หากมองมาที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ผลสำรวจประจำปี 2568 ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร กรุงเทพฯ พบว่าจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจเมื่อปี 2550 โดยมาอยู่ที่ 5,781 ร้าน หรือลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2567
สาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันที่สูงในตลาดร้านอาหาร และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว รวมถึงจำนวนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
นอกจากนี้ ค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และชะลอการบริโภคอาหารญี่ปุ่นราคาสูงในไทย เช่น โอมากาเสะซูชิ เนื้อวัววากิว หรือสาเกญี่ปุ่น เพื่อไปบริโภคที่ประเทศแหล่งกำเนิดแทน
ทว่าท่ามกลางการหดตัวของร้านเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะร้านยากินิกุและบาร์บีคิวที่ลดลงมากที่สุดถึง 9.0% กลับมีเพียงสองประเภทที่เติบโตสวนกระแส คือร้านคาเฟ่ที่เพิ่มขึ้น 6.4% จากกระแสมัทฉะ และร้านราเมงที่เติบโตเพิ่มขึ้น 2.6% ด้วยจำนวน 823 ร้าน มากเป็นอันดับ 3 รองจากภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นและร้านซูชิ
การเติบโตของร้านราเมงสะท้อนถึงพฤติกรรมคนไทยที่หันมานิยมร้านอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางที่มีรสชาติเข้าถึงง่ายและมองหาความคุ้มค่า
ช่องว่างในตลาดราเมงเฉพาะทางของไทยที่มีมูลค่าราว 8,000 ล้านบาท จึงกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่เชนร้านอาหารยักษ์ใหญ่ต่างพาเหรดเปิดตัวแบรนด์บัดเจ็ทราเมง (Budget Ramen) หรือราเมงราคาประหยัดในราคาเริ่มต้นหลักสิบปลาย ๆ ถึงหลักร้อยต้น ๆ ลงมาชิงส่วนแบ่งตลาดแมสอย่างคึกคัก
หากไล่เรียงตามลำดับเวลาในการเข้ามาทำตลาด
เริ่มจากเจ้าตลาดผู้ครองบัลลังก์ราเมงแมสในไทยมายาวนานอย่าง ‘ฮะจิบัง ราเมน’ (Hachiban Ramen) บริหารโดย บริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด ซึ่งมีต้นกำเนิดจากร้านราเมงริมทางหลวงสายที่ 8 ในจังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2510 และเข้ามาเปิดสาขาแรกในไทยเมื่อปี 2535 ที่สีลมคอมเพล็กซ์
ฮะจิบัง ราเมน เป็นแบรนด์แรกที่คนไทยนึกถึงเมื่อมองหาราเมงราคาประหยัด ด้วยเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมกว่า 150-170 แห่งทั่วประเทศ ชูจุดแข็งเรื่องรสชาติที่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย มาตรฐานคงที่ และราคาเริ่มต้นประมาณ 68-98 บาท
จุดเด่นที่ทุกคนจำได้คือลูกชิ้นปลาหมายเลข 8 หรือฮะจังคามาโบโกะ พร้อมด้วยเมนูยอดนิยมอย่าง ต้มยำชาชูเมง ทงคตสึทันทันเมง ไพตันราเมง ซารุราเมง และเกี๊ยวซ่า
ถัดมาคือผู้เล่นรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดราเมงไทยมายาวนานอย่าง ‘โออิชิ ราเมน’ (Oishi Ramen) บริหารโดย บริษัท โออิชิ เรสเตอร์รองต์ จำกัด ในเครือโออิชิ กรุ๊ป ภายใต้กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งมีเครือข่ายร้านในห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 50 สาขาทั่วประเทศ และมีระบบซัพพลายเชนของเครือไทยเบฟช่วยควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โออิชิ ราเมน วางคอนเซ็ปต์เป็น The Noodle Bar และได้ปรับเกมรุกสู้ศึกบัดเจ็ทราเมงด้วยการเปิดราคาเริ่มต้นหลักสิบเพียง 89 บาท แล้วใช้กลยุทธ์การสั่งท็อปปิ้งและของทานเล่นเพิ่มเพื่อดึงยอดใช้จ่ายต่อบิลให้สูงขึ้น ควบคู่กับการทำแคมเปญร่วมกับเชฟชื่อดังเพื่อสร้างความแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง
ต่อด้วย ‘แก๊สโซเมน’ (Gasomen) แบรนด์ลำดับที่ 12 จากเครือร้านอาหารระดับพรีเมียมอย่าง Yuzu Group หรือ บริษัท ส้มพาสุข จำกัด ของ “ปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร” เจ้าของเชน Yuzu Ramen, Yuzu Omakase, Yuzu Suki และ Kogoro Katsu ที่แตกไลน์ลงมาเจาะตลาดแมสเป็นครั้งแรก โดยเปิดให้บริการสาขาแรกที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ
แก๊สโซเมน วางแนวคิดเป็นราเมงคุณภาพพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านการเคี่ยวน้ำซุปและทำเส้นราเมงโดยตรงของเครือยูซุมาปรับสเกลให้เข้าถึงลูกค้าทั่วไป เปิดราคาเริ่มต้นที่ 99 บาท และมีเมนูหลักอื่น ๆ ในช่วง 139-149 บาท ประกอบด้วย ทงคตสึราเมง มิโซะทงคตสึราเมง ชิโอะสึเคเมง คาราอาเกะ และเกี๊ยวซ่า
จากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เปิดสาขาแรกของ ‘ชิโฮ ราเมง’ (Chiho Ramen) ณ โลตัส สุขุมวิท 50 ซึ่งนับเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์แรกที่พัฒนาขึ้นเองและเป็นแฟรนไชส์ลำดับที่ 7 ของเครือในประเทศไทย
การปั้นแบรนด์นี้เป็นการเลือกนำชิโฮ ราเมง มาขยายแฟรนไชส์แทนร้านอุด้งหม้อหินร้อน เดอะ สโตน เพราะมองว่าอุด้งเป็นตลาดพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม ขณะที่ราเมงสามารถจับตลาดแมสได้กว้างกว่า
ชิโฮ ราเมง ออกแบบตัวอักษร O ในโลโก้เป็นรูปชามราเมงพร้อมเส้นและตะเกียบ โดยนำแนวคิดจากคำว่าชิโฮที่แปลว่าภูมิภาค มารวบรวมราเมงยอดนิยมจาก 8 ภูมิภาคหลักของญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอกไกโด โทโฮคุ คันโต ชูบุ คันไซ ชูโกกุ ชิโกกุ และคิวชู มาไว้ในร้านเดียว ในราคาเริ่มต้นเพียง 99 บาท และมีช่วงราคาหลักที่ 99, 109 และ 119 บาท
จุดเด่นของร้านคือการแก้ข้อจำกัดของราเมงญี่ปุ่นดั้งเดิมที่น้ำซุปมักเข้มข้นและมันจนเลี่ยน ด้วยการปรับน้ำซุปให้เบาลงและลดความมันให้ถูกปากคนไทยเพื่อให้ทานซ้ำได้ทุกวัน
ตัวร้านยังชูความคุ้มค่าด้วยหมูชาชูนุ่มหนาเต็มคำ พร้อมเมนูหลากหลายทั้งซุปทงคตสึ ซุปขาว ซุปมิโซะ ทันทันเมงรสเผ็ด ชิโอะราเมง โชยุราเมง ฮิยาชิชูกะ ซารุราเมง โทริไปตัน ทงคตสึรสเผ็ดสไตล์ฮากาตะ รวมถึงบะหมี่แยกซุป บะหมี่เย็น ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และของทานเล่นครบครัน
ในด้านระบบปฏิบัติการ ไมเนอร์ ฟู้ด ได้ผสานการศึกษาร่วมกับ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ โออาร์ เพื่อออกแบบการทำงานให้เรียบง่าย ทำใบเมนูกระชับเพียง 2 หน้า ช่วยให้ปรุงอาหารรวดเร็ว ใช้พนักงานน้อย และคุมมาตรฐานได้ดี ในร้านสไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์น-มินิมอล ขนาดพื้นที่ 80-100 กว่าตารางเมตร ด้วยงบก่อสร้างราว 4 ล้านกว่าบาท
ไฮไลต์สำคัญของการขยายสาขาคือการใช้กลยุทธ์แฟรนไชส์องค์กรเป็นครั้งแรกในไทย โดยมอบสิทธิ์ให้ โออาร์ บริหารแบรนด์นี้ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น แต่เพียงผู้เดียว และตั้งเป้าขยาย 90-100 สาขาภายใน 3 ปี ด้วยสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์อย่างน้อย 70%
ถัดมาในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เป็นคิวการบุกตลาดกรุงเทพฯ ของ ‘ซันไม ราเมง’ (Sanmai Ramen) ร้านคราฟต์ราเมงโฮมเมดชื่อดังที่มีต้นกำเนิดและสาขาดั้งเดิมในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งโดย “เชฟวิน ทศพร จิรัฐติพงษ์” ที่จับมือร่วมทุนกับ Rocks Group ของ “พีช พชร จิราธิวัฒน์” ผู้บริหาร Potato Corner, Khao-So-i, UNO! Coffee และ DOS! Matcha เปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว
ซันไม ราเมง วางตำแหน่งเป็นคราฟต์ราเมงในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มต้นราว 150-200 บาทขึ้นไป ชูจุดขายการทำเส้นสดเองที่เหนียวนุ่ม น้ำซุปกระดูกหมูทงคตสึที่เคี่ยวนานกว่า 10 ชั่วโมงจนได้ความครีมมี่เข้มข้น และหมูชาชูย่างชิ้นโต โดยมีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Hakata Style Tonkotsu, Tonkotsu Black ซุปกระเทียมดำ, Mentaiko Mazemen และ Zaru Ramen
สำหรับโมเดลธุรกิจของซันไม ราเมง ใช้รูปแบบเดียวกับร้าน Khao-So-i คือสาขาดั้งเดิมในเชียงใหม่ย่านสันติธรรม นิมมาน และสุริวงศ์ บริหารโดยเชฟวิน ส่วนการขยายสาขาในกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้การบริหารของ Rocks Group
ปิดท้ายด้วยแบรนด์จากอาณาจักรร้านอาหารยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK Group เจ้าของ MK Suki, Yayoi, Miyazaki และแหลมเจริญซีฟู้ด ที่แตกไลน์ธุรกิจเพื่อสร้างรายได้เพิ่มนอกหม้อสุกี้ ด้วยการส่ง ‘โทระ ราเมน’ (To Ra Ramen) ลงสนามท้าชนตลาดแมสในราคาเริ่มต้นเพียง 89 บาท โดยเตรียมเปิดให้บริการสาขาแรกที่โครงการ True Digital Park ชั้น 1 ฝั่ง East ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้
โทระ ราเมน มาพร้อมสัญลักษณ์โลโก้รูปเสือคู่ ชูจุดขายทงคตสึราเมงสูตรต้นตำรับที่รังสรรค์โดย 2 เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นและซุปจากฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยซุปกระดูกหมูเข้มข้น เส้นราเมงสูตรเฉพาะ และไข่ต้มปรุงรสประทับตราโลโก้ร้าน โดยมีจุดแข็งสำคัญคือระบบครัวกลาง ซัพพลายเชน และอำนาจการต่อรองพื้นที่เช่าของเครือ MK Group
ปรากฏการณ์ที่ผู้เล่นรายใหญ่พร้อมใจกันรุกเข้าสู่สมรภูมิราเมงหลักร้อยทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับมุมมองของเจโทร กรุงเทพฯ ที่ระบุว่า เมื่อตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่ท่ามกลางความกังวลเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดผู้บริโภคได้อีกต่อไป
ผู้ประกอบการในยุคนี้จึงต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านเพื่อลดภาระด้านแรงงาน ควบคู่กับการบอกเล่าเรื่องราวแหล่งที่มาและคุณภาพของอาหาร รวมถึงใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นสนามหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
