจอกมีประวัติเก่าแก่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2440 หรือเมื่อ 129 ปีที่แล้ว
ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกสุดของกรุงเทพฯ มีพื้นที่ติดกับจังหวัดปทุมธานีและฉะเชิงเทรา
ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนจะมาเป็นเขตหนองจอก ส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ในปี 2515
หนองจอกเป็นเขตที่มีพื้นที่ใหญ่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยขนาดถึง 236 ตร.กม. ใหญ่กว่าอันดับ 2 อย่างเขตลาดกระบัง (124 ตร.กม.) ถึงเกือบเท่าตัว
มีประชากรมากที่สุดติด 5 อันดับแรกของกรุงเทพฯ แต่ด้วยพื้นที่ที่กว้างมาก ทำให้ความหนาแน่นของประชากรยังไม่สูงเมื่อเทียบกับเขตอื่น
เส้นทางหลักที่ตัดผ่านพื้นที่ เช่น ถนนสุวินทวงศ์ เชื่อมตั้งแต่มีนบุรีไปจนถึงฉะเชิงเทรา ถนนมิตรไมตรี เชื่อมกับพื้นที่คลองสามวา และถนนเชื่อมสัมพันธ์ ที่ตัดมาจากลาดกระบัง
ในด้านเศรษฐกิจ หนองจอกยังไม่มีกิจกรรมทางธุรกิจหรือสำนักงานตั้งอยู่มากนัก
ตัวอย่างที่พอมี เช่น โรงงานของ CPF หรือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
ขณะที่ภาคค้าปลีกและการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ยังคงแนววิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม เช่น “ตลาด 100 ปี หนองจอก” ซึ่งอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีแลนด์มาร์คใหม่ๆ เข้ามาบ้างแล้ว เช่น “ฮาราจูกุ ไทยแลนด์” ที่เปิดตัวไปในปี 2564
ราคาที่ดินในย่านนี้ก็เริ่มขยับขึ้นแล้วเช่นกัน
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ระบุว่า หนองจอก ติดกลุ่มทำเลที่ราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล
อยู่ในกลุ่มเดียวกับบางเขน-สายไหม-ดอนเมือง-หลักสี่-มีนบุรี-หนองจอก-คลองสามวา-ลาดกระบัง ที่ราคาปรับขึ้น 21%
ส่วนอันดับหนึ่งเป็นของโซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ ที่ปรับขึ้นถึง 36%
ตัวเลขนี้บ่งบอกว่า ผู้ประกอบการเริ่มสนใจหาที่ดินมีศักยภาพในย่านนี้มากขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ เพราะราคาที่ดินยังคงถูกกว่าโซนใจกลางเมืองอยู่มาก
แต่อย่างไรก็ดี หนองจอกก็ยังไม่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ หรือระดับ Regional Mall ขึ้นไปเลยสักแห่ง
แม้ภาพรวมจะดูเงียบ แต่หนองจอกก็มีของดีซ่อนอยู่เหมือนกัน
ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางทำให้เหมาะกับโครงการที่ต้องใช้พื้นที่มาก โดยเฉพาะกิจกรรม “กีฬา”
หนองจอกเป็นเขตที่มีสนามกอล์ฟตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก
และครั้งหนึ่ง ยังเคยเป็นแหล่งรวมอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลไทยด้วย
เคยเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ” แต่ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลย้ายไปใช้ที่อื่นแทนแล้ว
และยังมีสนามฟุตบอลหนองจอก ที่เคยเป็นรังเหย้าของ “บีอีซี เทโร ศาสน” สโมสรเก่าแก่ของไทย
แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงของหนองจอกคือ “บางกอก อารีนา” (Bangkok Arena) สนามกีฬาในร่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สนามนี้รองรับความจุได้ประมาณ 12,000 ที่นั่ง ใหญ่กว่าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก (ความจุประมาณ 6,000 ที่นั่ง) ถึงหนึ่งเท่าตัว
เรื่องราวของสนามนี้ก็ถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
เดิมทีสนามใช้ชื่อว่า “บางกอก ฟุตซอล อารีนา”
สร้างขึ้นเพื่อรองรับ “ฟุตซอลโลก” ที่ประเทศไทยได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในปี 2555 ซึ่งเป็นรายการใหญ่ระดับหน้าเป็นตาให้ประเทศ ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 1,200 ล้านบาท
แต่ด้วยปัญหาความล่าช้า ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ในปีก่อนหน้า ทำให้สนามสร้างไม่เสร็จทันใช้งาน
แม้ฝั่งไทยจะพยายามเร่งให้เสร็จทัน แต่สุดท้าย FIFA ก็ไม่อนุมัติให้ใช้งาน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
การแข่งขันจึงต้องย้ายไปใช้สนามนิมิบุตร และอินดอร์ สเตเดียม หัวหมากแทน
ต่อมาสนามนี้จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “บางกอก อารีนา” ตามความตั้งใจของกทม. หน่วยงานเจ้าของสนาม ที่อยากให้เป็นพื้นที่ของประชาชน
สนามแห่งนี้สามารถรองรับการแข่งขันกีฬาระดับประเทศได้ เช่น รายการใหญ่อย่าง “ฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย” ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพในปี 2567
แต่สำหรับกีฬาชนิดอื่น เช่น วอลเลย์บอล หรืออีเวนต์ใหญ่ๆ ยังคงอยู่ที่หัวหมากเป็นหลัก
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนพัฒนาที่ชัดเจนว่าจะปั้นบางกอก อารีนา ต่อไปอย่างไร หรือจะดึงอีเวนต์ระดับชาติเข้ามาจัดที่หนองจอกให้มากขึ้นได้อย่างไร
ในภาพรวม หนองจอกมีของเดิมอยู่แล้ว ทั้งพื้นที่กว้างขวาง ราคาที่ดินที่ยังจับต้องได้ และสนามกีฬาอินดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
แต่สิ่งที่ยังรออยู่ คือการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งจากการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชน
และอีกสิ่งหนึ่งที่หนองจอกยังรออยู่ คือ “รถไฟฟ้า”
ตอนนี้เส้นทางรถไฟฟ้าที่ใกล้หนองจอกที่สุด ก็มาได้แค่ถึงมีนบุรีเท่านั้น
หากลองเทียบกับชานเมืองโซนอื่นๆ อย่างนนทบุรี ตลิ่งชัน รังสิต หรือบางแค จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อมีรถไฟฟ้าแล้ว การเดินทางจะสะดวกขึ้นทันที และเมืองจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อหนองจอกยังไม่มี ก็ทำให้การเดินทางยังคงลำบาก และรู้สึกเหมือนอยู่ไกลเมืองอยู่เสมอ
หนองจอกจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีของดีอยู่แล้ว เหลือเพียงแค่รอให้มีใครหรืออะไรบางอย่าง เข้ามาปลุกให้ตื่นขึ้นมาเท่านั้น
