หนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ทยอยสร้างชื่อไปทั่วโลก สามารถขายตั๋วหมดได้อย่างต่อเนื่อง และได้รับการกล่าวถึงในสื่อมากมายหลายปีมานี้คือ Coachella โดยในปี 2026 ตั๋วก็ขายหมดแล้วเช่นกัน

ทว่าขณะเดียวกัน Coachella ก็ถูกจับตามองถึงความเปลี่ยนแปลง เพราะการแสดงดนตรีลดลงไปเป็นเรื่องรอง โดยมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์สินค้า และการแต่งตัวมาอวดกันโดดเด่นขึ้นมาแทน จนถึงขนาดมีการวิจารณ์ว่า คอนเสิร์ตกลายเป็นเพียงเพลงประกอบหรือแค่ “แบ็คกราวนด์” ของผู้ที่เข้างานไปแล้ว

Coachella เริ่มขึ้นในปี 1993 หลังวงกรันจ์ระดับตำนานอย่าง Pearl Jam เลือกใช้พื้นที่หุบเขาในแคลิฟอร์เนียเป็นที่มั่นในการแสดงจุดยืนขบถ ต่อการผูกขาดของกลุ่มทุนจัดคอนเสิร์ต จนนำไปสู่การก่อตั้งเทศกาลอย่างเป็นทางการในปี 1999 ในฐานะงานดนตรีทางเลือกที่เน้นคุณภาพของศิลปินและไม่แออัดจนเกินไป ไม่เหมือนอย่าง Woodstock 1999 ที่จัดก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ซึ่งเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมากมาย

จากนั้น Coachella ก็ค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นหมุดหมายที่ศิลปินดัง ๆ ใฝ่ฝันจะได้ขึ้นเวทีสักครั้ง แต่ในไม่กี่ปีมานี้ดูเหมือนว่า “จุดขาย” ของเทศกาลนี้กำลังเบนออกจากจุดเดิมไปอย่างน่าใจหาย

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือการที่เป้าหมายของคนซื้อตั๋วเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยจากผลสำรวจในปี 2025 พบว่า ผู้เข้างานกว่า 66% ไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อดูการแสดงดนตรี แต่ยอมมาเพื่อแลกกับประสบการณ์และการแต่งตัวประชันกัน

นี่ทำให้ Coachella ไม่ใช่แค่เทศกาลดนตรี แต่ได้กลายเป็นรันเวย์แฟชั่นกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว ขณะที่เหล่าอินฟลูฯ ก็ใช้งานนี้สร้างคอนเทนต์ เปิดตัวแบรนด์ และสร้างเทรนด์แฟชั่น จนทำให้โชว์ของศิลปินบนเวทีถูกลดทอนความสำคัญลง กลายเป็นเพียงเพลงประกอบสำหรับการถ่ายรูปเช็กอินลงโซเชียลมีเดียเท่านั้น

ความหรูหราฟู่ฟ่าที่ปรากฏตามสื่อยังถูกฉาบเคลือบด้วยอำนาจของกลุ่มทุนที่มองเห็นโอกาสทอง พื้นที่ในงานถูกแปลงสภาพเป็นป้ายโฆษณายักษ์สำหรับแบรนด์ระดับโลกที่แทรกตัวอยู่ทุกอณู โดยสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนเพลงตัวจริง

ผลสำรวจระบุว่าผู้เข้างาน Coachella กว่า 75% เริ่มรู้สึก “เอียน” กับการที่เป้าหมายทางดนตรีถูกบดบังด้วยอำนาจของเหล่าคนดังออนไลน์ และอีก 68% ต่างออกมาตำหนิว่างานนี้สูญเสียตัวตนดั้งเดิม และกลายเป็นธุรกิจที่มุ่งเน้นแต่กำไรมากเกินไป จนลืมความสำคัญของการแสดงดนตรีที่เป็นรากเหง้าของงานไปแล้ว

นอกจากปัญหาเรื่องตัวตนที่เปลี่ยนไปแล้ว Coachella ยังประสบปัญหาด้านการบริหารจัดการ โดยในปี 2025 เทศกาลถูกโจมตีอย่างหนักจากปัญหาโลจิสติกส์ที่ย่ำแย่ ผู้คนต้องยืนรอนานถึง 12 ชั่วโมงเพียงเพื่อจะเข้างาน ขณะที่สาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างห้องน้ำกลับมีไม่เพียงพอต่อจำนวนคน

อีกทั้งการที่ศิลปินระดับแม่เหล็กอย่าง Rihanna และ Kendrick Lamar ปฏิเสธการขึ้นโชว์ ยิ่งทำให้เกิดเสียงซุบซิบนินทาว่า กลายเป็นงานเทศกาลดนตรีที่ศิลปินระดับแม่เหล็กเริ่มไม่อยากมา

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื้อฉาวของเจ้าของงานที่มีข่าวลือเรื่องการบริจาคเงินให้องค์กรที่ต่อต้าน LGBTQ+ และปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ ที่แรงงานชาวละตินในท้องถิ่นยังคงจมอยู่กับความยากจน สวนทางกับรายได้มหาศาลของเทศกาลที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี

Coachella ในปี 2026 แม้จะยังคงรักษาสถานะความเป็นงานที่ “ต้องไป” และขายตั๋วหมดเกลี้ยง อย่างรวดเร็วด้วยพลังของดาราแม่เหล็กอย่าง Sabrina Carpenter และ Justin Bieber แต่มันก็ได้กลายเป็นภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ที่ให้ค่ากับเปลือกและภาพลักษณ์ มากกว่าเนื้อหาสาระ

ความท้าทายที่แท้จริงของเทศกาลนี้ไม่ใช่การทำอย่างไรให้ตั๋วขายหมด แต่คือการกอบกู้ “ตัวตน” ที่เคยเป็นงานซึ่งคนรักดนตรีและแฟนเพลงต่างอยากมา ให้กลับมาจากการครอบงำของกล้องสมาร์ทโฟนและอำนาจการตลาด ก่อนที่มนต์ขลังซึ่งสร้างมานานนับสิบปีจะกลายเป็นเพียงฉากหลังที่ว่างเปล่าในทะเลทรายเท่านั้น

ทั้งนี้ Coachella ในปี 2026 จัดขึ้น 6 วัน แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10, 11 และ 12 เมษายน และช่วงที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17, 18 และ 19 เมษายน / dw