ในวันที่ใคร ๆ ก็เริ่มต้นทำธุรกิจได้ แต่การจะสร้างแบรนด์ให้เติบโตจนมียอดขายระดับพันล้านบาทไม่ใช่เรื่องง่าย

กรณีของ Dr.PONG, โทฟุซัง และยืดเปล่า (YUEDPAO) ภายในงาน The Secret Sauce Summit 2026  ทั้ง 3 แบรนด์มีจุดเริ่มต้นและเส้นทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว นมถั่วเหลือง ไปจนถึงเสื้อยืด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการมองเห็นปัญหาและความต้องการของผู้บริโภค แล้วนำมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจ

🟥 Dr.PONG เริ่มต้นธุรกิจ 32 ล้านบาท สู่ 3,200 ล้านบาท

นพ. ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ผู้ก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดอกเตอร์พงศ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (แบรนด์สกินแคร์และอาหารเสริม Dr.PONG) เล่าว่า เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินลงทุน 32 ล้านบาทในปี 2020 ก่อนเติบโตเป็น 3,200 ล้านบาทในปัจจุบัน

โดยจุดเริ่มต้นธุรกิจจากการพัฒนาปลอกหมอนลดสิว หลังมองเห็นว่าผู้บริโภคกังวลเรื่องสิ่งสกปรกและแบคทีเรียบนเครื่องนอน แม้สินค้าไม่ได้สร้างยอดขายมากนัก แต่ก็ไม่ขาดทุน และทำให้ได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ต่อมาในช่วงโควิด-19 ซึ่งหน้ากากอนามัยขาดแคลนและผู้บริโภคจำนวนหนึ่งมีปัญหาสิวจากการสวมหน้ากากเป็นเวลานาน จึงนำความรู้เดิมมาต่อยอดเป็นแมสก์ผ้าลดสิว จนแบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

🟥จากตลาดหลักสิบล้าน สู่สกินแคร์ 200,000 ล้านบาท

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการขยับจากตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ที่มีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท เพราะการเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดตลาดที่เลือกเข้าไปแข่งขัน

นพ. ยุวพงศ์ มองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับส่วนผสมและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น จากเดิมที่การตลาดความงามมักเน้นเรื่องราวของส่วนผสมหรือภาพจำของผลิตภัณฑ์

แบรนด์จึงให้ความสำคัญกับสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) และการพัฒนาสินค้าบนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ช่วงที่แนวทางนี้ยังไม่เป็นกระแสหลักในไทย

อีกปัจจัยคือการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ตั้งแต่ระยะแรก ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องพึ่งพาร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมทั้งหมด โดยในช่วง 2-3 ปีแรก ลงมือยิงโฆษณาด้วยตัวเอง เพื่อเรียนรู้การทำตลาดและพัฒนาการขาย

แม้แบรนด์จะมีคิมซอนโฮ นักแสดงเกาหลี เป็นพรีเซนเตอร์ แต่การเติบโตไม่ได้มาจากการสร้างกระแสเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงการบริหารต้นทุนสินค้าให้เหมาะสมกับช่องทางขาย

ช่องทางออนไลน์เปิดโอกาสให้แบรนด์จัดสรรต้นทุนสินค้า (COGS) ได้ประมาณ 35-40% ของราคาขาย ขณะที่สินค้าออฟไลน์แบบดั้งเดิมอาจอยู่ที่ 10-15% เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายด้านช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ สัดส่วนจริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนของแต่ละธุรกิจ

รูปจาก : The Secret Sauce Summit 2026

🟥ตลาดยังโตได้ แต่ต้องสร้างความแตกต่างให้มากกว่าการทำตลาด

นพ. ยุวพงศ์ มองว่า ตลาดความงามไทยซึ่งมีมูลค่าประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท ยังเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีโดยประมาณ ขณะที่อีคอมเมิร์ซเติบโต 30-40% ช่วยให้แบรนด์ใหม่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่าในอดีต

แต่เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น การสร้างแบรนด์และทำตลาดอาจไม่เพียงพอ Dr.PONG จึงวางแผนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อขยับจากการพัฒนาสินค้าปลายน้ำไปสู่เทคโนโลยีต้นน้ำ

บริษัทจัดตั้ง Skin Research Lab (SRL) พร้อมลงทุนด้านเทคโนโลยีและทีมวิจัยกว่า 100 ล้านบาทต่อปี  เพื่อพัฒนาสารออกฤทธิ์และระบบนำส่งสาร (Delivery System) ของตัวเอง

แนวคิดนี้มาจากการที่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยยังพึ่งพาการนำเข้าสารสกัดจากต่างประเทศ โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเทคโนโลยีเองจึงเป็นทางหนึ่งในการสร้างความแตกต่างและลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก

🟥จับมือพันธมิตร ขยายจากแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

Dr.PONG ร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) พัฒนาเทคโนโลยีนาโนไลโปโซม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการห่อหุ้มและนำส่งสาร พร้อมทำ MOU กับ Lubrizol บริษัทเคมีภัณฑ์และวัตถุดิบเฉพาะทางระดับโลก เพื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านสารออกฤทธิ์กับระบบนำส่งสาร

นอกจากนำเทคโนโลยีมาใช้กับสินค้าของตัวเองแล้ว บริษัทยังเริ่มส่งออกเทคโนโลยีและสารที่พัฒนาขึ้นให้โรงงานและแบรนด์ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เพื่อนำไปพัฒนาสูตรต่อ

เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยจาก Made in Thailand ไปสู่ Technology from Thailand โดยมีเวียดนามเป็นอีกหนึ่งตลาดที่บริษัทให้ความสนใจ หลังยอดขายมีทิศทางเติบโตสอดคล้องกับตลาดไทย

ขณะเดียวกันมองว่า AI จะทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบสินค้าโดยอาศัยข้อมูลส่วนผสมและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น แบรนด์จึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและข้อมูลที่ตรวจสอบได้มากขึ้น แม้การตลาดเชิงอารมณ์จะยังมีบทบาทในสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรี

รูปจาก: เพจ Dr. Pong ดอกเตอร์พงศ์

🟥จากผู้ก่อตั้ง สู่คนที่ต้องเปิดทางให้ทีมเติบโต

เมื่อองค์กรมีพนักงานประมาณ 600 คน บทบาทของผู้ก่อตั้งย่อมเปลี่ยนไป จากช่วงแรกที่ต้องลงมือทำเองแทบทุกอย่าง สู่การกระจายอำนาจให้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญตัดสินใจได้มากขึ้น

แนวคิดที่ใช้คือ Be the Least Obstacle หรือการเป็นอุปสรรคให้น้อยที่สุด หมายถึงการลดอีโก้ ไม่ทำให้ผู้ก่อตั้งกลายเป็นคอขวดขององค์กร และเปิดโอกาสให้ทีมงานทำงานได้เต็มศักยภาพ

ด้านการเงินตอนนี้มองว่าธุรกิจที่มีกระแสเงินสดดี สามารถจ่ายเงินปันผลและลงทุนพัฒนาห้องแล็บได้เอง ไม่จำเป็นต้องรีบระดมทุนหรือเข้าตลาดหลักทรัพย์เสมอไป

การระดมทุนและ IPO จึงควรเริ่มจากคำถามว่า บริษัทต้องการเงินไปทำอะไร และเงินก้อนนั้นจะช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาวได้จริงหรือไม่ เพราะการรับเงินลงทุนจากภายนอกย่อมมาพร้อมเงื่อนไขและความคาดหวังจากผู้ลงทุน

เส้นทางของ Dr.PONG จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างแบรนด์ให้ขายดี แต่กำลังต่อยอดไปสู่การสร้างเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของตัวเอง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดความงามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

🟥 TOFUSAN จากเงินทุน 500,000 บาท สู่ยอดขาย 1,700 ล้านบาท

สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทฟุซัง จำกัด เล่าว่า เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุน 500,000 บาท มีพนักงาน 2 คน และทำยอดขายปีแรกได้ 3 ล้านบาท ก่อนเติบโตสู่ยอดขาย 1,700 ล้านบาท

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจติดอยู่ที่ยอดขาย 400-500 ล้านบาทต่อเนื่องถึง 3 ปี จึงกลับมาทบทวนแนวทางการพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตในช่วงโควิด-19

ด้วยพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ สุรนาม มองว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากกระบวนการผลิตยังไม่สร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจ จึงเลือกพัฒนาเครื่องจักรเอง แทนการซื้อเครื่องจักรสำเร็จรูปเหมือนผู้ผลิตอาหารทั่วไป

บริษัทปรับระบบท่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน และควบคุมแรงดันหลังการฆ่าเชื้อ เพื่อให้ไขมันกระจายตัวได้ดีขึ้น วิธีนี้ช่วยให้พัฒนานมถั่วเหลืองโปรตีนสูงที่ยังมีเนื้อสัมผัสและรสชาติดี โดยไม่ต้องซื้อเครื่องจักรนำเข้าที่มีราคาสูงถึง 200 ล้านบาท

สุรนาม อธิบายถึงแนวคิดนี้ว่า “การพัฒนาเครื่องจักรเองเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ เพราะเมื่อผู้ผลิตส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรสำเร็จรูป ความแตกต่างของสินค้าอาจอยู่ที่สูตรเป็นหลัก แต่การพัฒนากระบวนการผลิตเองเปิดโอกาสให้บริษัทปรับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น”

จุดเริ่มต้นของนมถั่วเหลืองโปรตีนสูงมาจากการเห็นญาติป่วยเป็นมะเร็งที่คอและต้องรับประทานไข่ต้มหรือน้ำเต้าหู้ในปริมาณมาก จึงต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ได้รับโปรตีนสะดวกขึ้น

ช่วงแรกบริษัททดลองผลิตสูตรน้ำตาล 2% แต่พบว่าไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงอย่างแท้จริง จึงหันมาพัฒนาสูตรน้ำตาล 0%

รูปจาก: เพจ TOFUSAN

🟥จากโปรตีนสูง สู่แบรนด์ที่อร่อยและเข้าถึงผู้บริโภค

นอกจากการพัฒนาสินค้าให้มีโปรตีนสูง สุรนาม ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ผลิตภัณฑ์มีรสชาติที่ผู้บริโภคอยากดื่ม ไม่ใช่เลือกซื้อเพราะต้องการดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียว

แนวทางนี้นำไปสู่การพัฒนารสชาติอย่าง Butterscotch ที่ไม่เติมน้ำตาล แต่ใช้กลิ่นช่วยให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความหวาน และรส M-Hock ช็อกโกแลตมอลต์ที่นำความคุ้นเคยจากเครื่องดื่มอย่างไมโลและโอวัลตินในวัยเด็กมาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มโปรตีนสูง

“การทำสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้อร่อยด้วย อย่างรสชาติที่คนคุ้นเคยอย่างไมโลก็เป็นสิ่งที่นำมาต่อยอดได้”

แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งแบรนด์ให้เข้าถึงคนที่อยากดูแลสุขภาพ แต่ยังต้องการความอร่อยและรสชาติที่คุ้นเคย

นอกจากตลาดนมถั่วเหลือง โทฟุซังยังนำความรู้ด้านการลดความหนืดของโปรตีนไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ Coffee Creamer ให้กับ All Café ในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B)

บริษัทยังขยายเข้าสู่ตลาดนมวัวโปรตีนสูงภายใต้แบรนด์ Sunchild Dairy High Protein แม้จะเข้าตลาดเป็นรายที่ 5-6 แต่ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2-3 ตามข้อมูลที่นำเสนอในเวที

ปัจจุบันธุรกิจมี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ น้ำเต้าหู้แบบดั้งเดิมที่เน้นส่วนผสมน้อย และกลุ่มโปรตีนสูงที่เน้นปริมาณโปรตีนต่อราคา โดยบริษัทเพิ่มปริมาณโปรตีนในโทฟุซังจาก 28 กรัมเป็น 31 กรัม และ Sunchild Dairy จาก 30 กรัมเป็น 33 กรัม

สำหรับน้ำเต้าหู้แบบดั้งเดิม บริษัทเลือกตั้งโรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร โดยคำนึงถึงคุณสมบัติของน้ำที่ผ่านการกรอง ซึ่งมีแร่ธาตุและความเค็มตามธรรมชาติเล็กน้อย ช่วยดึงรสชาติของผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเติมเกลือเพิ่ม

รูปจาก: เพจ TOFUSAN

🟥เตรียมส่งออก พร้อมพัฒนาสินค้ากลุ่มสุขภาพลำไส้

แผนระยะ 3 ปีข้างหน้าของโทฟุซังอยู่ที่การขยายตลาดโปรตีนสูงสู่ต่างประเทศ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ ซึ่งครอบคลุม Probiotics, Prebiotics และ Postbiotics โดยบริษัทศึกษาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มาหลายปี แต่ยังรอจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดตัว

สุรนาม มองว่า ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการหาจุดแข็งของธุรกิจตัวเองแล้วนำไปต่อยอด หากไม่มีความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนา ก็สามารถร่วมมือกับนักวิจัยภาครัฐเพื่อนำผลงานวิจัยไปพัฒนาเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ได้

ด้านการบริหารช่วงที่ยอดขายแตะ 100 ล้านบาท ซึ่งเคยยึดมั่นในแนวทางของตัวเองมากเกินไป จนธุรกิจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง เพราะต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน แต่การขายผ่านห้างสรรพสินค้าใช้เวลารับเงิน 60-90 วัน

บทเรียนดังกล่าวทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับการวางแผนกระแสเงินสดและกำหนดทิศทางองค์กรให้ชัดเจน รวมถึงการกระจายงานให้ทีมรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อให้การทำงานไม่ขึ้นอยู่กับผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว

สำหรับแผน IPO บริษัทชะลอออกไปตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เนื่องจากยังไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนและยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน โดยขณะนี้เตรียมลงทุนเพื่อรองรับการส่งออกผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง

สุรนาม ยังมองว่าการแบ่งปันความรู้ โอกาส และกำลังใจให้คนรอบข้างไม่จำเป็นต้องรอให้ธุรกิจประสบความสำเร็จหรือพร้อมทุกอย่างก่อน แต่สามารถทำได้ระหว่างทางที่ธุรกิจเติบโต

🟥 YUEDPAO จากทุน 8,000 บาท สู่ยอดขาย 1,500 ล้านบาท

ทนงศักดิ์ แซ่เอี้ยว ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบรนด์เสื้อยืด YUEDPAO เล่าว่า เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุน 8,000 บาท หลังจากเคยทำธุรกิจกางเกงบ็อกเซอร์มาก่อน โดยเห็นปัญหาว่าเสื้อยืดทั่วไปมักย้วยหลังซัก ขณะที่เสื้อยืดคุณภาพดีมีราคาสูง จึงพัฒนาเสื้อยืดคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ ภายใต้แนวคิด “ยืดแต่ไม่ย้วย”

ช่วงแรกบริษัทพยายามเพิ่มรูปแบบเสื้อยืด ทั้งคอกลม คอวี แขนยาว เสื้อครอป และโอเวอร์ไซส์ แต่พบว่าสินค้าหลายแบบใกล้เคียงกันจนแย่งยอดขายกันเอง อีกทั้งทำให้การจัดการสต็อกซับซ้อนขึ้น

ทนงศักดิ์ เล่าถึงปัญหาช่วงนั้นว่า “เมื่อแตกสินค้าออกไปหลายรูปแบบจนเริ่มแย่งยอดขายกันเอง ธุรกิจจึงต้องกลับมาคิดว่าจะขยายต่ออย่างไร แทนที่จะเพิ่มแบบเสื้อยืดไปเรื่อย ๆ”

จากโจทย์นี้ บริษัทจึงปรับมาใช้ความเชื่อมั่นในแบรนด์และคุณภาพเป็นฐานขยายสินค้า จากเสื้อยืดไปสู่เสื้อโปโล ชุดออกกำลังกาย กระเป๋า กางเกงสแล็ค และเสื้อเชิ้ตยืด เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่ต้องการสินค้าประเภทอื่นนอกเหนือจากเสื้อยืด

การขยายสินค้าทำให้ยืดเปล่าเข้าสู่ตลาดแฟชั่นเรียบง่าย (Plain Fashion) ซึ่งมีตลาดในห้างสรรพสินค้ามูลค่าราว 5,000-6,000 ล้านบาท และหากรวมตลาดแฟชั่นทั้งหมดจะมีมูลค่าราว 200,000-300,000 ล้านบาท

🟥ขยายสู่ชุดออกกำลังกาย จับโอกาสจากเทรนด์ต่างประเทศ

อีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่บริษัทต่อยอดคือชุดออกกำลังกาย โดย ทนงศักดิ์ เห็นแนวโน้มการออกกำลังกายจากต่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดีย จึงเริ่มพัฒนาสินค้าล่วงหน้าราว 2 ปี

ในเวลานั้นตลาดชุดกีฬาคุณภาพดีส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีราคาหลักพันบาท ขณะที่แบรนด์ท้องถิ่นยังมีไม่มาก บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการนำเสนอชุดกีฬาที่มีคุณภาพและดีไซน์ดีในราคาที่เข้าถึงง่าย

ทนงศักดิ์ มองว่า การมีฐานลูกค้าเดิมช่วยให้บริษัทต่อยอดไปยังสินค้าใหม่ได้ ขณะเดียวกันการนำแบรนด์เข้าห้างสรรพสินค้าก็เป็นอีกช่องทางสร้างความแตกต่าง เพราะผู้บริโภคมีโอกาสพบสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ไม่สูงเท่าแบรนด์กีฬาระดับโลก

บริษัทจึงจัดงานวิ่งเพื่อเปิดตัวสินค้า ก่อนที่กระแสการออกกำลังกายจะเติบโตเต็มที่ และเตรียมขยายสินค้าไปสู่กลุ่ม Everyday Performance หรือเสื้อผ้าที่ออกแบบเพื่อช่วยในการเล่นกีฬาโดยเฉพาะ เช่น การวิ่งและยกเวท

ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยืดเปล่าไม่ได้ตั้งศูนย์วิจัยของตัวเอง แต่ใช้วิธีนำปัญหาและความต้องการของลูกค้าไปทำงานร่วมกับโรงงานสิ่งทอที่มีเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาเส้นใยและเนื้อผ้าให้ตอบโจทย์การใช้งาน

รูปจาก: เพจ Yuedpao ยืดเปล่า – ยืดแต่ไม่ย้วย

🟥จากการทำทุกอย่างเอง สู่การสร้างระบบบริหาร 93 สาขา

ในช่วงที่ยอดขายอยู่ระดับ 10-100 ล้านบาท ทนงศักดิ์ ทำงานแทบทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่เขียนคอนเทนต์จนเพจมีผู้ติดตามราว 600,000 ไลก์ ไปจนถึงตรวจวัดขนาดเสื้อ

แต่เมื่อธุรกิจเติบโต การทำทุกอย่างเองกลับจำกัดเวลาที่จะไปหาโอกาสใหม่ ๆ เขาจึงปรับบทบาทและส่งต่องานให้ทีมรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อให้ตัวเองมีเวลามองหาช่องว่างทางตลาดและติดตามแนวโน้มผู้บริโภค

ปัจจุบันยืดเปล่าขยายสาขาไปแล้วกว่า 93 สาขา โดยวางมาตรฐานการทำงานให้สาขาส่วนใหญ่ดำเนินงานในแนวทางเดียวกัน พร้อมพัฒนาระบบคลังสินค้าและงานหลังบ้านให้ทำงานต่อเนื่องได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ก่อตั้งในทุกขั้นตอน

บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้จัดการรุ่นใหม่และผู้สืบทอดตำแหน่ง เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

🟥3 ธุรกิจพันล้าน ใช้คนละวิธีสร้างการเติบโต

Dr.PONG ขยายจากสินค้าตลาดเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ พร้อมลงทุนวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง TOFUSAN ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมพัฒนาเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง ส่วน YUEDPAO เริ่มจากเสื้อยืด ก่อนขยายไปยังสินค้าแฟชั่นและชุดกีฬา พร้อมสร้างระบบรองรับการขยายสาขา

ทั้ง 3 ธุรกิจจึงมีจุดเริ่มต้นและวิธีขยายตลาดต่างกัน แต่มีโจทย์ร่วมกันคือการหาความได้เปรียบของธุรกิจตัวเอง และนำสิ่งนั้นไปต่อยอดให้เติบโตได้ในตลาดที่ใหญ่ขึ้น