135 ปี กิจการไปรษณีย์ไทยจะปรับตัวให้ทันใจวัยรุ่นยุค 2018 นี้ได้อย่างไร

ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 135 ปีก่อน กิจการ ไปรษณีย์ไทย ที่ไร้คู่แข่งประสบปัญหา “ขาดทุน” มาโดยตลอด  แต่พอแยกออกมาเป็นบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เมื่อ 15 ปีก่อน กลับทำกำไรมาได้อย่างต่อเนื่อง และในปี 2560 ปณท มีรายได้ 27,870 บาท เป็นกำไร 4,220 ล้านบาท  

ปี 2561นี้ สมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ฝันหวานถึงตัวเลขรายได้ 30,000 ล้านบาท เม็ดเงินกำไรที่เห็นรำไรคาดว่าจะอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท

เป็นเป้าของการทำรายได้สูงที่สุดที่เคยทำมา ในวันที่ไปรษณีย์ไทยไม่เคย “ร้าง” คู่แข่ง ที่มีหลากเชื้อชาติและต่างสายพันธ์ุ เช่น DHL Express จากเยอรมนี Kerry Express สัญชาติฮ่องกง SCG Express จากค่ายเอสซีจี นิ่มซี่เส็ง ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ของภาคเหนือ

แล้วยังมีสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่น ลาล่ามูฟ จากฮ่องกง และ Ninja Van จากประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งบริการต่างๆ ของไลน์แมน และ grab taxi

 วันนี้ทั้งหมดอาจจะไม่ใช่คู่แข่งที่เทียบรัศมีกับไปรษณีย์ไทยได้ แต่ทุกรายก็มีจุดเด่นของตัวเองจนสามารถตีเนียนตอดเล็กตอดน้อยรายได้ไปนิ่มๆ ที่สำคัญมีโอกาสในการสร้างแบรนด์เพื่อขยายเครือข่ายให้ใหญ่ขึ้นได้เช่นกัน

ในยุคดิจิทัล ยักษ์ใหญ่หลายรายถ้าปรับตัวไม่ทันมีสิทธิ์สะดุดความใหญ่ล้มลงได้เช่นกัน 15 ปีที่ผ่านมาเลยเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างต่อเนื่องของ รัฐวิสาหกิจใหญ่รายนี้เหมือนกัน

เมื่อถามว่าแล้วผู้นำองค์กรคิดอย่างไร ให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้แค่ไหน เธอตอบว่า

“เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แล้วไม่สนใจกลุ่มนี้ เราก็จับตาดูพวกเขานะคะ แต่ไม่กลัว การที่ทุกวันนี้เราจัดการคัดแยกส่งของกว่า 8 ล้านชิ้นต่อวันได้ หมายถึงว่าการบริหารจัดการก็ต้องมีประสิทธิภาพระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่การที่ยังมีปัญหาบ้าง เพราะเรายังทำได้ไม่ดีที่สุด ต้องทำให้ดีขึ้นมากกว่านี้”

ไปรษณีย์ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดการค้า ดังนั้นคงห้ามไม่ให้เกิดคู่แข่งไม่ได้ และปริมาณการขายออนไลน์ที่มีมหาศาลก็ทำอยู่คนเดียวไม่ได้แน่นอน แต่ต้องหันมาพัฒนาตัวเองให้มากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าแล้วมาเลือกใช้บริการเป็นอันดับแรก

“ยอมรับที่ผ่านมาเรามีจุดอ่อน เพราะพัสดุที่เข้ามาเพิ่มขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว ขยายตัวไม่ทัน ซื้ออุปกรณ์มาช่วยทำงานไม่ทัน เลยเกิดปัญหาอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง”

ส่วนแบ่งตลาดน้อยลง แต่รายได้เพิ่มสูงขึ้น

ถึงแม้การแข่งขันจากภาคเอกชนจะรุนแรงมากขึ้นแต่เธอยืนยันว่า ปัจจุบันในตลาดของการส่งพัสดุ ปณท ยังครองส่วนแบ่งตลาดไม่ต่ำกว่า 50% แน่นอนมาร์เก็ตแชร์อาจจะน้อยลง แต่รายได้กลับเพิ่มมากขึ้นจากที่ฐานโตขึ้นตลอดเวลา

“มาร์เก็ตแชร์เรายังเป็นอันดับ 1 แต่ยอมรับว่ามีบางเรื่อง เช่น ระบบไอทีที่ทันสมัยมากๆ เราพัฒนาได้ไม่ทันเอกชน เป็นจุดที่เราขับเคลื่อนไม่ได้เร็วนัก เพราะการเป็นองค์กรใหญ่แล้วเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีระเบียบกฎเกณฑ์มากมาย กว่าจะซื้อของได้แต่ละอย่างอาจจะต้องใช้เวลา แต่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคที่ใหญ่จนทำอะไรไม่ได้”

เธอยังมั่นใจว่าปีนี้จะสามารถทำรายได้ทะลุเป้า 3 หมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน โดยรายได้หลักจากการขายซองและแสตมป์เกือบ 100% เมื่อศตวรรษก่อน วันนี้เปลี่ยนไป โดยได้มาจาก 3 ช่องทางหลักคือ

1.47% มาจากประเภทการขนส่งกล่องและพัสดุภัณฑ์

2.32% เป็นกลุ่มซอง ประเภทจดหมายธุรกิจ โบรชัวร์ต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้รายได้ยังคงทรงๆ ปัจจุบันหลายบริษัทยังคงใช้บริการหลัก เช่น เซ็นทรัล อิเกีย โลตัส

3.21% จะเป็นรายได้จากส่วนอื่นๆ เช่น สินค้าฝากขายที่ยังไม่ได้ทำเต็มที่

กลุ่มซองวันนี้ยังไม่ลดแต่ไม่โต และคาดว่าต่อไปลดลงแน่นอน ดังนั้นจะไม่ลงทุนกับกลุ่มนี้ แต่ต้องรักษาคุณภาพให้เขาไปจากเราให้ช้าที่สุด

ส่วนกล่องที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวันทั้งลูกค้าอีคอมเมิร์ซรายเล็กและอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ที่มีระบบของตัวเอง ซึ่ง ปณท ก็จะเข้าไปเชื่อมระบบและมีบริการพิเศษให้

“ที่ผ่านมายอมรับเลยว่าเราไม่ได้เน้นกลุ่มบีหรืออีคอมเมิร์ซรายใหญ่ เพราะเราไม่มีกำลังคน แค่รับหน้าเคาน์เตอร์ก็ไม่มีเวลาแล้ว เมื่อก่อนเลยรอให้ Lazada, Shopee หรือ 1577 Shop วิ่งมาหาเรา แต่ตอนนี้ต้องจัดคนไปหาเขามากขึ้น”

เจาะลึกแผนรุก รับฝาก ส่งต่อ นำจ่าย

วันนี้ไปรษณีย์ไทยจำเป็นต้องยกระดับการบริการ เพื่อหนีคู่แข่งที่กำลังตามไล่หลังเป็นขบวน ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ โดยขับเคลื่อน 3 ด้าน คือ

1. การให้บริการที่เป็นเลิศ (Service) การนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งระบบตั้งแต่การรับฝาก–คัดแยก–ส่งต่อ–นำจ่าย เพื่อให้รองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

 จุดแข็งด้านเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ไทยของ ปณท ดำเนินการเอง กว่า 1,300 แห่ง และ “ที่ทำการไปรษณีย์เอกชนอนุญาต” อีกกว่า 3,000 แห่ง รวมแล้วกว่า 5,000 แห่งที่กระจายทั่วประเทศ รวมไปถึงจับมือกับพันธมิตรต่างๆ เปิดจุดให้บริการรับฝากในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและสถานีบริการน้ำมัน

2. การยกระดับเครือข่ายให้มีความแข็งแกร่ง (Strong) นำเครื่องคัดแยกแบบ Cross Belt Sorter และ Mixed Mail Sorter มาใช้ในการปฏิบัติงานให้มีความรวดเร็วขึ้น เตรียมจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์แห่งใหม่ เพื่อรองรับปริมาณงานที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ที่มีระบบ Full Automation เตรียมจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และจะเปิดศูนย์ไปรษณีย์ e-Commerce แยกระบบการขนส่งสินค้า e-Commerce ออกจากระบบงานขนส่ง EMS ปกติ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce โดยเฉพาะ

3. ด้านการนำจ่าย นอกจากมีพนักงานนำจ่ายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคนแล้ว ยังติดตั้ง GPS ที่รถขนส่งไปรษณีย์กว่า 1,000 คันแล้ว เพื่อควบคุมคุณภาพการขนส่งให้ทันเวลา สามารถติดตามรถขนส่งได้แบบ Real Time  

 ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เปิดตัว “รถจักรยานยนต์นำจ่ายโฉมใหม่” ที่มีการติดตั้งกล่องไฟเบอร์กลาส ที่มีความแข็งแรง ป้องกันการชำรุดเสียหายของสิ่งของระหว่างการขนส่งสำหรับนำจ่ายสิ่งของประเภท D-Packet หนังสือเดินทาง ยาและเวชภัณฑ์ ฯลฯ 

ไปรษณีย์ไทย

เตรียมลงทุนอีกนับหมื่นล้านบาท ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีก  

เป็นอีกก้าวยาวๆ ที่คู่แข่งตามทันได้ยาก เมื่อผู้บริหารเตรียมทิ้งทวนการทำงานด้วยการปูทางสำคัญในเรื่องประสิทธิภาพของการสร้างศูนย์ไปรษณีย์ที่มีระบบ Full Automation ด้วยการเตรียมซื้อที่ดิน 2 แปลงใหญ่ในจังหวัดชลบุรี กับที่อำเภอวังน้อย จ.อยุธยา

 “ตอนนี้ได้ที่ดินมาประมาณ 120 ไร่ ที่เราไปได้โมเดลสร้างศูนย์นี้มาจากหลายๆ ประเทศ เมื่อก่อนที่เราไม่ทำเพราะใช้เงินลงทุนสูง ในขณะที่วอลุ่มไม่ได้เยอะ ใช้ Automation ทั้งหมดไม่คุ้ม แต่วันนี้เรามองแล้วว่า 2 จุดนี้งานจะเข้ามาเยอะมาก “

งบประมาณที่ใช้ประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อแห่ง รวมค่าที่ดิน ค่าอาคาร การวางระบบ ที่วังน้อยเฉพาะค่าที่ดินประมาณ 600 ล้านบาท ส่วนที่ชลบุรีอาจใช้ที่เช่าของกรมธนารักษ์ เธอคาดว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ประมาณ 4-5 ปีศูนย์ทั้ง 2 แห่งที่ทันสมัยนี้จะต้องได้ใช้แน่อน

นอกจากนั้นยังเตรียมบริการใหม่ๆ ให้กับกลุ่มธุรกิจ e-Commerce ซึ่งปัจจุบันถือเป็นลูกค้ากลุ่มหลักอีกกลุ่มหนึ่งของไปรษณีย์ไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็นบริการ Prompt Post เตรียมการฝากส่งล่วงหน้าได้จากที่บ้าน ไม่ต้องเสียเวลาในการมารอคิว บริการเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD) เป็นบริการเสริมใช้ควบคู่กับบริการ EMS โดยจัดทำจ่าหน้าผ่านระบบ Prompt Post ผู้รับปลายทางสามารถชำระเงินค่าสินค้าผ่าน Wallet@Post ของไปรษณีย์ไทย

“ที่ผ่านมาการบริการแบบวันเดียวได้ เราไม่ได้เน้น คนที่ทำอยู่ตอนนี้ก็จะเน้นส่งอาหารเป็นหลัก แต่ต่อไปถ้าจะทำก็ทำได้ แต่อย่างที่บอกเรามีหลายๆ เรื่องที่ต้องทำ จะมาเน้นในทุกเรื่องคงไม่ได้ แต่ถ้าปีหน้าจัดกำลังได้ เราก็พร้อมลุยนะ แต่อาจจะโฟกัสพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน”

ความได้เปรียบของไปรษณีย์ไทยที่แตกต่างจากผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์รายอื่น คือการรู้จริงในพื้นที่ ความชำนาญในการส่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น ในองค์กรเองการสร้างวัฒนธรรมความเป็นพี่เป็นน้องก็สำคัญมาก และต้องรักษาจุดแข็งนี้ไว้ให้ได้

เธอยังทิ้งท้ายว่า

“สิ่งที่ต้องย้ำกับผู้บริหารทุกคนไม่ว่าระดับไหนก็แล้วแต่ ทุกคนต้องทำงานด้วยเท้า หมายถึงต้องติดดิน ต้องคุยกับทุกคนได้ พนักงานของเราส่วนหนึ่งเป็นคนที่ไม่ได้จบการศึกษาสูงๆ แต่คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ส่งต่อแบรนด์ ทำให้ไปรษณีย์ไทยเป็นที่ประทับใจมานานกว่า 100 ปี ดังนั้นต้องให้โอกาสเขาในการเข้ามาเป็นพนักงานประจำ สร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เพราะจะทำให้เขาเต็มที่ในการทำงานด้วย”  

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer