เสียงชัตเตอร์ของ Mirrorless ที่ยังแรงดีไม่มีตก

ต้องบอกว่า สถานการณ์ ตลาดกล้อง ปี 2561 อาจจะทรงตัวหรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย” 1-2%

ถึงจะดูมีแนวโน้มที่น่าจะดีขึ้น แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า ฟื้นตัวอย่างชัดเจนเหมือนปีที่ผ่านมา

ตลาดกล้อง ปี 2561 ครึ่งปีหลังจะดีหรือไม่ ต้องดู 2 ปัจจัย

เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลกระทบถึงกำลังซื้อ รวมไปถึงการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่สักทีเดียว

อุตสาหกรรมกล้องจะพึ่งพิงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก ถ้าคนออกไปเที่ยวเยอะกล้องก็จะยิ่งขายดี อย่างในช่วงปลายปีที่แล้วต่อเนื่องต้นปีนี้คึกคัก เพราะเป็นช่วง High Season และมีกล้องรุ่นใหม่ มี Fujifilm X-A5 เข้ามาก็ทำให้ตลาดล่างคึกคัก

“พอช่วงนี้เป็นหน้า Low Season เริ่มกลับมาซึมๆ ก็ต้องรอ 1. กล้องรุ่นใหม่จากแบรนด์ต่างๆ เช่น  Sony ต้องมาดูว่าช่วงปลายปีจะมีกล้องที่ออกมาแทนระดับเริ่มต้นหรือเปล่า เพราะอย่างที่รู้กันตัว A5100 หรือ S6000 พวกนี้ออกมาหลายปีแล้ว ก็ยังไม่มีตัวมาแทน จะมีก็แต่ตระกูล α7 ซีรีส์ ที่มีราคาสูง และ 2. การโปรโมตการท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้เหมือนจะโปรโมตเยอะขึ้น แต่ยังไม่ได้คึกคักมาก

 ธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์  ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฉายให้เห็นถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดกล้องดิจิทัล

ตลาด กล้อง

Mirrorless ไล่เบียด DSLR เข้ามาอีก

เขายังเล่าต่ออีกว่า ความน่าสนใจอยู่ในปีนี้ อยู่ที่เซกเมนต์ไหนจะมาแทนที่เซกเมนต์ไหนเท่านั้นเอง

 แน่นอนเซกเมนต์ที่ยังได้รับความนิยม หนีไม่พ้นกล้อง Mirrorless ซึ่งวันนี้กินสัดส่วน 61% ของตลาดแล้ว และนับวันจะเข้ามาเบียดเซกเมนต์ DSLR ด้วย กล้อง Mirrorless ระดับ Full frame

การย้ายจาก DSLR มาเป็น Mirrorless Full frame เห็นชัดเจนน่าจะเป็นตระกูล α7 ซีรีส์ เพราะด้วยคุณภาพ และราคาที่อยู่ประมาณ 50,000 บาท ทำให้สามารถจับต้องได้กับระดับ Full frame กระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาตรงนี้เยอะ

 “ทีนี้ก็ต้องมาดูเชิงแบรนด์แล้วว่า Canon หรือ Nikon จะมีรีแอคชั่นยังไง อย่างล่าสุดเร็วๆ นี้ Nikon จะมี Mirrorless Full frame ก็ต้องมาดูกระแสตอบรับจะดี และชิงยอดขายกลับมาได้หรือไม่

ใครๆ ก็ซื้อกล้องแพงขึ้น

  และไม่ใช่แค่เซกเมนต์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ในเรื่อง “ราคาก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน

ถึงที่ผ่านมากล้องตัวล่างราคาประมาณ 10,000-25,000 บาทจะกิน 50% ของตลาด หากวันนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก ดัวยถูกกระทบอย่างหนักจากสภาพเศรษฐกิจ  แตกต่างจากกล้องระดับบนที่เรียกได้ว่าดีวันดีคืน

ตลาด กล้อง

  ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดกล้องในเซกเมนต์มืออาชีพหรือกล้องโปรเฟสชันนอล (Professional Level) ทั้งแบบ Mirrorless และ DSLR ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้นและคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลชุดนี้ได้มาจากผลการสำรวจพฤติกรรมการซื้อกล้องดิจิทัลของลูกค้าที่มาใช้บริการ บิ๊ก คาเมร่า ทั้ง 230 สาขาทั่วประเทศ พบว่ากลุ่มลูกค้าใหม่และกลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยใช้กล้องระดับเริ่มต้น (Entry Level) และระดับกลาง (Middle Level) หันมาใช้กล้องระดับโปรฯ เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาปรับตัวลดลงทำให้จับต้องได้ง่ายขึ้น และต้องการคุณภาพของภาพถ่ายเทียบเท่าช่างภาพมืออาชีพ และพฤติกรรมเช่นเองนี้ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องถีบตัวสูงขึ้นมาด้วย

ตั้งแต่กล้อง Mirrorless โตขึ้น ราคาเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นจาก 17,000-18,000 บาทต่อตัว และขึ้นมาเรื่อยๆ เป็น 20,000-25,000 บาทต่อตัว จนวันนี้ราคาเฉลี่ยต่อตัวก็เพิ่มมาเป็น 30,000 บาทแล้ว

นี่เป็น Effect ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ Sony ออกตัวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อย่าง Sony A7 mark iii ในราคา 68,990 บาทบอดี้อย่างเดียว และราคา 74,990 บาท บอดี้ + เลนส์คิท ส่งผลให้กล้องรุ่นเก่า Sony A7 mark ii ราคาลดลงอยู่ที่ 46,500 บาท กระตุ้นให้ตลาดบนมีเม็ดเงินที่ใหญ่เงิน

เทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ Sony ขาย A7 mark iii 1 ตัว เท่ากับตัวเริ่มต้นประมาณ 4 ตัวเลยทีเดียว

ตลาด กล้อง

บิ๊ก คาเมร่า ก็อยากขาย “Leica” บ้าง

ในขณะเดียวกันเมื่อเทรนด์ตลาดบนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ในปีนี้ บิ๊ก คาเมร่า เลือกที่จะหยิบกล้องในระดับ Hi-end อย่าง “Leica”

เบื้องต้นมีการวางขายแค่ 5 สาขาเท่านั้น เนื่องจากอย่างที่รู้กันถึงจะอยากขายให้มากกว่านี้ แต่ด้วยกระบวนการผลิตที่ละเอียดและซับซ้อน กว่าจะออกมาเป็นกล้องแต่ละตัวจึงใช้เวลาที่นาน

โดยการนำ Leica มาขายจะมีทั้งกล้องและเลนส์ เช่น Leica SL Typ 601 (Black) ราคา 237,100 บาท, Leica CL VARIO Kit 18-56MM (19305) ราคา 143,800 บาท และ Leica 3656 M10 (20000) ราคา 275,200 บาท

ส่วนเลนส์ก็เช่น Leica Vario-Elmarit-SL 24-90mm f/2.8-4 asph ราคา 184,800 บาท และ Leica Summilux-M 35mm f/1.4 ASPH(11663) ราคา 192,900 บาท เป็นต้น

“เหตุผลที่นำ Leica เข้ามาขาย เพราะตอนนี้มีพฤติกรรมอย่างหนึ่งคือ ผู้บริโภคบางส่วนเอาแค่ชื่อแบรนด์อย่างเดียว ยังไม่รู้เรื่องของการถ่ายรูปสักเท่าไหร่ แต่มีความรู้สึกว่าอยากได้แบรนด์ Leica”

“ยิ่งคุณภาพของภาพที่ออกมาคือ Full frame ถ้าถามว่า คนจะไปรู้จักคุณภาพของ α7 ซีรีส์ Full frame ไหมอาจจะยังไม่เยอะ ดังนั้นถ้าต้องไปซื้อ Sony ตัวหนึ่งเกือบแสน อาจจะยังลังเลและรู้สึกว่าแพง จึงอยู่ที่ภาพของแบรนด์และอารมณ์ความรู้ เมื่อบวกกับการโปรโมตของ Huawei ที่นำเลนส์ของ Leica เข้าไปใส่ ทำให้ภาพ Leica ดีขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดกระตุ้นให้เกิดเป็นความต้องการ”

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer