วันนี้ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น คุณ “ตกงาน” คิดว่าตัวเองจะอยู่ได้กี่เดือน ด้วยเงินเก็บที่มี ?
เป็นคำถามที่ นริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics และ นันทพร ตั้งเจริญศิริ หัวหน้าทีม Customer Experience & Insights พูดขึ้นมา ก่อนจะเผยรายละเอียด ถึงผลการศึกษาพฤติกรรมการทางการเงินของคนไทย แล้วพบว่า
ผลสำรวจออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างคนไทย 1,000 คนทั่วประเทศ ที่มีอายุระหว่าง 18-54 ปี มีเพียง 34% ที่คิดว่าเงินเก็บที่มีน่าจะเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายได้ 6 เดือนหรือมากกว่านั้น ที่เหลือ 21% จะอยู่ได้ 0-1 เดือน, 30% 2-3 เดือน, และ 15% 4-5 เดือน
“ทำไมตัวเลข 6 เดือนถึงสำคัญ นั้นเพราะถ้าลาออกหรือถูกให้ออกจากงาน ตัวเลข 6 เดือนจำนวนที่จ่ายเงินประกันสังคมจะชดเชยกรณีว่างงาน”
ขณะเดียวกันตัวเลข 34% เป็นเพียงสิ่งที่คิด แล้วความเป็นจริงละ ?
80% เงินออมไม่พอใช้ 6 เดือน
จากการศึกษาข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทยที่อยู่ในวัยทำงานมีทั้งหมด 35 ล้านคน ผลวิจัยปรากฎว่า 80% หรือประมาณ 28 ล้านคน เป็นกลุ่มที่เงินออมเหลือ “ไม่พอ” ใช้จ่ายไปอีก 6 เดือน ขณะที่กลุ่มที่มีเงินออมพอสำหรับการใช้จ่ายตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปมีสัดส่วนเพียง 20%
ในขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นกับคนไทยอายุ 18-54 ปี กลับมีถึง 40% ที่ค่อนข้างมั่นใจว่ามีเงินออมพอใช้หลังเกษียณ เพราะมีการออมเงินไว้แล้วถึงแม้จะยังไม่มาก
รายได้ พื้นที่ และประสบการณ์ ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เงินออมไม่พอ
หลายคนอาจมองว่า ใครที่มีเงินออมพอต้องมีรายได้ที่สูง คนที่มีรายได้ยังไม่สูงแค่ใช้ให้ผ่านไปวันๆ ยังแทบไม่พอจะเอาที่ไหนมาเก็บ แต่ในความเป็นจริงคนที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ที่มีจำนวนทั้งหมด 12 ล้านคนกว่า 70% มีเงินออมไม่พอ ส่วนคนที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน 80% ก็บอกว่าตัวเองไม่มีเงินออมเหมือนกัน
ส่วนการประกอบอาชีพในพื้นที่ที่ต่างกันไม่ว่าเป็นกรุงเทพและปริมณฑล หรือต่างจังหวัด ไม่มีผลต่อการออมเงินซึ่งสะท้อนจาก 80% หรือคนส่วนใหญ่ของทั้งสองพื้นที่ถูกจัดเป็นกลุ่มมีเงินออมไม่พอ
นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (Gen Y) อายุ 22-35 ปี 84%หรือกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า (Gen X) 36-52 ปี 80% ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเงินออมไม่พอ และพบว่าคนที่มีเงินออมไม่พอส่วนใหญ่เป็นพนักงานเอกชนและจ้างงานอิสระ

ต้นเหตุคือขาดวินัย
“การขาดวินัยในการออม” น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยมีเงินออมไม่พอเพียง โดยมีเพียง 38% ที่มีพฤติกรรมออมก่อนใช้และแยกบัญชีชัดเจน ในขณะที่ 49% ใช้ก่อนออมทีหลัง และอีก 13% ยังไม่คิดออม
และต่อให้มีการออม ก็มีแค่ 35% เท่านั้นที่มีวินัยในการออมเท่ากันทุก ๆ เดือน อีกทั้งยังรู้สึกว่าการวางแผนการใช้จ่ายหลังเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว ส่วนใหญ่ 42% พยายามออมทุกเดือนมากบ้างน้อยบ้าง, 21% ยอมรับว่ายังไม่เคยคิดถึงการวางแผนเลย และ 2% จะออมก็ต่อเมื่อได้รับเงินก้อนใหญ่เท่านั้น
อีกส่วนหนึ่งที่น่าห่วง คือ ทัศนคติในการวางแผนทางการเงินระยะยาว ซึ่งคนไทยยังมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไกลตัว” พอสมควร โดย 21% ยอมรับว่ายังไม่เคยคิดเรื่องการวางแผน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเลย และมีเพียง 40% ที่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะมีเงินออมพอใช้หลังเกษียณ เพราะมีการออมเงินไว้แล้วถึงแม้จะยังไม่มาก
“หลายครั้งพอเห็นพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย กับเวลาที่เข้าไปสอบถามในเชิงทัศนคติ จะมีความขัดแย้งพอสมควร เพราะคนไทยชอบคิดบวก เห็นได้จาก 40% ที่บอกว่ามั่นใจจะอยู่ได้หลังเกษียณ ในขณะที่การสำรวจในช่วงเรียกมีเพียง 34% เท่านั้นที่บอกว่าอยู่ได้มากกว่า 6 เดือน ซึ่งเท่านั้นก็ชี้ให้เห็นพฤติกรรมได้แล้ว”
เงินออมรั่วเพราะ “พฤติกรรม”
เมื่อล้วงลึกเช้าไปถึงกระเป๋าเงินของคนไทยก็จะพบว่า “พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย” เป็นสาเหตุของรอยรั่วเงินออม โดยเฉลี่ยคนไทยมีการใช้จ่าย 76% ของรายได้ต่อเดือน ที่เหลือเป็นการออม 21% และป้องกันความเสี่ยง 3% และถ้าเป็นกลุ่มที่มีเงินออมไม่พอ จะมีการใช้จ่ายสูงถึง 82% ขณะที่การออมลดลงเหลือ 14%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย ที่สำคัญคือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปเน้นความสะดวกสบายและรวดเร็ว ติดหรู เช่น ทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น เน้นสถานที่บรรยากาศดี ชิลชิล ชิคชิค และนิยมเสพโซเชียลมีเดีย แชท แชร์ เพิ่มขึ้น
ดูได้จากคนไทยมพีฤตกิรรมการใช้ “SocialMedia”มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกโดย ใช้ Facebook มากเป็น อันดับ 8 ของโลก (49 ล้านคน), คนไทยใช้ Instagram มากเป็นอันดับ 14 ของโลก (13.6 ล้านคน), ใช้ Twitter 12 ล้านคน ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่อง
โดยคนไทย Search “ลงรูปในอินสตาแกรม” โตปีละ 78% โพสรูปมากที่สุดในวันเสาร์ – อาทิตย์ รวมไปถึงการ Searchในคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ ทั้ง รีวิวร้านอาหาร,Michelin Guide โต 34%,รีวิวที่เที่ยว เที่ยวญี่ปุ่น เท่ียวทะเล โต 14% และ, รีวิวร้านอาหาร นั่งเล่น เที่ยว โตเฉลี่ยปีละ 98% ในขณะที่การออมเงินและลงทุน ค้นหาลดลงปีละเฉลี่ย 0.5% ด้วยซ้ำ
“ซื้อก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้” โดยใช้เงินจากอนาคต
อีกพฤติกรรมที่บ่งชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินกำลังจะเห็นได้จากในปัจจุบัน โดย “ซื้อก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้” น่าจะเป็นคำนิยามสาหรับนักช๊อป ท่ีต้องตามให้ทัน กระแสโซเชียล
ผลวิจัยพบว่า 65% เคยซื้อของตอนลดราคามาเก็บทิ้งไว้ โดยที่ตอนนี้ยังไม่เคยใช้, 56% เพื่อให้ตามเทรนด์ บางครั้งก็ยอมจ่ายเงินซื้อของที่ไม่จำเป็น, 31% ถึงจะเป็นคนประหยัด แต่ถ้ากับของลด ราคาเป็นได้จ่ายเงินทุกที, 21% ถึงราคาไม่เป็นมิตร แต่ถ้าชอบมากๆ ก็ยอมซื้อ
ถ้าซื้อแล้วเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ก็เอามาจากอนาคตมากกว่า 50% ของคนที่มีบัตรเครดิตไม่สามารถจ่ายบิลรายเดือนได้เต็มจำนวน และอีกประมาณ 48% เคยผ่อนสินค้าแบบยอมเสียดอกเบี้ย
1 ใน 4 จ่ายเงินอย่างไม่จำเป็น
ในมุมของการใช้จ่าย พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสูงถึง 1 ใน 4 ของรายได้ต่อเดือน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีเงินออมไม่พอ นอกจากจะเน้นใช้จ่ายไปกับด้านความบันเทิงแล้ว ยังมีการบริโภคสุราและสูบบุหรี่มากกว่าคนที่เงินออมพอถึงสองเท่า ทั้งนี้ ในจำนวนเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นมีมูลค่าพอ ๆ กับค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างการประกันความเสี่ยงและการศึกษา
นอกจากนี้คนไทยกับการเสี่ยงโชคเป็นของคู่กัน โดย54% เสี่ยงโชคกับหวยเพราะคิดว่าถ้าถูก หวยขึ้นมายังไงก็คุ้มค่า ในขณะที่ 56% คิดว่ามีสิทธ์ิรวยจากการถูกล็อตเตอรี่

เพราะออม “ผิดที่”
“ไม่ว่าคนที่ออมพอหรือออมไม่พอ ก็ออมผิดที่กันทั้งนั้น” ผลการวิคราะห์พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินของทั้งกลุ่มคนที่มีเงินออมไม่พอกับกลุ่มคนที่มีเงินออมพอ จะกระจุกอยู่ที่เงินฝากธนาคารกว่าร้อยละ 80 และเกินครึ่งเป็นเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉลี่ยสัดส่วนของเงินฝากจะต่ำกว่าร้อยละ 50
คนไทยส่วนใหญ่เผชิญความเสี่ยงสูง ทั้งในแง่อุบัติเหตุและการเสียชีวิตจากโรคร้าย แต่กลับป้องกันความเสี่ยงในระดับต่ำ ประเทศไทยมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุสูงเป็นที่ 13 ของโลกและมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปี
แต่ทั้งกลุ่มที่เงินออมพอและกลุ่มที่มีเงินออมไม่พอมีการทำประกันประกันไว้ไม่ถึง 10% ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนเบี้ยประกันต่อรายได้รวม (Insurance Penetration) ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศพัฒนาแล้ว
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline
