ซุปตาร์ ออนไลน์ – เน็ตไอดอล – นักรีวิว เกมแย่งชิงขุมทรัพย์ออนไลน์

         มูลค่าโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ในปี 2016 สูงถึง 1.73 พันล้านบาท เป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ใครๆ ต่างจ้องมองตาเป็นมัน

influencer

โดยเฉพาะกลุ่ม Influencers สารพัดรูปแบบทั้งนักรีวิวบ้านๆ เน็ตไอดอล จนไปถึงดาราต่างสร้าง “แบรนด์ตัวเอง” ให้แข็งแกร่งเป้าหมายก็เพื่อจำนวนคน Follower ให้มากที่สุด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือกลุ่มสินค้าต่างๆ เรียกใช้บริการด้วยสนุนค่าจ้างของแต่ละคนแตกต่างกันไปตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักแสนบาทต่อการทำงาน 1 ครั้ง

influencer

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในวงการตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาคือจากเดิม Influencers ทั้ง 3 ประเภทต่างรับงานจากแบรนด์สินค้าโดยตรงและดิวงานเอง แต่เวลานี้มีการจัดตั้งเป็นรูปแบบบริษัท พูดง่ายๆ ว่า นักรีวิว,เน็ตไอดอล, จนไปถึงดารา ปัจจุบันมีสังกัดป้อนงานโฆษณาออนไลน์ให้แก่ตัวเอง

เหตุผลเพราะยุคหนึ่งผู้บริโภคเคยเชื่อ Influencers เหล่านี้มากกว่าแบรนด์สินค้าพูดเอง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่า Influencers เหล่านี้ถูกจ้างมาอวยสินค้าเกินความเป็นจริง ทำให้เจ้าของแบรนด์เองเริ่มรู้ตัวแล้วว่าต้องนำเสนอให้เนียนกว่านี้

ทำให้หน้าที่ของบริษัทเหล่านี้คือดูว่า “ดาราหรือเด็กในสังกัด” ตัวเองคนไหน เหมาะกับสินค้าประเภทไหน และควรนำเสนอรูปแบบใด เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกไปกับวิธีการนำเสนอ Content ที่สำคัญเมื่อได้รับชมต้องรู้สึกว่าไม่ Fake

“ชมพู่ อารยา” เสิร์ฟ ซุปตาร์ ออนไลน์

ด้วยข้อได้เปรียบที่คุ้นเคยกับการทำโฆษณาออนไลน์ให้แก่แบรนด์ชั้นนำไม่ว่าจะเป็น รถหรูอย่างเบ็นซ์, ลอรีอัล,และสินค้าอื่นๆ รวมไปถึงการมีคอนเน็คชั่นระดับสูงในวงการบันเทิงทำให้ “ชมพู่ อารยา” จับมือกับ อาลี ซีอานี เปิดตัวบริษัท “KOL Management” ที่รวบรวมคนดังวงการบันเทิงมากกว่า 20 คน เช่น พัชรศรี เบญจมาศ,  ณฐพร เตมีรักษ์, มิ้นต์ ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, หลุยส์ สก๊อต, จิรายุ ตันตระกูล ฯลฯ

โดยบริษัทแห่งนี้ จะมีการวางกลยุทธ์ หาดาราและบุคคลมีชื่อเสียงที่มีความเหมาะสมกับสินค้าที่ว่าจ้าง พร้อมวางแผนวิธีการสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยมีโจทย์ใหญ่ในการนำเสนอผ่าน facebook และ instagram คือทำให้ “เชื่อแล้วซื้อ”

โดยดาราและคนดังที่ได้รับการว่าจ้างต้องเคยใช้สินค้านั้นจริงๆ และต้องนำเสนอ Content ที่มีความสมจริง มีการปรุงแต่งน้อยที่สุด และไม่ได้จำกัดสิทธิให้ดาราในสังกัดต้องรับงานผ่านบริษัทนี้บริษัทเดียว

เมื่อมีรายได้ต่องาน 1 ชิ้น ก็จะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ตัวบริษัท KOL,ดารา,ผู้จัดการส่วนตัว โดย “ชมพู่ อารยา” บอกว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2018 บริษัทจะมีรายได้ 200 ล้านบาท

เพราะเธอเชื่อว่าไพ่ที่เธอถือเหนือกว่ากลุ่มบริษัท Net Idol และนักรีวิวต่างๆ เพราะกลุ่มดาราเหล่านี้มีฐานแฟนคลับจำนวนมากแถมยังมีอิทธิพลทางความคิดสูงกว่า Influencers Online อื่นๆ ทำให้สื่อสารกับผู้บริโภคได้ง่ายและทำให้คนเชื่อ

เพียงแต่สิ่งที่แบรนด์สินค้าต้องแลกมานั้นคือค่าจ้างที่ราคาแพงกว่าหากเทียบกับการใช้ Net Idol แต่จะแพงกว่าเท่าไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์สินค้าเลือกใช้ดาราคนไหน และรูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างไร

ยุคที่ “เน็ต ไอดอล” มีสังกัด

ในขณะที่บริษัท จับของร้อน จำกัด ที่เปิดมา 2 ปีกว่าๆ ซึ่งทำการรวบรวมเน็ตไอดอลและบล๊อกเกอร์ชื่อดังทั่วประเทศ โดยอัตราค่าจ้างเริ่มตั้งแต่หลักพัน-หลักหมื่น ที่เป็นการโพสภาพรีวิวสินค้าลง facebook,Instagram ตัวเองจนไปถึงถ่ายคลิปวีดีโอที่เรตค่าจ้างเกือบๆ 1 แสนบาทเลยทีเดียว

influencer

 

ต้องยอมรับว่า เน็ตไอดอล ระดับครีมๆ มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่แบรนด์สินค้ายอมรับ เพราะต้องยอมรับว่ามี เน็ตไอดอล จำนวนไม่น้อยที่รับงานรีวิวสินค้าล่อแหล่มเกี่ยวกับเรื่อง sex และแบรนด์ไม่น่าเชื่อถือในกลุ่มสินค้า ยาลดน้ำหนัก,ครีมหน้าเด้ง และอีกสารพัด

จนไปถึงดราม่าต่างๆ ที่เกิดกับ เน็ตไอดอล หลายคนไม่เว้นแม้แต่ระดับท้อปในวงการอย่าง “หญิงแย้ นนทพร” ที่ทำคลิปล้อเลียนดาราเกาหลีชื่อดังหลายคน พร้อมกับโฆษณาสินค้าที่ส่อไปในทางเพศ จนทำให้เกิดกระแสต่อต้าน

ยุคนี้ต้องบอกว่า “เน็ตไอดอล” ตีความหมายได้ทั้งบวกและลบต่างจากเมื่อก่อนที่คำว่า “เน็ตไอดอล” เปรียบเสมือน “ต้นแบบ” ของเด็กวัยรุ่น ที่เป็นคนหน้าตาดี เรียนเก่ง ความประพฤติดี,มีความสามารถพิเศษ

ทำให้เวลานี้การที่แบรนด์สินค้าชั้นนำจะเลือกใช้ “เน็ตไอดอล” สักคนจะมีการสกรีนหลายขั้นตอนมากขึ้นกว่าในอดีต หรือไม่ก็ยอมจ่ายแพงขึ้นเลือกใช้ “เน็ตไอดอล” ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นที่ยอมรับในสังคม

นักรีวิวบ้านๆ เป็นกลางจริงป่ะ ?

ขณะที่อีกหนึ่งรูปแบบธุรกิจที่มาจากไอเดียของบริษัทอัลเทอร์เนท 65 จำกัด คือรวบรวมนักรีวิวบ้านๆ คนธรรมดาทั่วไปที่มีคนติดตามหลักพัน จำนวน 6,500 คน โดยไม่มีค่าจ้างเป็นตัวเงิน แต่จะตอบแทนด้วยการมอบสินค้าที่รีวิวให้ฟรี ถ้าสินค้าราคาแพงก็จะเลือกมอบให้แก่นักรีวิวที่มียอด View มากที่สุด

ถึงทางทีมผู้บริหารจะยืนยันว่านักรีวิวทุกคนมีอิสระในการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ซึ่งถือเป็นสูตรการรีวิวที่ “เป็นกลาง” มากที่สุดแล้วในโลกออนไลน์

แต่หากลองเข้าไปที่เว็บไซต์ของบริษัทเลื่อนมาที่กฎการรีวิวสินค้าจะพบข้อห้ามไม่ให้นักรีวิวนำสินค้ามาเปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่ง ส่วนการตอบแทนการเขียนรีวิวด้วยการมอบสินค้ารีวิวให้แก่คนเขียน ก็คือค่าตอบแทนทางอ้อมที่แทนเงินสด

จึงพอสรุปสิ่งที่คาใจสำหรับคนที่ชอบเสพรีวิวสินค้าต่างๆ ใน Social network ว่าแท้จริงแล้วจะเหลือสักกี่ % ในโลกออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือนำเสนอตรงไปตรงมา

ในยุคที่การรีวิวสินค้ามีเม็ดเงินโฆษณามหาศาลแอบอยู่ข้างหลังนักรีวิว


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer