ในยุคปัจจุบันที่นิยามของ “ครอบครัว” ถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์อันงดงามบนโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนต้องทนแบกรับความกดดันเมื่อความจริงในบ้านไม่ใช่อย่างที่ตาเห็น จนรอยร้าวและความสัมพันธ์ที่เป็นพิษทิ้งบาดแผลทางใจ บีบทำให้สมาชิกครอบครัวบางคนเลือกเว้นระยะห่าง
เช่นที่ บรุกลิน เบคแคม เลือกที่จะเว้นระยะห่างจากพ่อแม่ของเขาอย่างเปิดเผยจนกลายเป็นข่าวดัง เพราะพ่อแม่ของเขาคือคนดังระดับโลก อย่าง เดวิด และ วิกตอเรีย เบคแคม

กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงเทรนด์ฮิตของครอบครัวยุคนี้นั่นคือ การเป็นครอบครัวที่ติดต่อสื่อสารกันน้อยหรือเว้นระยะห่าง (Low Contact Family) เพื่อลดความบาดหมางก่อนที่ต้องถึงขั้นตัดขาดจากกันไป
หัวใจสำคัญของเทรนด์นี้คือการสร้าง เกราะป้องกันทางอารมณ์ ดังเช่นกรณีของ มารี หญิงวัย 40 ที่ชีวิตถูกครอบงำด้วยอาการแพนิกทุกครั้งที่แม่โทรหา โดยเธอต้องเผชิญกับแม่ที่มักจะทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องของตัวเองเสมอ และเมื่อมารีบอกว่าป่วย แม่กลับตอบเพียงว่า “ฉันเป็นเบาหวานนะ แย่กว่าเธออีก”
การถูกปฏิเสธทางอารมณ์ซ้ำๆ ทำให้เธอเลือกใช้สูตร 3 ไม่ คือ ไม่รับสาย (ถ้าไม่พร้อม), ไม่เล่าเรื่องส่วนตัว และไม่ไปเยี่ยมบ้าน โดยเธอจะติดต่อแม่เฉพาะยามจำเป็นเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของญาติผู้ใหญ่เท่านั้น

เธอกล่าวว่านี่ไม่ใช่การแก้แค้น แต่เป็นการควบคุมสิ่งที่จะเข้ามากระทบต่อจิตใจตามคำแนะนำของนักบำบัด เพื่อให้เธอยังมีตัวตนและเสียงเป็นของตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการเป็น Low Contact Family คือความรู้สึกผิดและการรับมือกับแรงตีกลับของสังคมหรือคนในครอบครัว
จอร์จินา วัย 30 ปี เป็นอีกตัวหนึ่งที่เลือกวิธีน้อยมาก เนื่องจากความผันผวนทางอารมณ์ของแม่ แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่เลือกตัดขาดแบบ 100% คือ ลูกๆ เพราะเธอต้องการให้ลูกมีโอกาสรู้จักปู่ย่าและลูกพี่ลูกน้อง เธอจึงใช้วิธีเจอกันแค่ช่วงสั้นๆ ในที่สาธารณะ หรือเน้นทำกิจกรรมร่วมกัน
เช่น การไปโยนโบว์ลิ่งหรือเล่นมินิกอล์ฟ แทนการนั่งคุยเปิดใจที่มักจะจบลงด้วยการทะเลาะวิวาท ดังนั้นเธอจึงเห็นว่าวิธีนี้ช่วยให้เธอยังรักษาโครงสร้างครอบครัวขยายไว้ได้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องตกเป็นเป้าโจมตีทางอารมณ์เหมือนในอดีต
ด้านนักจิตวิทยาครอบครัวอย่าง แคทเธอรีน คาวาลโล วิเคราะห์ว่า เทรนด์การเว้นระยะห่างจากครอบครัวตัวเอง พ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่มีถึง 38%) ส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตที่มากขึ้น และการที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับ สิทธิส่วนบุคคล มากกว่าขนบเดิมๆ ที่เคยปฏิบัติกันมาในครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่าเราไม่ควรด่วนสรุปว่าทุกคนในครอบครัวเป็นพวกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล หรือเป็นตัวร้ายไปเสียหมด โดยบางครั้งปัญหาอาจเกิดจากช่องว่างระหว่างวัยหรือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นการเลือกใช้ Low Contact จึงเป็นเหมือน “การประนีประนอม” ที่ช่วยให้เราได้มีเวลาสะท้อนตัวเอง
ดังเช่นที่ แคโรไลน์ ค้นพบว่าเมื่อเธอเว้นระยะห่างจากแม่ เธอกลับเห็นว่าปัญหาบางอย่างเกิดจาก “จุดเปราะบาง” ในใจของเธอเองที่ต้องการการเยียวยา ไม่ใช่แค่ความผิดของแม่เพียงฝ่ายเดียว

จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า การเว้นระยะห่างหรือให้แต่ละคนในครอบครัวมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการขาดความรัก แต่มันคือเครื่องมือที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าพร้อมจะมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์นั้นมากน้อยเพียงใด
ดังนั้นแม้เทรนด์ Low Contact Family อาจจะดูฝืนธรรมชาติในช่วงแรกและต้องเผชิญกับการถูกตราหน้าว่าเป็นแกะดำ ในครอบครัว หรือการถูกเมินเฉยจากญาติพี่น้อง
แต่ท้ายที่สุดแล้ว หากการประคองความสัมพันธ์แบบเดิมมีค่าราคาที่ต้องจ่ายเป็นสุขภาพจิตที่พังทลาย การเลือกขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนและหันไปทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์ดีๆ รอบตัวที่เหลืออยู่ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ “บ้าน” ยังคงเป็นสถานที่ที่เรากลับไปได้โดยที่ไม่ต้องสูญเสียตัวตนไปท่ามกลางความขัดแย้ง / theguardian
