เดินเกมชิงเวลา! ‘เมเจอร์’ เปิด Movie On Demand หวังกระตุ้นความถี่เข้าโรงหนังให้มากขึ้น

ถึงใครหลายคนจะบอกว่าคู่แข่งสำคัญของธุรกิจโรงภาพยนตร์คือ แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่ง ทั้ง เน็ตฟลิกซ์ ไอฟลิกซ์ ที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงโรงภาพยนตร์แบรนด์อื่นๆ

แต่ในมุมมองของ นรุตม์ เจียรสนอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด  (มหาชน) กลับบอกว่า คู่แข่งที่กลัวคือเวลา โดยเฉพาะเวลาสำหรับไลฟ์สไตล์ที่ต้องแบ่งกับกิจกรรมที่หลายหลายทั้งเล่มเกมหรือกระทั่งออกกำลังกาย

Movie On Demand
นรุตม์ เจียรสนอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด  (มหาชน)

สิ่งที่มายืนยันคำพูดของเขาคือ ผลวิจัยที่เมเจอร์ทำขึ้นมาเองกับกลุ่มลูกค้าแล้วพบว่า เมเจอร์ยังมีอีกหลายข้อที่ต้องปรับปรุงโดยเพนพอยต์ของผู้บริโภคคือ 1.หาเวลามาดูภาพยนตร์ค่อนข้างยากด้วยมีเวลาน้อยลง เพราะมีคู่แข่งด้านเวลาเยอะ มีตัวเลือกในการทำกิจกรรมเยอะแยะไปหมดทั้งทำงานเกมกีฬาต่างๆ

2.ถึงจะมาที่โรงแล้ว แต่ไม่สามารถเลือกเวลาที่ต้องการได้ เพราะเวลาฉายได้ถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว โดยไม่ใช่เวลาที่ตัวเองอยากจะดู 3.โลเคชั่น แม้เมจอร์จะมีจำนวนสาขาที่เยอะที่สุดในตลาด แต่ภาพยนตร์บางเรื่องจะได้ฉายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น Case Study คือ เรื่อง Love Simon ที่มีรอบฉายที่พารากอนที่เดียว แต่สาขาอื่นๆกลับมีความต้องการด้วย เพราะลูกค้าเดินมาคุยกับผู้จัดการสาขาเอง

ขณะเดียวกันการเป็นโรงภาพยนตร์ทำให้เมเจอร์มีความได้เปรียบกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆเช่นวิดีโอสตรีมมิ่ง, สายการบินและ DVD ตรงที่มีข้อกำหนดร่วมกันกับค่ายภาพยนตร์ว่า ก่อนจะครบ 90 วัน จะไม่สามารถนำภาพยนตร์ไปยังแพลตฟอร์มอื่นได้

ช่วงเวลาก่อนที่จะไปแพลตฟอร์มถือเป็นช่องว่างที่เมเจอร์มองเห็น เพราะภาพยนตร์โดยทั่วไปจะอยู่ในโปรแกรมเฉลี่ย 1 เดือน แต่ถ้าเป็นฟอร์มยักษ์ก็จะอยู่ได้นานกว่านั้น หรือหากเป็นหนังที่อยู่ในกระแสก็จะอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์

จึงเหลือเวลาอีกราว 2 เดือนซึ่งนานพอสมควรในความรู้สึกของคนดู เพราะไม่รู้ว่าจะไปดูที่ไหน จึงนับได้ว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่แต่ยังไม่มีใครจับอย่างจริงจัง เมื่อรวมกับเพนพอยต์ที่รู้จากผลวิจัย จึงออกมาเป็นบริการใหม่ Movie On Demand”

Movie On Demand

คอนเซ็ปต์ของ Movie On Demand คือบริการที่เปิดให้สามารถกำหนดความต้องการในการชมภาพยนตร์ของตนเองได้ ผ่านการโหวตภาพยนตร์ที่ต้องการชม สาขา และรอบฉายที่ต้องการ เมื่อโหวตครบ 100 โหวตในแต่ละเรื่อง ภาพยนตร์ที่เลือกจะถูกนำกลับมาฉายใหม่ใน สาขา วันที่ และรอบเวลาฉายที่ต้องการ โดยราคาจะเป็นราคาที่ถูกที่สุดของวันจันทร์ประมาณ 150-220 บาท แล้วแต่สาขา

มีประเภทภาพยนตร์ให้เลือกโหวต 5 ประเภท คือ Wining-Award Movies หนังรางวัล, Recommended Movies หนังแนะนำ, Hollywood หนังฮอลลีวู้ด, Thai หนังไทย, Asian หนังเอเชีย ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน

ในระยะแรกได้วางแผนไว้ทั้งหมด 3 เฟส คือ เฟสแรกเปิดให้ใช้บนเว็บไซต์ก่อนในวันที่ 18 มิถุยายนนี้ โดยเบื้องต้นมีให้เลือกประมาณ 50 เรื่อง หลังจากนั้นจะเพิ่มทุกอาทิตย์ นำร่องรวม 24 สาขา เป็นสาขาในกรุงเทพฯ 17 สาขาและต่างจังหวัด 7 สาขา โดยจะแบ่ง 1 โรงประมาณ 200 ที่นั่งไว้รองรับ ถ้ามีรอบฉายก็จะฉายรอบปรกติ ขณะเดียวกันเฟสนี้เมเจอร์ก็จะเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ชมว่า นิยมภาพยนตร์แนวไหนและชอบดูช่วงเวลาไหนด้วย

เฟสสองเดือนตุลาคมจะเปิดให้ใช้ได้ในแอพพลิเคชั่น ที่จะมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ และ เฟสที่สามจะมีการนำเครื่องมืออย่าง AI และ Machine Learning เข้ามาใช้เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า ว่าแต่ละกลุ่มมีความต้องการอย่างไร และจะสามารถนำเสนอบริการอะไรให้ได้บ้าง

โดยในอนาคตจะเปิดให้ขอเรื่องอื่นๆเข้ามาซึ่งนี่จะเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มจำนวนคอนเทนต์ของเมเจอร์ด้วยแต่ละปีเมเจอร์จะมีภาพยนตร์เข้ามาฉายปีละ 200-300 เรื่องต่อปี ซึ่งต่อไปมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มเป็น 600 เรื่องต่อปี

Movie On Demand

จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เมเจอร์ได้ทดลอง Movie On Demand มาประมาณ 8 สาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด 1 สาขาที่เชียงใหม่ โดยที่ไม่ได้มีการโปรโมททางช่องทางอื่นๆ ยกเว้น Facebook ผลที่เกิดขึ้นมีทั้งการซื้อตั๋วและเกิดรอบฉายขึ้นมาจริงๆ โดยตั๋วได้ประมาณ 6,000 ใบ

ช่วงทดลองเมเจอร์พบว่า อัตราการเข้าชมมีประมาณ 50% ของที่นั่งทั้งหมด ถ้าถึง 50% แสดงว่าดีมาก โดยช่วงแรกคาดว่าอัตราการเข้าชมจะมีไม่ต่ำกว่า 30% ของจำนวนที่นั่งในโรง หรือในช่วง 6 เดือนแรกจะสามารถขายตั๋วได้ประมาณ 1 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าขายตั๋วทั้งหมด 34 ล้านใบ จากปีที่ที่ขายได้ประมาณ 32 ล้านใบ

อย่างไรก็ตามเมเจอร์ยังคาดหวังอีกว่าบริการใหม่นี้จะสามารถเพิ่มความถี่การชมภาพยนตร์ได้เพราะปัญหาหลักของเมเจอร์คือถึงจะมีจำนวนเยอะแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะสามารถลากโปรแกรมฉายให้ยาว 4-5 เดือนได้ พอหมดรอบแล้วคนก็จะรอดูที่อื่น ซึ่งบริการนี้จะทำให้ดึงคนที่ไม่ทันรอบฉาย ให้กลับมาดูที่ดรงได้

แต่ทั้งนี้สิ่งที่ต้องเรียนรู้สำหรับเมเจอร์เองคือถ้าลูกค้ามีอิสระแล้วจะอิสระไปหรือเปล่าเพราะว่าจะเกิดการกระจายของรอบขณะเดียวกันก็จะเกิดเป็นความท้ายของลูกค้าที่ต้องชวนเพื่อนให้ครบก่อนถึงจะสามารถเลือกรอบที่ตัวเองอยากดูได้

Movie On Demand

ปัจจุบันเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์กรุ้ปมีสาขารวมทั้งสิ้น 141 สาขา 733 โรง 166,444 ที่นั่ง เป็นสาขาในประเทศไทย 135 สาขา 705 โรง 159,257 ที่นั่ง (แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 41 สาขา 333 โรง 75,522 ที่นั่ง ต่างจังหวัด 94 สาขา 367 โรง 83,735 ที่นั่ง) และต่างประเทศ 6 สาขา 33 โรง 7,187 ที่นั่ง (แบ่งเป็นประเทศกัมพูชา 4 สาขา 24 โรง, ประเทศลาว 2 สาขา 9 โรง)

ฐานกลุ่มสมาชิกบัตร M Generation รวมทั้งสิ้น 4,496,403 ราย แบ่งตามกลุ่มดังนี้ M Gen Regular   2,326,647 ราย (กลุ่มลูกค้าทั่วไป อายุระหว่าง 24-60 ปี), M Gen Student   1,785,015 ราย (กลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุระหว่าง 13-23 ปี), M Gen Kids 282,235 ราย (กลุ่มเด็ก อายุต่ำกว่า 13 ปี) และ M Gen Freedom 102,506 ราย (กลุ่มผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 60 ปี)


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer