ถ้าคนครึ่งโลกบอกว่า “เปเล่”เก่งที่สุด อีกครึ่งก็จะบอกว่า “มาราโดน่า” ถ้ารถหรูมีเมอร์ซิเดสเบนซ์ ก็ต้องมีบีเอ็มดับเบิ้ลยูผงาดข้าง แมคโดนัลด์อร่อยสุด? เบอร์เกอร์คิงสวนว่าไม่จริงหรอก และถ้าใครบอกว่า เวสป้า คือจ้าวแห่งสกู๊ตเตอร์ นั่นแปลว่าคุณยังไม่รู้จัก “แลมเบรตต้า”

ค.ศ.1945 หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์สงคราม เรือ เครื่องบินรบมากมายหลายแห่งในอิตาลีต้องปิดตัวลง

“Piaggio” และ “Innocenti” คือสองตระกูลผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องบินรบ เมื่อพิเคราะห์ดูสภาพโรงงานของตัวเองก็ยังคงมีเครื่องจักรที่เหลือรอดไม่ถูกถล่ม ถ้าเปลี่ยนจากเครื่องบินรบเป็นยานพาหนะอื่นก็น่าจะยังพอผลิตได้อยู่

ไอเดียของทั้งคู่ คือการสร้างยานพาหนะขนาดเล็ก กะทัดรัด คล้ายมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ไว้ใช้ขนอาวุธในสงคราม แต่ดัดแปลงให้เหมาะสำหรับขับขี่มากขึ้น

ทั้งคู่ตัดสินใจแปลงโรงงานตนเองเพื่อผลิตเจ้ายานพาหนะรูปแบบใหม่นี้อย่างจริงจัง  ฝ่าย “Enrico Piaggio” ผู้นำตระกูล Piaggio ในขณะนั้น ได้ให้กำเนิดยานยนต์ขนาด 2 ล้อ ที่ขับเคลื่อนโดยสายพาน ด้วยรูปร่างคล้ายตัวต่อ จึงเป็นที่มาของชื่อ “Vespa” ที่แปลว่าตัวต่อในภาษาอิตาลีนั่นเอง

Enrico Piaggio

ขณะที่ “Ferdinando”  ผู้นำตระกูล Innocenti ก็พัฒนาสกู๊ตเตอร์ของตนเองขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 1947 จนถึงปี 1951 ที่ประสบความสำเร็จ สร้างโมเดลต้นแบบของ Lambretta โดยเป็นชื่อของเทพยดาแห่งแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงานผลิตแห่งแรกในเมืองมิลาน

Ferdinando Innocenti

ด้วยสมรรถนะการขับขี่ ความทนทาน แรงบิดมหาศาลถ้าเทียบกับรถเล็กแบรนด์อื่น มุดตรอกซอกซอยสะดวก ใช้บรรทุกของหนักก็ยังไหว นี่จึงเป็นสรรพคุณแรกที่เจ้าสองล้อเล็กได้รับการยอมรับเรื่องของฟังก์ชันการใช้งาน ที่สำคัญคือรูปทรงอันโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร กลายเป็น Iconic ของความ “อิสระ” ที่วัยรุ่น เด็กแนว ทุกยุคทุกสมัยอยากจะครอบครองไม่คันใดก็คันหนึ่ง

Vespa และ Lambretta ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รุ่นยอดฮิตของเวสป้าอย่าง 1964, Sprint, PX ส่วนแลมเบรตต้ามีตั้งแต่ซีรีส์ 1-4 โดยแต่ละรุ่นยังคงสไตล์คลาสสิกเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะระบบ “เกียร์มือ” ดังมนตร์เสน่ห์ร่ายให้ทั้งสองแบรนด์เป็นสกู๊ตเตอร์ที่ผู้คนทั่วโลก ชื่นชมหลงใหล

 

 

แต่เวลาผ่านไปเหมือนหนังคนละม้วน

ราวปี 1970 เป็นช่วงที่รถจักรยานยนต์จากญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเข้าไปตีตลาดทั่วโลก แม้แบรนด์จากยุโรปจะได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน อย่างไรก็ตาม เวสป้ายังคงพยุงยอดขายไปได้เรื่อยๆ  กระทั่งราวปี 2000 ที่มีการปรับโฉมครั้งใหญ่จากเกียร์มือเป็นระบบเกียร์ CVT (ออโต้) ที่เราเรียกว่า “New Vespa Model” โดยมีฐานการผลิตใหญ่ที่เวียดนาม ตีตลาดทั่วเอเชีย

ถึงแม้จะได้ชื่อว่าผลิตเวียดนาม แต่ด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่งจนแฟนๆ มองข้ามประเด็นนี้ไป ปัจจุบันบริษัท พิอาจิโอ ยังคงเป็นบริษัทแม่ของเวสป้า โดยบ้านเรามีบริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2010

เวสปิอาริโอนี้เองที่เป็นผู้จุดกระแสรถสกู๊ตเตอร์คลาสสิกให้ติดในประเทศไทยได้อีกครั้ง ด้วยการทำการตลาดสมัยใหม่ ลงทุนวางระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เราจึงเห็นเวสป้าโลดแล่นบนถนนเมืองไทยจนเกลื่อน พร้อมกับถือกำเนิดเซกเมนต์ใหม่ในตลาดมอเตอร์ไซค์ ที่ผู้บริหารเวสปิอาริโอเรียกตัวเองว่า “พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ ขึ้นมา”

 

สกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่ราคาเป็นล้าน

กลับไปที่คู่แข่งอย่างแลมเบรตต้า ตรงข้ามกับเวสป้าชนิดฟ้ากับเหว ด้วยไม่สามารถปรับตัวในยุคที่แบรนด์ญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดมอเตอร์ไซค์ราคาถูก ทำให้ยอดขายลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดต้องปิดไลน์ผลิตสกู๊ตเตอร์ที่มิลาน (จริงๆ ตระกูล Innocenti มีธุรกิจอื่นอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ อุตสาหกรรมเหล็กอื่นๆ บางเว็บต่างประเทศบอกว่าสาเหตุที่ต้องปิดเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น กำไรน้อย สู้ลงทุนอย่างอื่นดีกว่า)

ต่อมาได้ขายไลเซนส์ให้กับโรงงานต่างๆ โรงงานที่สำคัญคือที่อินเดีย ที่ทำให้ที่อินเดียมีรถทรงแลมเบรตต้าใช้กันทั่วท้องถนนและแผ่อิทธิพลมาถึงคนไทย

เวลาผ่านไป ถึงแม้จะมีผู้เล่นหน้าใหม่พยายามนำความเป็นแลมเบรตต้ามาสานต่อ อย่าง Scomadi แบรนด์จากอังกฤษ หรือ Royal Alloy ที่หน้าตาทรวดทรงองค์เอว “ได้แรงบันดาลใจ” จากแลมเบรตต้ามาเป๊ะๆ แต่ดูเหมือนสาวก “แลมบ์” ก็ไม่ได้ให้ราคาเท่าไหร่นัก

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าคนเล่นสกู๊ตเตอร์สายคลาสสิกไม่ค่อยใช้เหตุผลในการตัดสินใจ พวกเขาสะดวกที่จะใช้อารมณ์มากกว่า

เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมีแบรนด์เกิดใหม่หน้าตาจะเหมือน แต่ความรู้สึกของพวกเขาถ้าจะเทียบกับเวสป้าได้ต้องเป็น “แลมเบรตต้า” เท่านั้น

https://www.pinterest.com/pin/293508100691630613/

แลมเบรตต้าเมดอินอิตาลีจึงกลายเป็นตำนานแห่งสกู๊ตเตอร์คลาสสิก ไม่มีผลิตใหม่มีแต่มือสองที่นักสะสมใจรักจริงเล่นกัน ไม่ต้องพูดถึงราคา บอกเลยว่าเกินกว่าที่คุณคิดไว้แน่ เอาว่าสภาพแย่ๆ ไม่ต่างจากเศษเหล็ก ราคาปาไปแสนกว่าบาท จนถึงสามแสน ยิ่งถ้าทะเบียนแท้อิตาลี โครงเลขตัวถังเดิม ไม่ตอก ไม่สวม สตาร์ทปุ๊บวิ่งปั๊บ ราคาซื้อขายที่ต่างประเทศเหยียบล้านบาท!

แต่นั่นเป็นเพียงแค่การซื้อขายเฉพาะกลุ่ม ถ้าจะพูดถึงการขับเคลื่อนของตลาดพรีเมียมสกู๊ตเตอร์อันแท้จริง มีเพียงแค่เวสป้าเท่านั้น เรียกว่าชงเอง ตบเอง กินรวบก้อนเค้กอยู่เจ้าเดียว คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะมีใครบอกว่าจ้าวแห่งสกู๊ตเตอร์ในประเทศไทยคือเวสป้า

 

วันที่ เวสป้า ครองเมือง

“โชคดีแล้วทูนหัว มี…ขี่เวสป้า” เป็นประโยคที่พ่อบ้านเวสป้ามักจะใช้กันบ่อยๆ

นับตั้งแต่ปี 2010 ที่บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เป็นผู้แทนจำหน่ายแบรนด์เวสป้าประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ปี 2019 เข้าสู่เป็นปีที่ 9 แล้วที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ยังจำได้ว่าวันแรกที่เปิดตัวในประเทศไทย พรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บอกกับ Marketeer ว่าเป้าหมายขอเพียง 1% จากแชร์มอเตอร์ไซค์ทั้งหมด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

https://www.instagram.com/p/BmVlv2CBfg3/

วันนี้ New Vespa มียอดขายสะสมประมาณ 65,000 คัน (ถึงกรกฎาคม 2018) อาจจะเป็นตัวเลขที่น้อยนิดสำหรับเจ้าตลาดมอเตอร์ไซค์อย่างฮอนด้า ยามาฮ่า แต่ถ้าเทียบกับแบรนด์ Underdog ด้วยกัน ถือว่ามากเลยทีเดียว

แต่ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ยอดขายแต่เป็นการสร้างเซกเมนต์ใหม่อย่างพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ให้ติดตลาด

พรีเมียมอย่างไร ถ้าเทียบกับสกู๊ตเตอร์ทั่วไปในตลาด เปรียบเทียบโดยใช้ CC เป็นตัววัด เริ่มจากรุ่น 125 CC ของฮอนด้าอย่าง สกู๊ปปี้ไอ หรือ Fino ของยามาฮ่า ราคาก็จะอยู่ประมาณ 50,000 บาท แต่ถ้าเป็น Vespa LX ขนาด 125 CC ราคาจะเริ่มต้นอยู่ประมาณ 80,000 บาท

ถ้ารุ่น 150 CC จะเป็น Honda PCX หรือ Yamaha NMax ราคาจะอยู่ประมาณ 80,000-90,000 บาท ส่วน Vespa Sprint จะอยู่ที่ประมาณ 120,000-140,000 บาท

จนถึงรุ่น 300 CC ถ้า Forza ของฮอนด้า หรือ Xmax ของยามาฮ่า ราคาจะอยู่ประมาณ 160,000-170,000 บาท ส่วน Vespa GTS จะอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท

ถ้าเทียบรุ่นต่อรุ่น สมรรถนะการขับขี่แบรนด์ญี่ปุ่นกับอิตาลีแทบจะไม่ต่างกัน อารมณ์การขับขี่คือบิดอย่างเดียวหรือฟีเจอร์บางอย่างค่ายญี่ปุ่นดูไฮเทคกว่าด้วยซ้ำ ยังไม่รวมเรื่องอะไหล่ดูแลรักษา ที่แบรนด์ยุโรปผลิตเวียดนามแต่แพงกว่าแบรนด์ญี่ปุ่นหูฉี่ คำถามคือรู้ทั้งรู้ แต่ทำไมคนถึงยอมจ่ายแพงกว่า

คำตอบแบบทุบกำปั้น “เพราะมันคือเวสป้าไง”

 

พรีเมียมสกู๊ตเตอร์มีอยู่จริง

หลุยส์ ชาแนล บาเลนซิเอก้า ของแท้แตกต่างกว่าของก๊อบเกรด Mirror ตรงไหน แน่นอนคุณภาพ วัสดุเป็นอันดับแรก แต่แค่นั้นจะทำให้ราคาแตกต่างกันเป็นหมื่นเป็นแสนหรือ? คำตอบ เพราะคุณค่าของแบรนด์ที่เข้าไป Full Fill ส่วนลึกในจิตใจเรา ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าต่างหากที่มันแพง

คุณไม่ได้ถือหลุยส์เพราะแค่อยากให้คนอื่นรู้ว่าคุณรวย แต่คุณสามารถตอบกับตัวเองได้ว่า คุณกำลังครอบครอง “งานศิลปะในรูปแบบกระเป๋า”ที่มีประวัติศาสตร์เป็นร้อยปี มันล้ำค่าที่สุด และมันเป็นของแท้!

นี่คือความรู้สึก นี่คืออารมณ์ และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “อารมณ์” คือ “เหตุผล” ที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจของมนุษย์

https://www.gq.com/story/modern-mods

เวสป้าก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ใช่แบรนด์หรูที่มีประวัติศาสตร์เป็นร้อยปี อย่างแบรนด์กระเป๋าที่ยกตัวอย่างมา แต่สำหรับคนเล่นรถคลาสสิก เวสป้าก็ถือว่าสุดแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งถึงราคาต่างกันตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนถ้าเทียบกับแบรนด์ญี่ปุ่น แต่มันสุขที่ได้ครอบครองกว่า

ตรงนี้ล่ะ คือความพรีเมียม ซึ่งผู้บริหารเวสปิอาริโออ่านขาดว่า เซกเมนต์พรีเมียมสกู๊ตเตอร์นั้นมีอยู่จริง มีคนที่มองว่าสองล้อไม่ได้เป็นแค่พาหนะ แต่เป็น Accessory อย่างหนึ่ง ยอมจ่ายมากกว่าเป็นหมื่นเป็นแสนเพื่อให้ได้ของที่ “สะท้อนตัวตน” มากกว่า

 

ทำแบรนด์ให้เป็นพรีเมียมแมส

แน่นอน ชื่อของเวสป้าขายได้ในตัวเองอยู่แล้ว  มีแฟนคลับอยู่จำนวนหนึ่ง ตรงนี้เป็นแต้มต่อในตลาด หมายความว่าไม่ต้องโปรโมตก็มีลูกค้าพร้อมจับจองอยู่แล้ว แต่ถ้าขายคนแค่นั้น เราก็คงไม่ได้เห็น “เจ้าตัวต่อ” เกลื่อนถนนดังทุกวันนี้

พรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด

ความท้าทายของเวสปิอาริโอ คือการทำแบรนด์เวสป้าให้เป็นพรีเมียมแมส ทำอย่างไรให้คนทั่วไปที่รู้จักเวสป้าแค่รถขนผ้าพาหุรัด ได้เห็นว่า New Vespa นั้นหรูหราแค่ไหน

ทำอย่างไรที่จะให้คนมองว่า New Vespa คือสัญลักษณ์ของความอิสระ การผจญภัย แฟชั่น การแต่งตัว

ทำอย่างไรให้คนที่เคยขี่เวฟ ขี่ฟีโน่มาก่อน อยากจะอัพเกรด เพิ่มเงินขยับซีซีมาเป็นเวสป้า

จริงๆ แล้วทั้งเรื่องความอิสระ การผจญภัย แฟชั่น ต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เกือบทุกแบรนด์ทำกันอยู่แล้ว แบรนด์ญี่ปุ่น สกู๊ปปี้ไอ ฟีโน่ก็โหมเรื่องนี้ จ้าง Presenter, Influence วัยรุ่นคนรุ่นใหม่มาสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์อยู่ตลอด

เพราะฉะนั้นเวสปิอาริโอต้องหา Positioning ของแบรนด์ให้ชัดยิ่งขึ้น อะไรที่เวสป้ามีแต่แบรนด์อื่นไม่มีหรืออาจจะมีไม่เท่า

เวสปาริโอรู้ดีว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คนที่ชื่นชอบในความคลาสสิก ความร่วมสมัย ความรู้สึกโหยหาอดีต nostalgia ยังคงมีอยู่ และนี่คือสิ่งที่เวสป้ามี คือแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ ความคลาสสิกของรถยุโรปที่ลอกเลียนแบบไม่ได้

1 รถยุโรป 2 ความคลาสสิก คือ Positioning ที่กลายเป็น Big Idea ในทุกการทำตลาดของ เวสป้า

ทั้งเว็บไซต์ โซเชียล กระดาษแผ่นพับ สื่อประชาสัมพันธ์ทุกอย่าง รวมทั้งทุกกิจกรรมที่ทำ ทุกอีเวนต์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ การทำบูธ โรดโชว์ต่างๆ ทุกอย่างจะมีมู้ดแอนด์โทนหรือธีมที่สะท้อนความเป็นยุโรป มีความคลาสสิก ความร่วมสมัย ที่ค่อยๆ ซึมลึกเข้าสู่การรับรู้ของผู้บริโภค

นอกจากความคลาสสิก คีย์เวิร์ดสำคัญคือ ทำให้เห็นว่าแบรนด์ New Vespa นั้นแตกต่างจากคนอื่น คนขี่เวสป้าคือคนรุ่นใหม่ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน

อย่างแคมเปญ NOT FOR EVERYONE. IS IT FOR YOU? ของปี 2017 ที่ชื่อแคมเปญก็บอกชัดเจนว่า คนขี่ เวสป้า คือคนที่มีความแตกต่าง คนที่ไม่ตามกระแส คนที่ไม่อยากเหมือนใคร และไม่อยากให้ใครเหมือน

เมสเซสนี้ถูกย้ำอีกครั้งช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา คราวนี้ใช้ชื่อแคมเปญว่า “NOT FOR EVERYONE” ซึ่งเนื้อหาใจความยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการดูแลหลังการขายที่เข้มข้นกว่า

จากวันแรกที่เปิดตัวรุ่นถูกสุดประมาณ 80,000 บาท ทุกคนตั้งคำถามว่า “มอเตอร์ไซค์คันแค่นี้อะนะ ราคาเกือบแสน” หรือตัวทอปสุดตอนนั้น GTS 300 Made in Italy ราคา 350,000 บาท

“บ้าไปแล้ว นั่นซื้อรถยนต์ได้เลยนะจ๊ะพี่จ๋า”

9 ปีผ่านไป คนส่วนใหญ่ก็ยังถามคำถามนี้เหมือนเดิม แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับคนอีกไม่น้อยที่รู้แล้วว่า เวสป้า=ความคลาสสิก+ความแตกต่าง และควักกระเป๋าจ่ายเพราะอยากได้ความหรู เท่ ไม่เหมือนรถมอเตอร์ไซค์บ้านทั่วไป

“ไม่บ้าหรอก พอดีมันเป็นเวสป้าค่ะน้อง”

 

หน้าใหม่ไม่สามารถเทียบเคียงได้

หลังจาก เวสป้า สร้างยอดขายได้เรื่อยๆ ผู้ประกอบการเจ้าอื่นก็เริ่มมองเห็นแล้วว่าพรีเมียมสกู๊ตเตอร์คือบลูโอเชียนที่น่ากระโดดเข้ามาร่วมวง

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีพรีเมียมสกู๊ตเตอร์หน้าใหม่เข้ามาในตลาดบ้านเรา ไม่ว่าแบรนด์ Scomadi, Royal Alloy (แตกมาจาก Scomadi) ที่หน้าตาทรวดทรงองค์เอว “ได้แรงบันดาลใจ” ถอดจากแลมเบรตต้ามาเป๊ะๆ

ทว่า สาวก “แลมบ์” กลับไม่ได้ให้ราคาเท่าไหร่นัก หรือกระทั่ง Moto Parilla ของอดีตดารา ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ผันตัวมาจับธุรกิจสองล้อ ก็พยายามเข้ามาแบ่งเค้กด้วยการทำราคา Shock Prize สร้างกระแสได้ช่วงหนึ่งแล้วก็เงียบไป

Scomadi
Royal Alloy
moto parilla

ทุกแบรนด์ที่กล่าว เริ่มต้นจากสั่งผลิตที่โรงงานจีน ก่อนที่จะนำเข้าอะไหล่มาประกอบที่ไทย ปั๊มแบรนด์อังกฤษ อิตาลี แล้วขายทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นถึงแม้รูปทรงจะได้แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจน คือเรื่องแบรนด์ ซึ่งกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญมาก นอกจากนี้ เรื่องดีลเลอร์ ศูนย์ซ่อม ตลอดจนการบริหารจัดการ ต้องบอกว่า “ยังห่าง” กับเจ้าใหญ่ผู้มาก่อนมากนัก

เวสปิอาริโอมีตัวแทนจำหน่ายถึง 87 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ มีระบบการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ สร้างความอุ่นใจได้ว่า ซื้อแล้ว อยู่ได้ยาวๆ

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของผู้มาใหม่ ถึงจะทำรถออกมาดูสวย คลาสสิกก็ตาม แบรนด์หน้าใหม่จึงเข้ามาในฐานะสีสันมากกว่าการเป็นคู่ต่อกรตัวจริง

จนกระทั่ง…การกลับมาของคู่แข่งตัวจริงในอดีต ที่แปลงร่างกลับมาลงสนามอีกครั้ง

 

การเกิดใหม่ของตำนานสองล้อคลาสสิก

แล้วโลกของตลาดสกู๊ตเตอร์ก็สะเทือนเมื่อจู่ๆ แลมเบรตต้าปรากฏโฉมในงาน EICMA 2017 ประเทศอิตาลี กับโมเดล Lambretta V-special ในรูปโฉมใหม่ ระบบการขับขี่ใหม่ แต่รูปทรงดูปุ๊บรู้ทันที ไม่ว่าตัวอักษร Lambretta ข้างตัวรถ กับจมูกที่เป็นอัตลักษณ์ นี่คือแลมเบรตต้า ตัวจริง เสียงจริง

ท่ามกลางทอล์กออฟเดอะทาวน์ เป็นไงมาไง ผลิตที่ไหน ใครถือไลเซนส์ ที่สำคัญ จะมีขายในไทยรึเปล่า ราคาเท่าไหร่ กลายเป็นคำถามที่ตลอดทั้งปีผู้คนในแวดวงสกู๊ตเตอร์สนใจที่สุด

Lambretta ได้รับการชุบชีวิตใหม่อีกครั้งโดย กลุ่ม Lambretta GmbH ประกอบไปด้วยหุ้นส่วนจาก Lambretta Consortium ในสวิตเซอร์แลนด์และกลุ่ม KSR ของออสเตรีย ซึ่งรวมตัวกันเพื่อพัฒนาออกแบบ Lambretta V-Special โดยเฉพาะ

โฉมใหม่ของแลมเบรตต้า ต้องบอกว่าใช้ปรัชญาการผลิตแบบรถสกู๊ตเตอร์ในปัจจุบัน คือเอาเกียร์มือออก เปลี่ยนเป็นเกียร์ออโต้ วัสดุก็ไม่ใช่เหล็กทั้งคันแบบเดิม ผสมไฟเบอร์บางส่วน เพื่อลดต้นทุนในการแข่งขันได้ ตรงนี้อาจจะสร้างความรู้สึกหงุดหงิดนิดๆ สำหรับแฟนๆ อยู่บ้าง เพราะคู่แข่งอย่างเวสป้ายังคงใช้เหล็กทั้งคันอยู่

แต่เชื่อเถอะว่าแค่ได้เห็นแบรนด์ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งก็น่าตื่นเต้นแล้ว เพราะนี่คือแบรนด์ที่เติบโตมาพร้อมกับเวสป้า ศักดิ์ศรีเทียบปอนด์ต่อปอนด์ ไม่มีด้อยกว่า

ซึ่งผู้นำเข้าคือ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทแม่ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในการนำเข้ารถแบรนด์ Lambretta เข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ไดนามิค มอเตอร์ แม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่น่าจับตามาก นอกจากแลมบ์แล้วยังเป็นผู้นำเข้าแบรนด์ CFMoto ซึ่งเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เกรดเอชื่อดังของจีน นอกจากนี้ยังได้สิทธิ์แบรนด์มอเตอร์ไซค์เปอโยต์ สัญชาติฝรั่งเศส ที่เตรียมจะเปิดตัวในอนาคตเร็วๆ นี้ด้วย

ล่าสุดเปิดตัวให้คนไทยได้ลองขึ้นสัมผัสครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมา พร้อมเปิดราคาที่ถือว่าช็อกไพรซ์สุดๆ จากที่กูรูหลายคนคาดการณ์ว่าน่าจะเริ่มที่แสนต้น ปรากฏว่าเคาะราคาเริ่มต้นรุ่น V-125 Special อยู่ที่ 86,900 บาท และ V-200 Special อยู่ที่ 99,500 บาทเท่านั้นรวม Vat แล้ว ชัดเจนงานนี้ตั้งใจชนกับเจ้าตลาดโดยเฉพาะ

และอย่างที่เราได้เห็นกันว่าแล้วพลังแบรนด์ Lambretta นั้นแข็งแกร่งขนาดไหน ขนาดยังไม่ได้โปรโมต ทำมาร์เก็ตติ้งเท่าไร แค่ให้คนได้มอง ได้ลองคร่อมตัวจริงเท่านั้น ก็สร้างปรากฏการณ์ยอดจองทั้งหมด 1,012 คัน เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ และเป็นอันดับสามของทุกค่าย เป็นรองแค่ฮอนด้ากับยามาฮ่าเท่านั้น ส่วนเวสป้าอยู่อันดับ 5

แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป ตัวเลขที่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่าคนชอบแบรนด์แลมเบรตต้ามากกว่า เพียงแต่ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มีแค่ เวสป้า เจ้าเดียวที่ทำตลาดจริงจัง ไม่มีคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ พอมีตัวเลือกใหม่เข้ามาที่ดูพอฟัดพอเหวี่ยงได้ คนก็เลย “อยากลองของใหม่” (ที่ศักดิ์ศรีเท่ากัน)

เพราะฉะนั้นเกมนี้ต้องดูยาวๆ ยังมีปัจจัยเรื่องอื่นที่ไดนามิค มอเตอร์ต้องทำการบ้านเพื่อพาแลมเบรตต้าไปเทียบเคียงเวสป้าให้ได้ (ซึ่งน่าจะอีกนาน) โดยเฉพาะเรื่องหน้าบ้าน ตัวแทนขาย-ศูนย์บริการ และเรื่องหลังบ้าน บริการหลังการขาย เรื่องอะไหล่

สุดท้าย จะซื้อรถสักคันก็ต้องคิดเรื่องดูแลรักษา ถ้าดูแล้วผู้นำเข้าสายป่านไม่ดี ถึงจะรักแบรนด์อย่างไร ก็ไม่ไหว

กวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการบริหาร ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กางแผนยุทธศาสตร์ให้เราฟังว่า Q1 ปีนี้ไดนามิค มอเตอร์ ตั้งเป้ามีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการ ทั่วประเทศ 10 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 5 แห่ง ต่างจังหวัด 5 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เชียงใหม่ อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ชลบุรี (พัทยา) สงขลา (หาดใหญ่) และภายในสิ้นปีจะขยายเป็น 27 แห่ง และยังมีโปรโมชั่นแคมเปญอีกมากมายอุบไว้ แต่เดี๋ยวจะได้เห็นตลอดปีนี้

Lambretta V-special จะเริ่มส่งมอบในเดือนมีนาคม 2019 ผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

กวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการบริหาร ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ต่อจากนี้ก็ต้องดูว่าผู้ท้าชิงจะเดินตามพิมพ์เขียวที่เวสป้าประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนเจ้าตลาดเองก็คงเห็นแล้วว่า คู่แข่งใหม่ “ไม่หมู” ตัวเองจะใช้แต้มต่อที่มีพัฒนารถมากขึ้น พัฒนาศูนย์ดีขึ้น รักษาระยะห่างไว้ให้ได้อย่างไร

ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือผู้บริโภคเหล่าคนรักสกู๊ตเตอร์คลาสสิก ที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ได้รถที่ดีขึ้น และบริการหลังการขายที่ดีขึ้น นั่นคือคำตอบที่จริงแท้แน่นอน