ท่ามกลางกำแพงความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น การทำคอนเทนต์ให้ทะลวงเข้าไปถึงใจลูกค้าจนเกิดความรู้สึก “คุ้มค่า” และอยากตัดสินใจซื้อกลายเป็นโจทย์หินของแบรนด์ในยุคปัจจุบัน เมื่อปริมาณคอนเทนต์ล้นทะลักจนผู้คนแทบไม่มีเวลาหยุดดู หากคอนเทนต์ไม่โดดเด่นจริง ก็ยากที่จะสร้างแรงดึงดูดได้

ในงานเปิดผลวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)

Sasalak Phungchoo, Project Manager จาก ‘ปันโปร’ (Punpro) ได้ขึ้นมาร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์การสร้างคอนเทนต์อย่างไรให้เอาชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านประสบการณ์การบริหารแบรนด์ในเครือถึง 14 แบรนด์

1.กฎ 1 วินาที เมื่อ 3 วินาทีนั้น “ช้าเกินไป”

กลยุทธ์การสื่อสารที่เน้นความเร็วและประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ “กฎ 1 วินาที” ของปันโปร คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์จากการ “อ่าน” มาเป็นการ “กวาดสายตาเพื่อรับรู้” โดยมีรายละเอียดการประยุกต์ใช้ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ

การออกแบบคอนเทนต์ในยุคที่ปริมาณข้อมูลล้นทะลัก ปันโปรเลือกใช้เทคนิคการวางข้อความสั้นกระชับลงบนภาพโดยตรง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจใจความสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไปอ่านแคปชั่นยาว ๆ ด้านล่าง

ยกตัวอย่างเช่น คอนเทนต์แจ้งข่าวเรื่องรถไฟฟ้า การระบุว่า “ครม. เคาะรถไฟฟ้า 20 บาท ใช้ได้ 1 ตุลาคมนี้ เริ่มเมื่อไหร่ ที่ไหน” ข้อความเพียง 4 บรรทัดนี้ทำหน้าที่ตอบคำถามพื้นฐาน อย่าง ใคร ทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ได้จบภายในเวลาเพียง 1 วินาทีที่สายตาเลื่อนผ่าน

หัวใจสำคัญของกฎ 1 วินาทีคือการทำให้คอนเทนต์ “ย่อยง่ายที่สุด” การลดทอนคำบรรยายที่ไม่จำเป็นแล้วแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ที่คนเข้าใจตรงกันทั้งสังคมจึงเป็นทางเลือกที่เฉลียวฉลาด

อย่างเช่น แทนที่จะเขียนอธิบายยาว ๆ ว่า “มีจำหน่ายเฉพาะขนาดกลางและขนาดใหญ่” ปันโปรเลือกใช้เพียงตัวอักษร “M” หรือ “L” วางลงในคอนเทนต์ สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ทำให้สมองไม่ต้องใช้เวลาตีความคำศัพท์ ช่วยประหยัดเวลาและลดความเหนื่อยล้าในการรับข้อมูลของลูกค้าไปได้มหาศาล

ภาพประกอบไม่ใช่แค่ส่วนตกแต่ง แต่ต้องเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำงานร่วมกับข้อความเพื่อส่งสารที่ต้องการสื่อออกไปให้ถึงเป้าหมายทันที เช่น การใช้รูปแก้วชานมที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์วางโดดเด่นคู่กับข้อความสั้น ๆ ทั้งเมื่อวางคำว่า “เฉพาะสมาชิก” หรือข้อมูลโปรโมชั่น 1 แถม 1 ลงไปข้างภาพสินค้า ความชัดเจนของภาพจะช่วยยืนยันโปรดักต์ และความกระชับของข้อความจะช่วยยืนยันเงื่อนไข ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกร่วมและรับรู้ใจความสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อ่านจนจบประโยค

2.Segmentation 14 แบรนด์ลูกเพื่อ “ความแม่นยำ”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปันโปรที่มีผู้ติดตามกว่า 5 ล้านคน ถึงต้องยอมเหนื่อยปั้นแบรนด์ลูกถึง 14 แบรนด์โดยไม่ใช้ชื่อ “ปันโปร” นำหน้า คำตอบคือ “แก่นของแบรนด์” และ “ความแม่นยำ”

ชื่อ “ปันโปรโมชั่น” ผูกติดกับการลดราคา ซึ่งสินค้ากลุ่มลักชัวรีมักไม่ต้องการภาพลักษณ์นั้น แต่ต้องการการเล่าเรื่องคุณค่า การแยกแบรนด์จึงช่วยให้สื่อสารได้ตรงจุดกว่า

ตัวอย่างช่องสำหรับเจาะกลุ่มเฉพาะทางของปันโปร

EV Girl : นำเสนอโดย 2 สาว น้องปังและน้องอาย เล่าเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบที่เข้าใจง่าย แม้คนไม่มีความรู้เรื่องรถเลยก็สามารถเรียนรู้ไปกับทั้งคู่ได้แบบเพื่อนแนะนำเพื่อน

ตัวแม่: เน้นกลุ่ม Fine Luxury และการป้ายยาจากผู้ใช้จริง

เชื่อหนูสิ: เสิร์ฟคอนเทนต์สอนเทคโนโลยีให้ผู้สูงวัยเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ

ปันดวง: เจาะสายมูด้วยแนวคิด “มู 30 ทำ 70” เน้นการลงมือทำควบคู่ไปกับความเชื่อ

เหงี่ยนไทย (Nghiện Thái): ขยายตลาดสู่เวียดนามด้วยภาษาท้องถิ่น 100% เพราะเห็นโอกาสว่าคนเวียดนามรักไทยแต่ไม่นิยมอ่านภาษาอังกฤษ

3.คัมภีร์ 5 ขั้นตอนสร้างคอนเทนต์และปั้นแบรนด์ให้สตรองฉบับ ‘ปันโปร’

การสร้างคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการวางแผนที่ผ่านการหลอมรวม Brand Checklist และ Storytelling Framework จนกลายเป็นคัมภีร์ 5 ขั้นตอนที่ช่วยให้แบรนด์สื่อสารได้อย่างแม่นยำและยั่งยืน 

1.เข้าใจตัวตนและธรรมชาติของแบรนด์

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการเข้าถึง “DNA” ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพื่อหาจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่าเรื่องเสมอ เราต้องรู้ว่าธรรมชาติของแบรนด์คืออะไร เช่น หากเป็นแบรนด์ชานมไข่มุกที่มีจุดแข็งคือเจ้าของเป็นยูทูบเบอร์ชื่อดัง หรือมีเมนูไวรัลอย่างไข่มุกโมจิและชาชีสที่ผู้คนกำลังพูดถึง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นแกนกลางในการสร้างสรรค์เรื่องราว เพื่อสร้างความแตกต่างและทำให้แบรนด์ดูโดดเด่นกว่าคู่แข่งในตลาดอย่างชัดเจน

2.เจาะลึกอินไซต์และวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายต้องทำอย่างละเอียดในหลายมิติเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกและปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าโดยไม่มองเพียงผิวเผิน ข้อมูลจากระบบหลังบ้าน เช่น อายุและจังหวัดที่อาศัยอยู่ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราออกแบบการสื่อสารได้ตรงกับบริบทของเขา

ตัวอย่างเช่น การสื่อสารกับคนในเมืองและต่างจังหวัดต้องใช้วิธีเล่าที่ต่างกัน เพราะคนต่างจังหวัดอาจเข้าไม่ถึงภาพลักษณ์บางอย่าง เช่น รถไฟฟ้า นอกจากนี้ยังต้องหมั่นสังเกตเสียงสะท้อนจากคอมเมนต์และยอดเอนเกจเมนต์ เพื่อขุดจนเจอความต้องการที่แท้จริงและเสิร์ฟคอนเทนต์ได้ถูกจุดที่สุด

3.ออกแบบ Key Message และ Mood & Tone ให้คมชัด

ในการสื่อสารที่ทรงพลัง คอนเทนต์ต้องมีหัวใจเพียง “เรื่องเดียว” หรือ Key Message ที่ชัดเจนเพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ทันทีและไม่เกิดความสับสน การเล่าเรื่องต้องย่อยง่ายและสร้างความรู้สึกร่วมภายใต้กฎ “1 วินาที” ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจสิ่งที่สื่อได้ทันทีที่มองเห็นโดยไม่ต้องอ่านแคปชั่น ขณะเดียวกันต้องควบคุมทิศทางอารมณ์ของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นแนวเฮฮาเข้าถึงง่าย หรือเชิงวิชาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำหน้าที่เป็นเข็มทิศคอยควบคุมภาพลักษณ์ไม่ให้คอนเทนต์หลุดไปจากสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสารออกไป

4.สร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

แบรนด์ต้องมุ่งเน้นการสร้าง Brand Experience ที่เชื่อมโยงทั้งโลกออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ยกตัวอย่างแคมเปญของ Netflix ที่โปรโมตซีรีส์ Squid Game ซีซั่น 3 ด้วยการนำตุ๊กตา “ยองฮี” (โกโกวา) ไปตั้งไว้ที่เสาชิงช้า ซึ่งสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นไปกับแบรนด์ได้แม้จะนั่งดูคอนเทนต์อยู่ที่บ้าน ควบคู่ไปกับการพัฒนาความสัมพันธ์ผ่านการโต้ตอบที่สม่ำเสมอและมีความเป็นกันเองของแอดมิน ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีและกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำในระยะยาว

5.เลือกแพลตฟอร์มและรูปแบบที่ใช่

ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำคอนเทนต์ไปวางให้ถูกที่ ถูกเวลา ตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละแพลตฟอร์ม สำหรับวิดีโอสั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดควรอยู่ที่ประมาณ 1 นาที และไม่ควรเกิน 1 นาทีครึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชมจะสามารถดูเนื้อหาได้จนจบ

นอกจากนี้ยังต้องรักษาสมดุลของรูปแบบคอนเทนต์ให้หลากหลาย โดยเฉพาะบนเฟซบุ๊กที่แม้รูปภาพและวิดีโอจะมาแรง แต่คอนเทนต์รูปแบบข้อความ (Text) ก็ยังจำเป็นสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้มีสัดส่วนคอนเทนต์ข้อความไม่เกิน 20% ของทั้งเดือน เพื่อสร้างความแปลกใหม่และไม่ทำให้หน้าเพจดูน่าเบื่อจนเกินไป

Sasalak Phungchoo กล่าวว่า ส่วนเครื่องมือ AI แม้จะมีความสำคัญ แต่ยังไม่สามารถทดแทนฝั่งครีเอทีฟในเรื่องความสมจริงได้ คอนเทนต์ที่เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง จะดูเรียลและเข้าถึงใจคนได้ดีกว่า

เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนจริงไม่จริง ความจริงใจจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสารที่ยั่งยืน 

นอกจากนี้ การรักษากฎกติกาและการมีมารยาทในการทำคอนเทนต์ เช่น การให้เครดิต, การเคารพกฎ PDPA และการหลีกเลี่ยงความรุนแรง ยังเป็นสิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องยึดถือเพื่อให้แบรนด์เติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว