“Reality”  เมื่อต้อง โชว์ ความดราม่า ผ่านจอ   

จากรายการเพลงที่มีเกลื่อนจอ กิติกร เพ็ญโรจน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด สามารถปั้นฝันรายการ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย,  เดอะ เทรนเนอร์ ปั้นฝันสนั่นเวที ให้โด่งดังและสร้างศิลปินให้เป็นที่รู้จักกันทั้งประเทศมาแล้ว

วันนี้รายการอาหารกำลังมาแรง จนสปอนเซอร์อาจจะงง ๆว่าควรสนับสนุนรายการไหนดี เพราะเรตติ้งเฉลี่ยจะเท่าๆกันหมดไม่ได้แตกต่างกันมาก

แต่รายการเชฟกระทะเหล็ก และรายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ก็สามารถโดดเด้งขึ้นมาเป็นรายการฮิตติดเรตติ้งอันดับ 1.ของรายการอาหารจนได้

ทุกรายการ เป็น Reality Show  ที่มีความดราม่า ไม่แพ้กับรายการละครที่ผ่านการเขียนบทมาอย่างดี

ชีวิตจริงยังดราม่า ไม่พออีกหรือ รายการดังในทีวี ยังต้องใส่ดราม่าเข้มข้นไปอีก

ตามไปพูดคุยถึง  Key Success  สำคัญในการทำรายการเรียลลิตี้ให้ประสบความสำเร็จ จากผู้บริหารคนนี้กัน

Content ต้องตามเทรนด์ 

แต่ Format  ต้องเป็นเรียลลิตี้โชว์

เขาอธิบายว่ารายการอาหาร รายการเพลง รายการเด็ก ที่เขาทำคือคอนเทนต์ จะหยิบคอนเทนต์ไหนขึ้นมาทำ ต้องดูเทรนด์โลก และพฤติกรรมผู้บริโภคในบ้านเราเป็นหลัก และพยายามหารูปแบบที่ไม่เหมือนคนอื่นและสิ่งที่เขาเลือกคือเรียลลิตี้โชว์ ซึ่งเป็นFormat (รูปแบบ)   ที่ทำให้หลายรายการของเขาประสบความสำเร็จ

เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน คนชอบดูรายการร้องเพลง รายการส่วนใหญ่จะเป็นแบบ คอนเสิร์ตคอนเทสต์  เน้นการประกวดร้องเพลง หมดรุ่นก็หายกันไป อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย รายการเรียลลิตี้โชว์เพื่อค้นหานักล่าฝันที่ได้รับความนิยมสูงสุด จึงเป็นความแตกต่าง

“พอมาสมัยนี้คอนเทนต์ที่กำลังมาแรงคือเรื่องอาหาร เพราะผมเชื่อว่าอาหารมันเป็นเทรนด์โลก  คนจะมองว่า FOOD  ก็คือART  เหมือนกับ มิวสิค  เพราะฉะนั้นอาหารก็เป็นอีกเทรนด์ ที่เราต้องทำ”

เรียลลิตี้โชว์ เป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดความดราม่า เรื่องของดราม่า ทำให้เกิดความน่าสนใจ น่าติดตาม และเป็นการสร้างเรตติ้งให้ตามมา เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบ

Reality อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

หัวใจในการทำเรียลลิตี้ให้สำเร็จคือความจริงต้องเป็นความจริงห้ามหลอก และตบตาคนดู

“คนจะถามผมตลอดว่ามีสคริปต์หรือเปล่า  ยืนยันแน่นอนไม่มีสคริปต์ เพราะถ้ามีจะทำให้ความเรียล ความเป็นจริงหายไป คนทำเรียลลิตี้แล้วเขียนสคริปต์ไม่success แน่นอน   อย่าลืมว่าคนที่อยู่ในรายการคือคนธรรมดาไม่ใช่ดารา เขาตีบทไม่แตก  แอกติ้งเขาก็ไม่ได้”

แต่การที่จะทำให้อารมณ์คนออกมาแบบดราม่าเป็นเพราะโจทย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อทำให้คนเกิดความรู้สึก   

“ยอมรับว่าเราวางแผนกันหนักมากเรื่องโจทย์ เช่นในรายการมาสเตอร์เชฟ มีการสร้างโจทย์ให้ผู้แข่งขันคนหนึ่งได้สิทธ์เลือกวัตถุดิบให้เพื่อนที่เขาต้องการให้ออกจากเส้นทาง ซึ่งเขาจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่ยากให้เพื่อน นี่คือโจทย์ที่จะสร้างความดราม่าให้เกิดขึ้น เพื่อนที่ถูกเลือกก็จะเสียใจ ไม่เข้าใจ  อารมณ์จะเกิดขึ้นเอง หน้าที่ของคนทำก็คือต้องถ่ายเก็บอารมณ์ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นตรงนั้นให้ได้”  

 

ในรายการเรียลลิตี้โชว์ คนที่เข้ามาในรายการถ้าคิดว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ จะสร้างบุคลิกให้คนดูประทับใจให้ได้เป็นเรื่องยาก

เพราะว่าถ้าคุณเข้ามาในบรรยากาศของรายการแล้วผมท้าเลยว่า ถ้าทำได้ก็ไม่นาน คุณจะเอาความเป็นตัวของตัวเองออกมาทันที”

ไม่ว่าจะเป็นรายการเพลงหรือรายการอาหาร เมื่อก่อนคนดูอาจจะฟังแค่เพลง หรือดูแค่อาหาร แต่พอใส่ความดราม่าที่สมจริงเข้าไป เขาเลยดูคนแข่งด้วย คอยตามเชียร์  รู้สึกรักและผูกพันกับผู้เข้าแข่งขันมากขึ้น และความรู้สึกนี้ ทำให้สามารถดึงคนดูกลุ่มละครเข้ามาได้ด้วย เพราะรายการเป็นเหมือนละครของชีวิตจริง

 

กล้าทุ่มทุน เพื่อเพิ่ม ความ ว้าว  

ในยุคที่การแข่งขันสูง เม็ดเงินโฆษณาเท่าเดิม นักลงทุนมี 2 แนวทางที่จะเลือกคือ

1.การลดต้นทุนการผลิตต่อตอนลง ซึ่งวิธีนี้อยู่ต่อได้ก็จริง แต่เหมือนขุดหลุมฝังตัวเองในอนาคต  เพราะว่าทำให้คุณภาพของรายการอ่อนลง

2. สู้ โดยพยายามหาจุดแตกต่าง แล้วต้องยอมลงทุนเพื่อให้มีคุณภาพที่ดีที่สุด

กิติกรบอกว่าเขาเลือกวิธีที่ 2 คือยอมทุ่มทุนในเรื่องโปรดักชั่น  เพื่อให้รายการดูดี และคนพูดถึง

ในรายการมาสเตอร์เชฟ งบโปรดักชั่นสูงถึง 70-75 ล้านบาทต่อ 17 ตอน รวมแล้วประมาณ 3-4 ล้านบาทต่อตอน เป็นต้นทุนที่สูงกว่าละคร หรือเทียบได้กับละครฟอร์มยักษ์เลยทีเดียวโดยใช้กล้องประมาณ 15-20 ตัวที่จะเก็บทุกมุม ทุกคน ทุกอารมณ์

ความยากที่สุดในการทำรายการเรียลลิตี้ คือการตัดต่อ สมมุติว่าต่อ 1 ตอนถ่ายทั้งวันประมาณ 10-12ชั่วโมง ใช้กล้องอย่างต่ำ 15 กล้อง ฟุตเทจหรือวีดีโอที่ยังไม่ตัดต่อ12ชั่วโมงคูน15กล้อง กลายเป็นเนื้อหาเกือบ 200 ชั่วโมง ซึ่งมหาศาลยาวเหยียดมาก และเป็นหน้าที่ของทีมตัดต่อต้องเอามาดูและเรียงร้อยให้เป็นรายการที่ดีน่าสนใจ

ต้องปรับรูปแบบให้ถูกจริตคนไทย

อย่างเช่นผู้แข่งขัน ต้องค้นหาจากคนทั่วประเทศ  ทำอย่างไรคนบ้านๆสามารถเข้าร่วมการแข่งขันเพราะเมืองไทยไม่ได้มีแค่คนในกรุงเทพ สร้างความหลากหลายของคนดูจากภาคต่างๆ

ถ้าเป็นรายการอาหาร  ต้องเป็นเมนู ที่คนไทยทั่วไปจับต้องได้ไม่เน้นเมนูฝรั่งที่อาจจจะหรูดูดี แต่คนเข้าไม่ถึง  ถ้าเป็นรายการเพลงความหลากหลายของเพลงต้องมีเช่นเพลงสากล ลูกทุ่ง หรือสากล  

เรียลลิตี้ รายการเด็ก ยิ่งยากกว่า

เรียลลิตี้เด็กรายการแรกที่กิติกร เคยทำก็คือ เดอะ เทรนเนอร์ ปั้นฝันสนั่นเวทีเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์รายการแรกของวงการโทรทัศน์ไทย ที่นำบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงมาเป็น “เทรนเนอร์” หรือผู้ฝึกสอน ให้กับเด็กอายุ 5-14 ขวบ ที่มีความสามารถทางการร้องเพลงเพื่อเข้าประกวด

ส่วนรายการ Masterchef Junior Thailand  จะเป็นเด็กอายุ 8-13ปี เป็นรายการเด็ก แต่กลุ่มเป้าหมายไม่ใช่เด็ก แต่เป็นครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มคนดูที่กว้างออกไปอีก

“ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับเพราะเราไม่ได้ทำงานเฉพาะกับเด็ก  แต่ต้องทำงานกับครอบครัวของเด็กด้วย ซึ่งเมื่อเป็นรายการเรียลลิตี้ มีการสร้างความเป็นดราม่า บางครั้งผู้ปกครองอาจจะไม่เข้าใจ เราให้ความสำคัญกับการไปทำความเข้าใจกับทุกครอบครัวที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา”

ความท้าทาย ครั้งใหญ่ในการทำรายการเรียลลิตี้กับเด็กก็คือ

1.หัวข้อในการแข่งขันต้องสนุก เพราะเด็กจะเก่งแค่ไหนก็ไม่เก่งเท่าผุ้ใหญ่แน่นอน

2.ต้องดึงความสดใส น่ารักของเด็กที่มีตามวัยของเขาออกมาให้คนดูได้ยิ้ม ลุ้น มีความสุข   

3.จะมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่เก่งจริง หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นของคนดู

“ตอนนี้ไม่ต้องห่วงเด็กหรอกครับ  ห่วงกรรมการซึ่งเป็นชุดเดียวกับผู้ใหญ่ก่อนดีกว่าว่าจะโดนเด็กป่วนหรือเปล่า เพราะเด็กยุคนี้กล้าพูดกล้าถามมากจริงๆ”

และเพื่อความสมจริงที่สุด  กรรมการทั้ง 4 ท่าน  ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบุคลิก เป็นอย่างไร ต้องอย่างนั้น ห้ามเฟก   เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการทำรายการเรียลลิตี้  

มั่นใจเรียลลิตี้ฟู้ดยังเป็นบลูโอเชี่ยน

วันนี้ กิติกร มีรายการเรียลลิตี้อยู่ 3 รายการเป็นเรื่องของฟู้ดทั้งหมด คือเชฟกระทะเหล็กที่ทำมานกว่า 6 ปี เรตติ้งเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 2  มาสเตอร์เซฟซีซั่น2 เพิ่งจบไปเรตติ้งวันจบขึ้นไปถึง 7 ส่วนซีซั่น 3 จะเริ่มปลายปี  

และขณะนี้กำลังคัดเลือกผู้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ Masterchef Junior Thailand ที่จะออนแอร์เทปแรกในเดือนสิงหาคม

เทรนด์ในเรื่องอาหารยังคงโตต่อเนื่อง ในขณะที่เทรนด์เกี่ยวกับเพลง น่าจะถึงจุดอิ่มตัวเร็วกว่า เขาให้เหตุผลว่า

ในปัจจุบันมีรายการที่เกี่ยวกับเพลงเยอะมาก แล้วก็เป็นรายการใหญ่ของแต่ละช่องที่สู้กันทั้งนั้นรูปแบบ ต่างๆที่เกี่ยวกับเพลง ไม่ว่าจะเป็นเกมโชว์ ประกวดร้องเพลง ละครเพลง จะมีครบไปหมดแล้ว

แต่ถ้าเป็นอาหาร รายการใหญ่ มีอยุุู่ไม่กี่รายการ นอกจากนั้นเป็นรายการพาชิมเสียมากกว่า ซึ่งรายการประเภทนี้มีหายไปและเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ 

คอนเทนต์เกี่ยวกับอาหารยังมีรูปแบบ อื่นๆอีกมากมายในต่างประเทศ  และยังไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย เช่นรายการเกี่ยวกับสารคดีอาหาร ละครที่ใช้เรื่องอาหารเป็นตัวเดินเรื่อง  รวมไปถึงเกมโชว์ต่างๆ

เมื่อก่อนถ้าถามเด็กว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร หลายคนบอกว่าอยากเป็นนักร้อง แต่สมัยนี้ เด็กหลายคนตอบว่าอยากเป็นเชฟ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่เกิน10ปีที่ผ่านมา นั้นแสดงว่ายุคของอาหารยังเป็นยุคเริ่มต้นอยุ่ถ้าเทียบกับยุคของเพลง 

ซึ่งนั่นจะเป็นจุดที่ทำให้รายการอาหารมีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคต และสุดท้ายผมเชื่อว่าจะทำให้เหมาะสมกับประเทศเราที่รัฐบาลตั้งเป้าให้เป็นครัวโลก  ถ้าเราพัฒนาสายอาชีพที่เป็นเชฟและให้เกิดคุณภาพ แทนที่เราจะขายเพียงแค่วัตถุดิบส่งออก เราสามารถแปรรูปได้ด้วยความสามารถของเชฟก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยในอนาคตได้ ”  

กิติกร กล่าวสรุป

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer