K-Plus VS แม่มณี ใครแมสกว่ากัน

รู้สึกได้เลยว่า 1-2 ปีที่ผ่านมา การแข่งขันให้บริการ โมบาย แบงกิ้ง จากฟากธนาคาร เริ่มดุเดือดขึ้นทุกลมหายใจ ทั้งการโปรโมตและโปรโมชั่น เพื่อหวังว่าบริการโมบายแบงกิ้งจะเป็นส่วนหนึ่งให้ธนาคารได้เข้ามาเป็นธนาคารหลักของผู้ใช้บริการ

โดยเฉพาะการแข่งขันกันระหว่างแบงกิ้งแอปพลิเคชั่น ของ 2 ธนาคารยักษ์ใหญ่ K-Plus ในค่ายสีเขียว ธนาคารกสิกรไทย กับ SCB Easy หรือที่ใครๆ เรียกว่า แม่มณี จากค่ายสีม่วง ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ต่างแย่งชิงความเป็นหนึ่งในฐานะผู้ให้บริการโมบายแบงกิ้ง

การแข่งขันนี้เริ่มเข้มข้นนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมาหลังธนาคารไทยพาณิชย์ได้ยกเครื่อง SCB Easy ใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ใช้งานที่มีอัตราการเติบโตขึ้นทุกๆ วัน โดยไม่มีล่ม พร้อมปรับแต่งฟีเจอร์ใหม่ๆ ในแอปให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่ที่มากกว่าเดิม

ซึ่งการปรับโฉมครั้งใหม่ของ SCB Easy นี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมในวงการโมบายแบงกิ้ง จากกลยุทธ์การตลาดหลังเปิดตัว ที่แรง และเร้าใจ ทั้งการโปรโมตและโปรโมชั่น ผ่านพาร์ตเนอร์ที่มีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดประสบการณ์การใช้งานอย่างต่อเนื่อง จนติดเป็นความเคยใช้ เช่นที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับเดอะมอลล์ออกแคมเปญ ได้เงินแคชแบคคืนเมื่อจ่ายด้วยแอป SCB Easy เป็นต้น

 Mobile Banking ธุรกรรมที่โตวันโตคืน Q1/2560 Q2/2560 Q3/2560 Q4/2560 Q1/2561 Q2/2561 ลูกค้า (ราย) 23,892,462 26,322,671 28,442,453 31,634,571 34,503,696 37,973,421 จำนวนธุรกรรม (พันรายการ) 213,952 255,802 333,741 426,436 482,632 575,376 มูลค่าธุรกรรม (พันล้านบาท) 1,782 1,975 2,368 2,874 3,203 3,641 ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย, ตุลาคม 2561

การรุกตลาดของ SCB Easy เชื่อว่า ทำให้พี่ใหญ่ อย่าง K-Plus เริ่มอยู่เฉยไม่ได้ จนต้องออกมาปรับโฉมใหม่ ให้ทันสมัย รองรับธุรกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมโอนเงินผ่านแอปฯ เมื่อซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ และโอนเงินให้กันแทนเงินสด เพราะความสะดวกสบายที่มากกว่า

ยกเครื่องใหม่ ใช้เวลานานแค่ไหน K-Plus SCB Easy ระยะเวลาพัฒนาแอปใหม่ 12 เดือน 10 เดือน โฉมเก่า ปรับปรุงใหญ่ครั้งสุดท้ายเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา 15 ปีที่ผ่านมา งบลงทุนด้านไอทีทั้งหมด 5,000 ล้านบาท N/A ที่มา : กสิกรไทย และไทยพาณิชย์, ตุลาคม 2561

เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน แล้ว 2 แอปนี้จะแข่งขันกันอย่างไร

K-Plus แมสใหญ่ไม่พอ ต้องเปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น

หลังจากที่ธนาคารกสิกรไทยได้ปล่อยให้ SCB Easy เปลี่ยนโฉมใหม่ นำไปก่อนเกือบ 1 ปี ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวโฉมหน้าใหม่ของ K-Plus ที่ พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลว่าเป็นการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับการใช้งานสูงสุดมากกว่า 100 ล้านครั้งพร้อมๆ กัน

ซึ่งการยกเครื่องใหม่ของ K-Plus นี้เป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี เพื่อเตรียมพร้อมรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

เพราะเป้าหมายของพัชร คือการใช้ K-Plus เป็นหนึ่งในแอปที่ทุกคนต้องใช้บริการ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้เกิดยอดลูกค้าใหม่ให้กับธนาคาร เติบโตปีละ 2 ล้านบัญชี ภายใน 3 ปี หรือรวมลูกค้าทั้งสิ้น 20 ล้านบัญชีในปี 2564

จากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยมีลูกค้าใหม่เฉลี่ยปีละ 1 ล้านกว่าเท่านั้น

ซึ่งการปรับใหม่ในครั้งนี้มีความน่าสนใจ 2 ด้าน คือ

1. เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานใหม่

ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานใหม่มีอยู่ด้วยกัน 4 เรื่องคือ

-เปลี่ยนโลโก้ใหม่ จากเดิมที่โลโก้เป็นตัว K ที่เขียนในรูปแบบตวัดพู่กัน เป็น K ที่ใช้ฟอนต์ดูแข็งแรง และทันสมัยมากขึ้น ซึ่งตัว K ที่อยู่ในโลโก้เดิมนั้น พัชรได้บอกว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ใช้ K ในรูปแบบนี้มานานกว่า 70 ปี

– เปลี่ยน User Interface ใหม่ ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนฟีเจอร์หน้าแรกได้ตามที่ต้องการ และมีการเพิ่มฟังก์ชันไลฟ์สไตล์ที่เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล  มีการนำฟีเจอร์ที่ในอดีตผู้ใช้บริการหาไม่เจอ ขึ้นมาโชว์ในหน้าธุรกรรมหลัก และสามารถใช้เสียงสั่งงานธุรกรรมที่ใช้เป็นประจำได้ เช่น สั่งให้แอปเติมเงินเข้า Easy Pass ได้

– นำระบบ AI ที่ธนาคารกสิกรไทยเรียกระบบ AI ที่พัฒนานี้ว่า KADE มาช่วยวิเคราะห์ ประมวลผลพฤติกรรมของผู้ใช้งานเฉพาะบุคคลผ่าน Big Data

– เพิ่มบริการกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็มธนาคารกสิกรไทย ผ่านแอป K-Plus โดยไม่ต้องใช้บัตรเอทีเอ็ม และสามารถโอนเงินได้โดยไม่ต้องปิดไวไฟ

2. เปิด K-Plus สู่ Open Platform

นำเสนอบริการผ่านคอนเซ็ปต์ “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น” ด้วยการเปิดตัวเองเป็น Open Platform ที่เปิดให้พันธมิตรเข้ามาเชื่อมต่อบริการของพันธมิตรให้อยู่ในแอป K-Plus เช่น การเช็กพอยต์ หรือรีวอร์ดของแบรนด์พันธมิตรผ่านแอป K-Plus เป็นต้น

ซึ่งเป้าหมายของพัชรในการเปิดแอปให้เป็น Open Platform คือ ต้องการให้แอป K-Plus เป็นแอปที่ลูกค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการจ่ายเงินและไลฟ์สไตล์

โดยที่ผ่านมา ปัญหาของธนาคารกสิกรไทยคือ ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการผ่าน K-Plus ถ้าไม่นับรวมการเช็กยอดเงินในบัญชี 99% ของธุรกรรมผ่าน K-Plus ใช้เพื่อการโอนเงินเป็นหลัก ส่วนธุรกรรมไลฟ์สไตล์มีเพียง 1% เท่านั้น

และการเปิด K-Plus ในรูปแบบใหม่นี้ พัชรเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดผู้ใช้งานในส่วนของไลฟ์สไตล์เป็น 5-10% ได้ภายใน 1 ปี

  

      2559       2560 2561
จำนวนผู้ใช้บริการ K PLUS (ล้านราย)   4.6    7.3 9.4 (สิ้นสุด กันยายน 2561)
ปริมาณธุรกรรมผ่าน K PLUS (ล้านรายการต่อปี) 1,646 3,052 3,634

(ม.ค.–ก.ย.2561)

 

ใครแมสกว่ากัน K-Plus SCB Easy ผู้ใช้บริการแอปโมบายแบงก์กิ้ง 9.4 ล้านราย (แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ 2.1 ล้านราย นับจากสิ้นปี 2560) 8 ล้านราย (แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ 4 ล้านราย : นับจากยกเครื่อง SCB Easy ใหม่ในเดือน กันยายน 2560) บริการยอดนิยม เช็คยอด (เฉลี่ย 1 คน ใช้ 1.7 ครั้งต่อวัน) โอน (เฉลี่ย 1 คนใช้ 0.7 ครั้งต่อวัน) โอน เติมเงิน จ่ายค่าบริการ ธุรกรรมต่อเดือน 125 ล้านครั้ง (เฉพาะโอน-เติม-จ่าย) ธุรกรรมรวมทั้งหมด 80 ล้านครั้ง เป้าหมายสิ้นปี 2561 ผู้ใช้บริการ K-Plus มากกว่า 10 ล้านราย เพิ่มลูกค้าใหม่ให้กับธนาคารกสิกรไทยปีละ 2 ล้านราย ผู้ใช้บริการ SCB Easy 9-10 ล้านราย -ปริมาณธุรกรรมผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดอยู่ที่ประมาณ 14-15 ล้านธุรกรรม ลูกค้าธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย 15 ล้านบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ 14 ล้านบัญชี ที่มา : กสิกรไทย และไทยพาณิชย์, ตุลาคม 2561

 

แม่มณี 1 ปี เติบโตแบบ Easy

หลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ยกเครื่องแอป SCB Easy ใหม่ เมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมทำกิจกรรมการตลาดแบบโหมกระหน่ำ เพื่อไล่ตามกสิกรไทย ในแง่ของจำนวนผู้ใช้แอปและลูกค้าธนาคาร

ในวันนี้แม่มณีได้แผลงฤทธิ์แบบ Easy Easy จากยอดลูกค้าใหม่ที่สมัครใช้งานแอป SCB Easy เพิ่มขึ้น 4 ล้านราย ภายใน 1 ปี 1 เดือน หลังเปลี่ยน SCB Easy เวอร์ชั่นใหม่

จน SCB Easy มียอดผู้ใช้ทั้งสิ้น 8 ล้านราย

แม้ K-Bank จะปรับโฉมใหม่ แต่ ธนา โพธิกำจร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสาย Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ได้มองว่า SCB EASY สามารถเพิ่มยอดผู้ใช้ได้มากกว่า 9-10 ล้านราย ได้ไม่ยาก

โดยการขยายผู้ใช้งานของ SCB Easy ธนาได้ใช้กลยุทธ์ วาง SCB Easy เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงินได้อย่างครบวงจร พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งที่ธนาได้ทำล่าสุดในการผลักดัน SCB Easy สู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มคือ

1. การขยายเพดานการโอนเงินต่างธนาคารผ่าน SCB EASY จากเดิมวงเงิน 50,000 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็น 7 แสนบาท/ครั้ง สูงสุด 2 ล้านบาท/วัน เพื่อรองรับการทำธุรกรรมขนาดใหญ่และรองรับธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ (Net Settlement) ในระยะต่อไป

2. ผลักดันการใช้งาน “ระบบ QR Code Payment” ด้วยการแนะนำบริการไปยังผู้ประกอบการธุรกิจในสถาบันการศึกษา วัด และโรงพยาบาล มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณจุดรับ QR Payment ที่ปัจจุบันมีอยู่ที่ 1.2 ล้านราย เพื่อเป้าที่วางไว้คือเพิ่มปริมาณธุรกรรมผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด 14-15 ล้านธุรกรรมภายในสิ้นปี 2561

ทั้งนี้ การบุกตลาดของทั้ง 2 ธนาคาร เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทั้ง 2 ธนาคารต้องการเป็นธนาคารหลักของผู้ใช้งาน เพราะในปัจจุบันคนไทยมีบัญชีธนาคารเฉลี่ยคนละ 1.2-1.5 บัญชี และการทำให้เป็นธนาคารหลักที่ใช้งานได้ โอกาสในการต่อยอดลูกค้าคนเดิมสู่บริการใหม่ๆ อย่างเช่นสินเชื่อ บัตรเครดิต และอื่นๆ ของธนาคาร ก็มีมากขึ้น

แล้วคุณว่า ใคร แมส กว่ากัน

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer