เศรษฐกิจช่วงนี้ประเทศกำลังชะลอตัว กำลังซื้อไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่อย่างที่คิด แต่ถ้าหันมาดูในฝั่งของ “ธุรกิจแฟรนไชส์” กลับกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่ยังโตสวนกระแสได้ดี

เพราะทั้งคนทำธุรกิจและคนที่อยากลงทุน ต่างมองเห็นโจทย์เดียวกันว่า โมเดลนี้ขยายสาขาได้ไว มีระบบรองรับชัดเจน และที่สำคัญคือเซฟตัวเองจากการเปิดร้านนับหนึ่งใหม่ด้วยตัวเองได้มาก

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากเวที “Franchise Outlook: ถอดรหัสอนาคตแฟรนไชส์ไทย จากเทรนด์สู่โอกาสการเติบโต” ในงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 ที่ขนคนในวงการ ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญ มานั่งกางภาพรวมและทิศทางอนาคตของธุรกิจนี้ให้เห็นกันชัดๆ

เค้กก้อนใหญ่ 3 แสนล้าน ที่โกอินเตอร์ไปแล้วกว่า 30 ประเทศ

จิรภัทร สำเภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ ประธานคณะที่ปรึกษา Top Business Consultant and Management Co., Ltd.
และอุปนายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ ฉายภาพว่า ตอนนี้มูลค่ารวมของตลาดแฟรนไชส์ไทยพุ่งทะลุ 300,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปัจจุบันแฟรนไชส์ไทยเกือบ 50 แบรนด์ ขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก จะเห็นได้ว่าแบรนด์ไทยเริ่มสร้างโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างคือ เจี้ยนชา แบรนด์ชาไทยที่สามารถขยายธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างเดินหน้าสู่ตลาดสเปน โดยหลายแบรนด์ไม่ได้เริ่มจากการออกไปหานักลงทุนต่างชาติ แต่เลือกเปิดสาขาในศูนย์การค้าระดับพรีเมียมของไทย เช่น สยามพารากอน, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และไอคอนสยาม ซึ่งเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากหลายประเทศ

เมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับทั้งในด้านสินค้าและมาตรฐานการบริหาร นักลงทุนต่างชาติก็มักเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์เพื่อนำไปขยายธุรกิจในประเทศของตัวเอง ทำให้หน้าร้านในไทยไม่ได้เป็นเพียงช่องทางขายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของแบรนด์สู่ตลาดโลก

แบรนด์ดีอย่างเดียวไม่พอ เมื่อความสำเร็จของแฟรนไชส์มีมากกว่าชื่อแบรนด์

จิรภัทร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดที่ดูโตสวยงาม ไม่ได้แปลว่าใครกระโดดเข้ามาทำแล้วจะรอดทั้งหมด

“เพราะความจริงของยุคนี้คือ ลำพังแค่การมี “แบรนด์ดัง” หรือมีชื่อเสียงติดหู ไม่ใช่ตั๋วการันตีว่าจะขายดีหรือรอดได้เหมือนเมื่อก่อน หัวใจสำคัญจริงๆ ที่คนอยากลงทุนแฟรนไชส์ยุคนี้ต้องทำการบ้านหนักๆ ไม่ใช่แค่ดูว่าแบรนด์นั้นดังแค่ไหน แต่ต้องดูให้ลึกถึงระบบบริหารจัดการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหาก ว่าจะช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้จริงในระยะยาวหรือเปล่า”

หลายคนเลือกซื้อแฟรนไชส์เพราะเชื่อว่าหากเป็นแบรนด์ที่คนรู้จัก โอกาสประสบความสำเร็จก็จะสูงตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริง ความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์เกิดจากองค์ประกอบ 3 ด้านที่ต้องแข็งแรงไปพร้อมกัน ได้แก่

  • แฟรนไชส์ซอร์ ที่มีระบบบริหารพร้อม
  • ทำเลที่เหมาะสม
  • แฟรนไชส์ซี ที่มีความสามารถในการบริหารธุรกิจ

หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง แม้จะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยม ก็อาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่คาดหวัง

สิ่งที่พบในตลาดคือ หลายแบรนด์ประสบความสำเร็จจากร้านต้นแบบในกรุงเทพฯ แล้วเร่งขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด แต่เมื่อออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย กลับต้องเผชิญการแข่งขันกับร้านท้องถิ่นที่เข้าใจผู้บริโภคและต้นทุนในพื้นที่มากกว่า ส่งผลให้ผลประกอบการของแต่ละสาขาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ด้วยเหตุนี้ ก่อนขยายสาขาเจ้าของแฟรนไชส์ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Winning Zone หรือ “พื้นที่แห่งชัยชนะ” ให้เกิดขึ้นก่อน ถึงจะเป็นการพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้จริง รวมถึงสามารถนำรูปแบบเดียวกันไปใช้ในพื้นที่อื่นได้ ไม่ใช่สำเร็จเพียงเพราะอยู่ในทำเลที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นธรรมของสัญญา ความโปร่งใสของแผนการเงิน ระบบสนับสนุนหลังบ้าน การตลาด การจัดซื้อ และมาตรฐานการบริหาร เพราะทั้งหมดนี้คือระบบที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว

สาขาเยอะ ไม่ได้แปลว่ากำไรเยอะ

อีกหนึ่งประเด็นที่อยากให้ผู้ลงทุนทำความเข้าใจ คือการเติบโตของธุรกิจไม่ควรวัดจากจำนวนสาขาหรือยอดขายเพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่างแบรนด์ระดับโลกอย่าง KFC ที่แม้จะมีสาขาจำนวนมากและสร้างยอดขายมหาศาล แต่มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ประมาณ 3.8% เท่านั้น

ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า การขยายธุรกิจให้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องยากเท่ากับการรักษาความสามารถในการทำกำไร เพราะยิ่งธุรกิจเติบโต ต้นทุนในการบริหารก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรศึกษาโครงสร้างรายได้ ต้นทุน และรูปแบบการสร้างกำไรของแต่ละแบรนด์ควบคู่กับศักยภาพในการเติบโต

Health, Pet และผู้สูงวัย เทรนด์ใหม่ของแฟรนไชส์ไทย

แม้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นตลาดหลัก แต่กลุ่มธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้แก่

• Health & Wellness

• ธุรกิจสัตว์เลี้ยง (Pet Humanization)

• ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

AI เปลี่ยนธุรกิจแฟรนไชส์ จากการพึ่งคน สู่การพึ่งระบบ

จิรภัทร กล่าวต่อว่า การแข่งขันของแฟรนไชส์ในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขา แต่เป็นความสามารถในการสร้างระบบที่ทำให้ทุกสาขาทำงานได้ในมาตรฐานเดียวกัน

ปัจจุบันหลายแบรนด์เริ่มนำ AI มาใช้วิเคราะห์ยอดขายล่วงหน้า เพื่อวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบและบริหารสต็อก ช่วยลดต้นทุนและของเสีย รวมถึงใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ทำเล แทนการอาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว

ในด้านการบริหารบุคลากร ระบบฝึกอบรมออนไลน์และคู่มือการทำงานมาตรฐาน ช่วยให้พนักงานใหม่สามารถเรียนรู้งานได้รวดเร็ว ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนพนักงานที่เกิดขึ้นบ่อยในธุรกิจบริการ

ขณะที่ AI ยังช่วยวิเคราะห์รีวิวจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อประเมินคุณภาพของแต่ละสาขา ทำให้เจ้าของแฟรนไชส์สามารถติดตามมาตรฐานการให้บริการได้แบบเรียลไทม์

“จิรภัทร กล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่การแข่งขันในระยะต่อไปจะไม่ได้ตัดสินกันที่จำนวนสาขาหรือความดังของแบรนด์

หากอยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างระบบที่ทำซ้ำได้ ควบคุมต้นทุนได้ และรักษามาตรฐานได้ในทุกสาขา เพราะนั่นคือปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในประเทศไทยและการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ”

รายละเอียดงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026

สำหรับงาน Franchise Expo Thailand & TESE 2026 รวบรวมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์ และผู้ให้บริการด้านธุรกิจไว้มากกว่า 250 บูธ บนพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร ครอบคลุมทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก บริการ การศึกษา สุขภาพ รวมถึงโซลูชันสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจแฟรนไชส์

ภายในงานยังมีการนำเสนอโมเดลธุรกิจภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งสนับสนุนค่าแฟรนไชส์ในสัดส่วน 50% เพื่อช่วยลดต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ พร้อมบริการด้านสินเชื่อ การนำเสนอทำเลสำหรับเปิดกิจการ การสัมมนาโดยผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 6-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผู้จัดงานคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนภายในงานประมาณ 220 ล้านบาท จากการซื้อขายแฟรนไชส์ การลงทุน และการจับคู่ทางธุรกิจ