พี่เอ็ด7วิ กับวิธีคิดที่แตกต่าง อะไร ? ทำให้หลายๆ คนอยากเข้ามาดูเพจที่เต็มไปด้วยโฆษณา !!!

จากมือกลองวง Jetset’er ที่หันเหมาเป็นคนคิดมุกหลักของทีมเสือร้องไห้ จนเมื่อมีลูกอีกคน เอ็ดดี้– จุมพฎ จรรยหาญ จึงใส่ทุกมุกตลก-ทุกความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในหัว

และนี่ก็กลายมาเป็น พี่เอ็ด 7 วิ เพจที่แม้จะมีโฆษณาเยอะกว่าคอนเทนต์ แต่ผู้คนก็อยากจะมาดูเขาขายของ

ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูคลิปที่พี่เอ็ดทำโฆษณาให้กับ Hotels Combined ที่ด้านล่างนี้ก่อนได้ ไม่เจ๋งจริงคงไม่ได้ 120,000 กว่าไลค์ 35,000 กว่าแชร์ และอีก 4 ล้านกว่าวิว

ซึ่งในวันที่ใครหลายคนต่างกด skip โฆษณา นี่จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่พี่เอ็ดทำให้คนอยากมาดูเขาขายของได้

และความไม่ธรรมดานี้ก็นำพาให้เรากับพี่ช่างภาพคู่ใจอีกคนเดินทางไปยังคอนโดของพี่เอ็ดย่านบางนา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีการเปลี่ยนมุกตลกที่มีอยู่ในหัวให้กลายมาเป็นสิ่งที่หลายแบรนด์อยากทำได้

นั่นคือการทำให้ผู้คนอยากจะดูโฆษณาแบบเต็มใจนั่นเอง

ที่ผมบอกกับทุกคนว่ามาทำเพจพี่เอ็ดเพราะอยากหาเงินไปเลี้ยงลูก ไม่ใช่มุกตลกนะ

ด้วยราคาของเสือร้องไห้ที่สูงจนบางแบรนด์ไม่สามารถเข้าถึงได้ โค้ดดี้หนึ่งในสมาชิกของทีมจึงเสนอไอเดียที่ให้ทุกคนออกไปทำเพจของตัวเองเพื่อเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้

ซึ่งแต่ละคนก็มีเพจที่สะท้อนคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่แล้ว พี่เอ็ดเลยคิดว่าแล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวเขามากที่สุด ผลสุดท้ายก็กลายมาเป็นเพจ พี่เอ็ด 7 วิ ที่ในตอนแรกเขาก็ยังไม่ได้จริงจังกับมันมากเท่าไร

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ภรรยามาเคาะประตูแล้วบอกว่า “ตัวเองเค้าท้องลูกอีกคนแล้วนะ” ภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมาจึงกลายมาเป็น Passion ที่ทำให้พี่เอ็ดจริงจังกับเพจที่เงียบเหงามานาน จากที่เคยเฉื่อยๆ ก็ใส่แรงเต็มที่ คิดมุกไปเสนอขายลูกค้าเต็มที่

“มีคนถามเสมอว่าชื่อ พี่เอ็ด 7 วิ มาจากไหน ซึ่งนั่นก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันมี Application หนึ่งในอเมริกา ดังมาก ชื่อ Vine ที่ให้คนเข้ามาถ่ายวิดีโอได้ 6 วิ แล้วมันตลกมาก ก็เลยอยากจะเอาความตลกนี้มาใส่ในเพจของเราบ้าง แต่พอดีเลข 6 มันไม่คล้องจองก็เลยเปลี่ยนมาเป็นเลข 7 กลายเป็น พี่เอ็ด 7 วิ

ส่วนที่ผมบอกกับทุกคนว่ามาทำเพจพี่เอ็ดเพราะอยากหาเงินไปเลี้ยงลูก ไม่ใช่มุกตลกนะ จากที่เคยติสต์รับงานบ้างไม่รับบ้าง พอภรรยาท้องลูกคนที่สอง ผมหายติสต์เลย

หาไอเดียในการทำงานจากหน้าฟีด

หลายคนอาจคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่มากมายในหัวพี่เอ็ด คงจะมาจากการออกไปท่องเที่ยว อ่านหนังสือ หรือหาแรงบันดาลใจเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะพี่เอ็ดเล่าให้เราฟังว่า

“ผมยอมรับว่าเป็นคนที่เกลียดการอ่านหนังสือมากเลย เคยพยายามทำตัวเป็นคนอ่านหนังสือ สุดท้ายแล้วไม่รอด รู้ตัวเลยว่าเป็นคนสมาธิสั้น เด็กๆ เอาแต่เล่นเกม ดูทีวี แต่ความสมาธิสั้นอาจจะเป็นข้อดีก็ได้ เพราะมันทำให้เราเข้าใจนิสัยของคนบนออนไลน์ที่ไม่ได้อยู่กับอะไรนานๆ

วิธีหาไอเดียส่วนใหญ่มักจะเป็นการไถหน้าฟีด ดูนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ เจออะไรที่น่าสนใจก็จดใส่สมุดบันทึกในโทรศัพท์เอาไว้ อย่างตอนไปฮ่องกงมือถือหายเสียดายมาก ไม่ได้เสียดายแค่ตัวมือถือนะ แต่เสียดายเพราะจดมุกอยู่ในนั้นเอาไว้ตั้ง 400 กว่ามุก

หรือเคยมีลูกเพจมาเม้นต์อะไรตลกๆ แล้วชอบมาก ผมก็ inbox ไปขอซื้อมุกเขานะ เขาคิดไป 1,000 เราได้มุกกลับมาเล่นคอนเทนต์อีกมากมาย ผมว่ามันก็คุ้มเหมือนกัน”

ทำงานแบบไม่มี Storyboard

งานโฆษณาส่วนใหญ่มักจะต้องมี storyboard เพื่อทำให้ลูกค้าเห็นภาพเดียวกันกับที่อยู่ในหัวของครีเอทีฟ

ซึ่งน่าแปลกว่างานที่ผ่านๆ มาของพี่เอ็ด 7 วิ กลับเป็นงานที่ไม่มี storyboard ไปเสนอลูกค้า แต่สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถทำให้ลูกค้าเชื่อใจและทำงานออกมาได้ดีกว่าที่ลูกค้าคาดไว้ได้

เมื่อถามว่าแล้วพี่เอ็ดมีวิธีการทำงานยังไง สิ่งที่เขาตอบกลับเรามาก็คือ

“ผมบอกกับลูกค้าไปตรงๆ เลยว่าที่สามารถทำงานในราคาไม่แพงมากให้ได้ นั่นก็เพราะเราตัดขั้นตอนของการทำ storyboard ออกไป แล้วใช้วิธีในสไตล์ของเราแทน

อย่างงาน Hotels Combined หลายคนจะชอบคิดว่าผมวาง storyboard ดูรีวิวตามที่ต่างๆ แล้วค่อยไปถ่ายทำที่ฮ่องกง แต่เปล่าเลยจริงๆ มันคือการที่ผมคิดไอเดียคร่าวๆ ไปในหัว เมื่อจุดขายของแบรนด์คือการเปรียบเทียบราคาโรงแรม เราก็เลยใช้การเปรียบเทียบมาเป็นคอนเซ็ปต์หลัก ไปถึงถ่ายโรงแรมหลายราคาหลายระดับไว้เยอะมาก เน้นถ่ายฟุตเทจไว้เยอะๆ ก่อนเลย กะว่ากันเหนียว เอาวะยังไงก็ต้องได้สักทางแน่ๆ

พอกลับมาถึงไทย ก็ตัดสินใจเลือกเอาแค่โรงแรมที่ถูกสุดกับแพงสุดมาเท่านั้น เพราะเป็น 2 แบบที่จะเปรียบเทียบให้เห็นความต่างอย่างชัดเจน แล้วค่อยใส่เพลงแร็ป ใส่ Voice Over ลงไป ส่วนว่าวที่เห็นอยู่ในคลิปนั้นคือตั้งใจเตรียมไป เพราะคิดว่าถ้าไปเจอโรงแรมหรูๆ ต้องเจอกับอะไรที่ ว้าวๆ แน่นอน”

สำหรับพี่เอ็ด คอนเทนต์สำคัญกว่าโปรดักชั่น

พี่เอ็ดจะเอาเวลาที่มีไปโฟกัสกับการทำคอนเทนต์มากกว่าโปรดักชั่น อย่างตอนทำงาน Hotels Combined สิ่งที่พี่เอ็ดคิดหลังจากเปิดเข้าไปในห้องของโรงแรมหรู ไม่ใช่บอกตากล้องว่าต้องถ่ายแสงมุมไหนถึงจะสวย

แต่คือการถ่ายให้คนรู้สึกเหมือนกับที่เขารู้สึก คือเข้าไปแล้วรู้สึก ว้าว ที่ผ้าม่านมีปุ่มเปิดปิดอัตโนมัติ แล้วเขาก็เชื่อว่าคนต้องการจะเห็นอะไรแบบนี้มากกว่าภาพสวยๆ แต่คอนเทนต์ข้างในกลับไม่มีอะไร

พี่เอ็ด7วิ

มุกใหม่ๆ บางทีก็มาในรูปแบบของการคิดมุมกลับ

อีกวิธีในการคิดคอนเทนต์ของพี่เอ็ด คือเขาพยายามจะคิดมุมกลับ หากคนทั่วไปมองแล้วคิดแบบไหนเขาจะเปลี่ยนมุมมองใหม่จนกลายมาเป็นคอนเทนต์ที่หลายคนนึกไม่ถึง

อย่างโฆษณาของป่อเต็กตึ๊ง กับบรีฟที่ป่อเต็กตึ๊งต้องการจะบอกกับผู้คนว่าพวกเขาก็มีบริการอย่างอื่นนอกจากกู้ภัยอุบัติเหตุด้วยเหมือนกัน

พี่เอ็ดจึงตีความออกมาเป็นรูปแบบของบริการพิเศษทางโทรศัพท์ และกลายมาเป็นคอนเทนต์ที่ด้านล่างนี้

นอกจากความสนุกในบทสนทนา-การได้เรียนรู้วิธีคิดสร้างสรรค์ของคนที่ทำงานเจ๋งๆ อีกสิ่งสำคัญที่เราได้จากการพูดคุยกับพี่เอ็ดในครั้งนี้ก็คือการตอกย้ำว่าผู้คนไม่ได้ปฏิเสธโฆษณาอย่างที่หลายคนบอกเสมอไป หากโฆษณานั้นให้อะไรกับคนดูมากกว่าการขายของ

และสิ่งที่พี่เอ็ดให้กับคนดูก็คือเสียงหัวเราะ ที่คุ้มค่าต่อเวลาในการยอมหยุดไถ Feed บนหน้า Facebook นั่นเอง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer