อีวอลเลต แต้มต่อของธุรกิจค้าปลีก กรณีศึกษา กลุ่มเซ็นทรัล ได้อะไรจาก อีวอลเลต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า อีวอลเลต ได้ถูกพูดถึง และกระตุ้นให้เกิดการใช้งานด้วยแคมเปญโปรโมชั่นจากผู้ให้บริการเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างความคุ้นเคยในการชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มอีวอลเลตของตัวเอง เพราะตลาดนี้อยู่ในจุดเริ่มต้น

ตลาดอีวอลเลตในประเทศไทยถึงแม้จะมีให้บริการมาหลายปี แต่ที่ผ่านมาพฤติกรรมของผู้บริโภคยังไม่ตอบรับการใช้บริการในรูปแบบนี้สักเท่าไร จากขั้นตอนที่ยุ่งยากในการชำระเงินที่ต้องเติมเงินสดเข้าไปในระบบก่อน และมีหลายขั้นตอนในการจ่าย และร้านค้าที่รับชำระยังมีอยู่น้อย ทำให้ผู้บริโภคยังคงยึดติดกับการใช้เงินสดในการชำระเงินแบบเดิมๆ เพราะเพียงแค่หยิบเงินมาจ่ายและรับเงินทอนเท่านั้น

การแข่งขันในตลาดอีวอลเลตของไทยในวันนี้จึงเป็นตลาดที่ผู้ให้บริการยอมเผาเงินทุ่มแคมเปญโปรโมชั่นให้ผู้บริโภคยอมที่จะลองใช้อีวอลเลตชำระเงินแทนการชำระเงินแบบเดิมๆ เพื่อได้สิทธิพิเศษ เช่น ส่วนลดที่เพิ่มขึ้น และการที่ผู้ให้บริการยอมเผาเงินนี้ เพราะเชื่อว่า ถ้าผู้บริโภคชำระเงินผ่านอีวอลเลตจนเกิดความเคยชิน จะทำให้พวกเขาหยิบมาใช้งานอยู่เสมอ แม้ไม่มีโปรโมชั่นมาดึงดูดให้เกิดการใช้งานก็ตาม โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่ใช้เป็นประจำ

เพราะเกมนี้ยิ่งมีฐานลูกค้าที่มีการใช้งานสม่ำเสมอมากเท่าไร อำนาจการต่อรองทางการค้าจะมีมากขึ้นตามมา

และอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่ Cashless Society ที่มีการใช้เงินสดในระบบที่ต่ำ เหมือนกับประเทศจีนในปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมชำระเงินผ่านอีวอลเลตแทนเงินสด

ในปีที่ผ่านมา ตลาดอีวอลเลตในประเทศไทย อ้างอิงจากธนาคารกสิกรไทยมีมูลค่า 1.26 แสนล้านบาท มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี จากผู้ให้บริการ 30 ราย ที่มีจุดเด่นจุดด้อยในการแข่งขันที่แตกต่างกันไป

ประกอบกับความคุ้นชินของผู้บริโภคที่เริ่มเห็นความสะดวกสบายในการชำระเงินเพื่อสร้างสังคมไร้เงินสดผ่านพร้อมเพย์ และคิวอาร์โค้ดเป็นเรื่องที่ง่ายและปลอดภัย ไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องเงินสดหาย และไม่ต้องเสียเวลาเดินไปตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินมาชำระค่าสินค้าหรือบริการเมื่อเงินสดที่พกมาไม่พอ

จนปัจจุบันบริการพร้อมเพย์มีผู้ลงทะเบียน 46.5 ล้านไอดี และมีปริมาณธุรกรรม 4.5 ล้านรายการต่อวัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการทำธุรกรรมชำระเงินผ่าน QR Code ของร้านค้า 3 ล้านร้านค้าที่รับชำระเงินผ่านระบบนี้

ทั้งหมดนี้ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่ไม่ใช่ธุรกิจธนาคารหลายรายเห็นโอกาสของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ยอมรับการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลเข้ามาจับธุรกิจอีวอลเลต ในเหตุผลที่แตกต่างกันไป

อย่างเช่น อีมาร์เก็ตเพลสที่หันมาทำอีวอลเลตเพราะต้องการสร้างโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มของตัวเองซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะมีการเติมเงินเข้าในระบบเพื่อพร้อมจับจ่ายแล้ว

หรือทรูมันนี่ ที่ต้องการขยายธุรกิจของตัวเองสู่น็อนแบงก์ตัวกลางในการชำระเงิน เพื่อเติมเต็มอีโคซิสเต็มให้กับธุรกิจในเครืออย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น และยังลดต้นทุนของการบริหารเงินสดที่ต้องสำรองไว้เพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจในเครือได้อีกด้วย

 

แล้วทำไมเซ็นทรัลถึงหันมาทำอีวอลเลต

ในปีที่ผ่านมา เซ็นทรัลมีการจับมือกับอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนอย่าง JD.Com จัดตั้งบริษัท JD-Central เพื่อทำธุรกิจร่วมกันในประเทศไทย

โดยความร่วมมือแรกระหว่าง JD.Com และเซ็นทรัลคือการเปิดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ JD.co.th เพื่อต่อยอดธุรกิจรีเทลที่เซ็นทรัลมีอยู่ และการเปิดแพลตฟอร์ม JD.co.th นี้ผลพลอยได้คือ ดาต้าเบสด้านฐานลูกค้าที่เป็นนักช้อปออนไลน์ ที่สามารถนำมาต่อยอดให้กับธุรกิจได้

ซึ่งจุดเด่นของ JD.com นอกจากเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซแล้ว JD.Com ยังมีบริษัทลูกที่ชื่อว่า JD Digital ผู้นำด้านเทคโนโลยีฟินเทคอันดับ 3 ของโลกอีกด้วย

และสิ่งนี้เองทำให้เซ็นทรัลเห็นโอกาสในการร่วมมือกับ JD.com ขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ อย่างฟินเทคและอีไฟแนนซ์ ที่เชื่อว่าจะเป็นเทรนด์ที่สามารถสร้างการเติบโตด้านรายได้ให้กับกลุ่มเซ็นทรัลในอนาคต

สิ่งนี้เองทำให้เซ็นทรัลได้จับมือกับ JD Digital เปิดบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง เพื่อให้บริการฟินเทคและอีไฟแนนซ์ในประเทศไทย

บริการแรกภายใต้เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง คือการเปิดบริการ Dolfin แพลตฟอร์มอีวอลเลต ที่มีจุดเด่น คือการเป็นแพลตฟอร์ม Open Loop ที่สามารถชำระเงินให้กับร้านค้าทุกร้านค้าที่เปิดรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code ในระบบพร้อมเพย์ ที่ในปัจจุบันมีอยู่ในระบบมากถึง 3 ล้านร้านค้า

และการเป็นแพลตฟอร์ม Open Loop นี้จะทำให้ Dolfin สามารถต่อยอดการให้บริการต่างๆ สู่ธุรกิจฟินเทคและอีไฟแนนซ์ได้ในอนาคต

ซึ่งสิ่งนี้เองถือเป็นความแตกต่างจากอีวอลเลตแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีรูปแบบการให้บริการในลักษณะ Close Loop ที่ผู้ใช้สามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านร้านค้าหรือจุดชำระเงินที่จับมือเป็นพันธมิตรเท่านั้น

เหตุผลที่ทำให้ Dolfin ให้บริการในรูปแบบนี้ได้ เพราะมีธนาคารอยู่เบื้องหลังการให้บริการ ตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารที่เป็นพันธมิตร คือการจับมือกับธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพ โดยทั้งสองธนาคารทำหน้าที่แตกต่างกันไปคือ

ธนาคารกสิกรไทย ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์เชื่อมต่อระบบการชำระเงินหลังบ้านเข้าด้วยกัน

ส่วนธนาคารกรุงเทพ ทำหน้าที่เก็บเงินที่ลูกค้าเติมเงินเข้ามาในระบบอีวอลเลตของ Dolfin เพื่อใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ในอนาคต

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แพลตฟอร์ม Dolfin ในวันนี้ยังไม่เปิดให้บริการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า

รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค เชื่อว่า เมื่อ Dolfin เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

สามารถสร้างฐานผู้ใช้ 4-5 ล้านรายในปีแรกของการให้บริการ

ซึ่งจำนวนฐานผู้ใช้บริการในขวบปีแรกมาจาก

1. ฐานสมาชิก The 1 Card 15 ล้านใบ และลูกค้าของเซ็นทรัล

2. กลุ่มคนทำงาน และนักศึกษาในเขตกรุงเทพฯ

 

สิ่งที่ทำให้มั่นใจเช่นนั้นมาจากพลังของเซ็นทรัลและพันธมิตร

รุ่งเรืองได้กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้ Dolfin ประสบความสำเร็จนอกจากความง่ายในการใช้บริการที่มาจากการนำระบบ E-KYC (electronic know-your-customer) มาใช้เป็นรายแรก

โดยระบบนี้มีการยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและช่วยลดขั้นตอนในการลงทะเบียนเปิดบริการ ด้วยการจดจำใบหน้า (face recognition) และการอ่านตัวอักษรจากภาพถ่าย (OCR–optical character recognition) เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานจากภาพเซลฟี่และภาพถ่ายบัตรประชาชน โดยไม่ต้องมีการยื่นเอกสารในช่องทางอื่นนอกแอป และช่องทางการเติมเงินผ่านบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต เครดิต และเคาน์เตอร์ในเซ็นทรัล

รุ่งเรืองยังได้วางกลยุทธ์การตลาด 3 ประการ เพื่อดึงผู้ใช้บริการให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องด้วยการ

1. การเป็นไฟแนนเชียล ที่ผู้ใช้ได้สิทธิประโยชน์ ด้วยการแนะนำโปรโมชั่นที่เหมาะสมจากพาร์ตเนอร์ แนะนำโปรโมชั่นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ สิทธิประโยชน์อีกมากมายผ่าน The 1 Loyalty Platform

2. โอเปอเรชั่น ให้ความสะดวกสบายกับผู้ใช้ในการออกใบกำกับภาษี และใบรับประกันสินค้า

3. เอ็นเตอร์เทนเมนต์ นำเสนอคอนเทนต์ กิน ดื่ม เที่ยว เพื่อดึงให้ผู้ใช้เข้ามาในแอปอยู่เสมอ

ทั้งนี้การร่วมมือระหว่างเซ็นทรัล เจดี ฟินเทค ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจที่มีความคาดหวังอื่นๆ แฝงอยู่

โดยในกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าห้างสู่อีวอลเลต จะช่วยลดสัดส่วนของการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินสดจากปัจจุบันที่มากกว่า 50% ของรายได้เซ็นทรัล 3 แสนล้านบาท เพื่อลดต้นทุนในการบริหารเงินสดหมุนเวียนในแต่ละวัน

ส่วนด้านธนาคารคือการรู้จักลูกค้าที่เป็นนักช้อปมากขึ้น

แต่การที่จะไปถึงจุดหมายที่ต้องการไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดนี้ยังมียักษ์ใหญ่ในวงการอย่างทรูมันนี่ ที่มีความแข็งแกร่งด้านช่องทางรับชำระเงินเป็นร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ที่มาพร้อมกับแคมเปญโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านอีวอลเลตทรูมันนี่อย่างต่อเนื่อง

และยังมี แรบบิทไลน์เพย์ อีวอลเลต ที่มีความแข็งแกร่งระหว่างพันธมิตรอย่างเอไอเอส บีทีเอส และไลน์ ที่สร้างความได้เปรียบจากฐานลูกค้าและร้านค้าเครือข่ายที่ร่วมรับชำระเงิน

ยังไม่รวมถึงอีวอลเลตอื่นๆ มีอยู่ในระบบถึง 30 รายด้วยกัน

เกมนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องดูกันยาวๆ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer