The Forestias 1.25 แสนล้าน อสังหาฯ ใหญ่สุดของตระกูลเจียรวนนท์

จากฝันเมืองในป่า สู่วันที่เริ่มมีคนอยู่จริง

เมื่อ 9 ปีก่อน ที่ดินรกร้างซึ่งเคยเป็นบ่อเลี้ยงปลาสลิด กว่า 300 ไร่ บนถนนบางนา–ตราด กม. 7

ถูกนำมาวาดภาพอนาคตใหม่ด้วยมือของ “คุณบี–ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์” ลูกสาวคนเล็กของธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น

จำกัด หรือ MQDC

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวเจียรวนนท์ที่แยกจากการลงทุนโดยตรงของเครือ CP

ภาพสเก็ตช์ที่เธอวาดไม่ได้มีเพียงอาคารที่พักอาศัย แต่ยังมีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ท่ามกลางธรรมชาติ

พร้อมข้อความที่เขียนด้วยลายมือตัวเองว่า

“บ้านจะต้องอยู่ล้อมรอบกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ”

นี่คือจุดตั้งต้นของแนวคิด Connect People with Nature ก่อนพัฒนามาเป็น The Forestias เมกะโปรเจกต์มูลค่า 1.25 แสนล้านบาทในวันนี้

จากภาพเมืองในป่าที่เคยเป็นเพียงความฝันบนกระดาษ

สิ่งที่ Marketeer ได้เห็นจากการเข้าเยี่ยมชมโครงการเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 คือผืนป่าขนาด 30 ไร่ใจกลางโครงการ ต้นไม้จำนวนมากเติบโตสูงและหนาแน่นจนเริ่มเห็นภาพของป่าจริง ๆ

ขณะเดียวกัน อาคารที่พักอาศัยหลายแห่งเริ่มสร้างเสร็จและมีคนย้ายเข้ามาอยู่แล้ว

กว่าจะมาถึงวันนี้ The Forestias ต้องผ่านอะไรมาบ้าง?

จากที่ดิน 300 ไร่ สู่เมกะโปรเจกต์ 1.25 แสนล้าน

ย้อนกลับไปในปี 2560 MQDC เปิดตัว The Forestias ด้วยพื้นที่เริ่มต้น 300 ไร่ มูลค่าลงทุน 90,000 ล้านบาท

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2562 ประกาศขยายพื้นที่เป็น 398 ไร่ พร้อมเพิ่มมูลค่าโครงการเป็น 125,000 ล้านบาท หรือ 1.25 แสนล้านบาท

กลายเป็นเมกะโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์รายโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดของธุรกิจครอบครัวเจียรวนนท์

ก่อนหน้านี้ MQDC เคยร่วมพัฒนา ICONSIAM มูลค่า 54,000 ล้านบาท และพัฒนา Cloud 11 มูลค่า 43,000 ล้านบาทมาแล้ว

การสร้างเมืองขนาดเกือบ 400 ไร่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

The Forestias เริ่มก่อสร้างในปี 2561 ก่อนต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19 ที่กระทบทั้งการก่อสร้างและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้การพัฒนาล่าช้ากว่าแผนเดิม

กระทั่งเดือนสิงหาคม 2568 ธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนสินเชื่อโครงการวงเงิน 22,000 ล้านบาท เพื่อเร่งการก่อสร้างและส่งมอบที่อยู่อาศัย โดยขณะนั้น MQDC ระบุว่าการ

ก่อสร้างโดยรวมคืบหน้าแล้วประมาณ 70%

ในปี 2569 ภาพของ The Forestias ก็เริ่มเปลี่ยนจากไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่มาเป็นเมืองที่เริ่มมีผู้อยู่อาศัยจริง

ผืนป่าขนาด 30 ไร่ ในโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีมิยาวากิ (Miyawaki Method) ซึ่งปลูกพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดร่วมกัน เพื่อให้เกิดระบบนิเวศใกล้เคียงป่าธรรมชาติ

ต้นไม้ส่วนใหญ่ของป่าแห่งนี้เริ่มต้นจากต้นกล้าเล็ก ๆ โดยข้อมูลโครงการระบุว่า 96% เติบโตมาจากต้นกล้าสูงเพียงประมาณ 40 เซนติเมตร

ปัจจุบันไม้ยืนต้นที่เป็นไม้เด่นมีความสูงเฉลี่ย 12.23 เมตร และต้นที่สูงที่สุดมีความสูงถึง 18 เมตร

ในช่วงเริ่มต้นโครงการ The Forestias ยังเคยประกาศรับช่วยเหลือต้นไม้ใหญ่ที่กำลังจะถูกตัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เพียง 2 สัปดาห์ มีผู้แจ้งเข้ามาเกี่ยวกับต้นไม้มากกว่า 200 ต้น แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องอายุและระยะเวลาการเคลื่อนย้าย ทำให้สามารถช่วยเหลือและนำกลับมาปลูกได้ 80 กว่าต้น

ผลลัพธ์จากการสร้างป่าที่ใช้เวลากว่า 6 ปี ไม่ได้มีเพียงต้นไม้ที่เติบโตขึ้น แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ กลับเข้ามาอาศัยด้วย

รศ. ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดว่าพบสิ่งมีชีวิตในผืนป่าแห่งนี้แล้ว 714 ชนิด แบ่งเป็นพืช 533 ชนิด และสัตว์ 181 ชนิด

อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญของ The Forestias ในปี 2569 คือที่อยู่อาศัยหลายโครงการเริ่มทยอยเปิดรับผู้อยู่อาศัยแล้ว

เริ่มจาก Whizdom The Forestias คอนโดมิเนียม 3 อาคาร ได้แก่ Destinia และ Mytopia สำหรับคนรุ่นใหม่และครอบครัว รวมถึง Petopia ที่ออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยร่วมกับสัตว์เลี้ยง

ตามด้วย Mulberry Grove The Forestias Condominiums คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี 6 อาคาร รวม 269 ยูนิต ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2569 และทยอยส่งมอบให้ลูกค้าเข้าอยู่

ขณะที่ The Aspen Tree เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่ผสานบริการสุขภาพและการดูแลระยะยาวเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน

ส่วนพื้นที่ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ Happitat บริเวณด้านหน้าโครงการ ก็เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ช่วยเติมองค์ประกอบด้านการใช้ชีวิตให้กับเมืองแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม The Forestias ยังไม่ใช่โครงการที่เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด

ยังมีที่อยู่อาศัยบางส่วน เช่น Mulberry Grove Villas และ Six Senses Residences ที่ต้องติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและส่งมอบ รวมถึงแผนพัฒนาโรงพยาบาลบริเวณด้านหน้าโครงการ

จากบ่อปลาสลิดรกร้าง สู่เมกะโปรเจกต์ 1.25 แสนล้านบาท

แต่ความสำเร็จของโครงการที่มีแนวคิดสร้างเมืองท่ามกลางธรรมชาติ คงไม่ได้วัดกันเพียงมูลค่าการลงทุนหรือจำนวนยูนิตที่ขายได้

หากยังต้องพิสูจน์ว่า เมืองแห่งนี้จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้คน และรักษาผืนป่าที่ลงทุนสร้างขึ้นให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนเพียงใด