วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เป็น “วันสารทจีน” เทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีนที่ยังมีการจัดของไหว้ตามธรรมเนียม และเป็นอีกหนึ่งช่วงที่แบรนด์อาหารและค้าปลีกนำสินค้าเข้ามาทำตลาด ตั้งแต่ชุดไหว้ อาหารพร้อมรับประทาน ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล

หลายๆแบรนด์อย่าง MK, Tops และ CPRAM ต่างมีสินค้าออกมารับช่วงสารทจีนปีนี้ แต่เหตุผลที่แบรนด์เข้ามาเล่นเทศกาลไม่ได้มีเพียงการขายสินค้าเฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น

ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด อธิบายว่า เทศกาลต่าง ๆ เป็นช่วงเวลาที่แบรนด์สามารถวางแผนการขายได้ล่วงหน้า เพราะเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี และผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าอยู่แล้ว

“เทศกาลสารทจีนเป็นเทศกาลประจำปีที่แบรนด์ทุกแบรนด์รอคอยที่จะจำหน่ายสินค้า และสร้างยอดขาย เพราะเรารู้ล่วงหน้าว่าในแต่ละเดือนมีเทศกาลอะไร”

สารทจีนเป็นเทศกาลที่แบรนด์วางแผนได้

ผศ.ดร.บุปผา กล่าวว่า ในมุมของธุรกิจและการตลาด แบรนด์จะมองปฏิทินเทศกาลตลอดทั้งปีว่าแต่ละเดือนมีเทศกาลสำคัญอะไร ทั้งเทศกาลไทย จีน หรือเทศกาลจากต่างประเทศ เพื่อนำมาวางแผนสินค้าและการสื่อสาร

สารทจีนจึงเป็นอีกโอกาสที่แบรนด์สามารถนำสินค้าที่มีอยู่แล้วมาสร้างยอดขายเพิ่มเติม หรือออกสินค้าใหม่ให้เข้ากับความต้องการในช่วงเทศกาล

ตัวอย่างที่เห็นในปีนี้คือ CPRAM ที่นำ “มังกรหยก” ราคาเริ่มต้น 95 บาทเข้ามาทำตลาด ขณะที่ MK และ Tops ก็จัดชุดไหว้และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลออกมาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค

ชุดไหว้ช่วยลดขั้นตอนให้คนรุ่นใหม่

อีกประเด็นที่ ผศ.ดร.บุปผา มองว่าน่าสนใจคือการทำ “ชุดไหว้” ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการเตรียมของสำหรับเทศกาล เดิมผู้บริโภคต้องเลือกซื้อสินค้าแต่ละรายการและนำมาจัดชุดเอง แต่การจัดเป็นชุดทำให้สามารถเลือกซื้อได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องตามธรรมเนียมจีน

ผศ.ดร.บุปผา กล่าวว่า ผู้บริโภคที่เข้ามารับช่วงการจัดของไหว้จากคนรุ่นพ่อแม่ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่ม Gen X และ Gen Y ซึ่งมีความต้องการเรื่องความสะดวกและความรวดเร็วมากขึ้น

“พฤติกรรมของคนวัย Gen X และ Gen Y คือ ต้องการความสะดวก ต้องการความรวดเร็ว และต้องการมีทางเลือกหลาย ๆ ทาง บนพื้นฐานความถูกต้องของขนบธรรมเนียมประเพณีจีน”

ดังนั้น ชุดไหว้จึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ เพราะผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเลือกสินค้าแต่ละรายการด้วยตัวเอง

หลายราคาไม่ได้หมายความว่าแข่งกันถูกหรือแพง

ในตลาดปีนี้ยังเห็นชุดไหว้และสินค้าที่มีราคาหลากหลาย ตั้งแต่หลักสิบ หลักร้อย ไปจนถึงหลักพันบาท

ผศ.ดร.บุปผา กล่าวว่า ความแตกต่างของราคาเป็นเรื่องของ Positioning และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ เพราะแต่ละธุรกิจมีฐานลูกค้าและกำลังซื้อที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การมีสินค้าหลายระดับราคาจึงเป็นการเปิดทางให้ลูกค้าหลายกลุ่มสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามงบประมาณของตัวเอง

“การตั้งราคาเป็นทางเลือกของผู้บริโภค ปัจจุบันมักจะตั้งหลากหลายราคา เพื่อเอื้อกับความต้องการและงบประมาณที่ลูกค้าแต่ละคนมีอยู่แล้ว”

ในกรณีสารทจีนจึงเห็นได้ว่า แต่ละแบรนด์ไม่จำเป็นต้องขายสินค้าราคาเดียวกัน เพราะสามารถเลือกวางสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าของตัวเอง และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มอื่นเข้ามาซื้อได้ด้วย

ชุดไหว้ไม่ได้ช่วยแค่ยอดขาย แต่สร้างแบรนด์ด้วย

สำหรับแบรนด์อาหาร การทำชุดไหว้ยังมีประโยชน์ในด้าน Branding เพราะเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารของแบรนด์มาเชื่อมกับเทศกาล

ผศ.ดร.บุปผา มองว่า เมื่อแบรนด์สามารถจัดอาหารสำหรับเทศกาลต่าง ๆ ได้ ก็ช่วยตอกย้ำภาพความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าแบรนด์สามารถตอบโจทย์การกินในหลายโอกาส

“การมีของไหว้เป็นการให้ทางเลือกกับผู้บริโภคในการตัดสินใจ พร้อมกับตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร”

ดังนั้น การที่ MK, Tops หรือ CPRAM เข้ามาทำตลาดสารทจีน จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขายในช่วงเทศกาล แต่ยังเป็นการนำสินค้าและความเชี่ยวชาญเดิมของแต่ละแบรนด์มาเชื่อมกับช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมีเหตุผลในการซื้ออยู่แล้ว

สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการเตรียมของไหว้ที่มีทางเลือกมากขึ้น ส่วนสำหรับแบรนด์ สารทจีนยังเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สามารถวางแผนสินค้าและกระตุ้นยอดขายได้ล่วงหน้า