“คาราโอเกะ” ห้องดนตรีที่กำลังเจอฝันร้าย

สำรวจ ตลาดห้องคาราโอเกะ ทำไมเสียงร้องเริ่มแผ่วลง ? ยักษ์ใหญ่ เมเจอร์ โบว์ล กรุ๊ป มีรายได้เท่าไร ?

คุณร้องคาราโอเกะนอกบ้านครั้งสุดท้ายเพลงอะไร?

เชื่อว่าหลายคนน่าจะใช้เวลานึกอยู่นานเลยทีเดียว เพราะนี่คือธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจนเกิดการเปลี่ยนเกม

เพราะจากความบันเทิงระดับ Mass หาได้ตั้งแต่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่จนถึงห้างค้าปลีกอย่าง Tesco Lotus และ Big C

แต่เวลานี้ศูนย์การค้าหลายแห่งโดยเฉพาะในโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ยุบโซนตู้คาราโอเกะที่ในอดีตเคยสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ 

ภาพคนกำเหรียญ 10 บาทต่อคิวเพื่อเข้าไปโชว์พลังเสียงในตู้คาราโอเกะ กำลังค่อยๆ กลายเป็นแค่ภาพทรงจำในอดีต

และไม่ใช่แค่ “ตู้คาราโอเกะ 10 บาท” ที่ค่อยๆ หายไป สถานประกอบการยามค่ำคืนหลายแห่งเองก็ออกมายอมรับว่า ได้ลดจำนวนห้องคาราโอเกะน้อยลงกว่าในอดีต

หรือถ้าให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น นั่นคือยักษ์ใหญ่ในวงการภาพยนตร์อย่าง “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป” ที่ในอดีตเคยจริงจังกับธุรกิจนี้ และเคยมีห้องคาราโอเกะที่อยู่ในโซน “บลูโอ รึธึม แอนด์ โบว์ล” มากถึงเกือบๆ 250 ห้อง แต่เมื่อสิ้นปีที่แล้วเหลือเพียง 169 ห้อง

และที่น่าสนใจกว่านั้นแม้ฟากธุรกิจโรงหนัง “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป” จะมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่กับธุรกิจโยนโบว์ลิ่งและคาราโอเกะกลับขาดทุนต่อเนื่องมา 3 ปีติดต่อกัน

ทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานชัดเจนว่าธุรกิจ “คาราโอเกะ” กำลังพบเจอกับฝันร้าย แล้วอะไรคือศัตรูตัวฉกาจทางการตลาดของธุรกิจ “คาราโอเกะ”

แรกสุดคือถูกขโมยซีนจาก Smartphone ในอดีตคนที่ไปโรงหนังแล้วรอหนังฉายนั้นก็จะมีกิจกรรมบันเทิงคั่นเวลาด้วยการไปตู้คาราโอเกะที่อยู่ในโซนใกล้เคียงโรงภาพยนตร์

แต่เดี่ยวนี้การคั่นเวลาของคนที่ไปดูหนังคือการอยู่หน้าจอ Smartphone ไม่ว่าจะเล่นเกม, คุยแชท, ชมสารพัด Content รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ในศูนย์การค้าที่การร้องเพลงในตู้คาราโอเกะถูกแทนที่

ข้อต่อมาคือ วงการเพลงไทยที่ไม่ป๊อปปูล่าเหมือนในอดีต นับตั้งแต่ที่ Grammy และ RS หันมาจริงจังกับธุรกิจใหม่อย่างทีวีดิจิทัล บวกกับธุรกิจเพลงถูก Digital Disruption จนทำให้ 2 ค่ายใหญ่ผลิตศิลปินและผลงานเพลงน้อยลงกว่าในอดีต

เมื่อผลงานเพลงโดนๆ ไม่มีออกมาสู่ตลาดมากนัก ฟิลลิ่งการร้องเพลงของคนทั่วไปก็ลดน้อยลงหากเทียบกับในอดีต ย่อมทำให้ ตลาดห้องคาราโอเกะ แผ่วลงไปด้วย

สุดท้ายและเป็นข้อสำคัญสุด นั่นคือธุรกิจ “คาราโอเกะ” เองก็เจอ Digital Disruption โดยตรง จาก Youtube ที่มี Content เพลง คาราโอเกะ ตัดเสียงร้องตัวอักษรวิ่ง ให้เลือกสารพัดเพลง แถมยังเป็นของฟรี รวมไปถึง Application ฟังเพลงต่างๆ ที่มีโหมด “คาราโอเกะ” แถมยังอัดเสียงร้องได้ อย่างเช่น JOOX เป็นต้น

รวมไปถึงบรรดาค่ายผู้ผลิตเครื่องเสียงเองก็หันมาผลิต Sound Bar เครื่องขยายเสียงขนาดเล็กที่มีไมค์ร้องเพลง และมีราคาตั้งแต่ 4,000-15,000 บาท

เมื่อ Content คาราโอเกะ เป็นของฟรีที่หาได้ในโลกออนไลน์ บวกกับราคาเครื่องเสียงที่คุณภาพดีราคาถูกลง การร้องคาราโอเกะเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง “เสียเงินไปร้องเพลงนอกบ้าน”

และเมื่อลูกค้ามองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยอดเหรียญร้องเพลงตู้คาราโอเกะเหมือนอย่างในอดีต ทำให้ผู้ประกอบการที่เอาตู้คาราโอเกะเช่าพื้นที่ห้างวางไว้บริการ ต้องพบกับคำว่า “ขาดทุน” อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดทนแรงเสียดทานไม่ไหวต้อง “เลิกกิจการ” ไปในที่สุด 

“ตู้คาราโอเกะ” เวลานี้เลยกลายเป็นของหายาก จะมีให้เห็นอยู่บ้างก็ศูนย์การค้าตามพื้นที่ต่างจังหวัด 

เพราะฉะนั้นเวลานี้หากใครอยากระลึกความหลังฟิลลิ่งความสนุกในการร้องเพลงใน “ตู้คาราโอเกะ” หยอดเหรียญ

คงหาที่ระลึกถึงความทรงจำได้ยากหน่อย

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer