เวลาพูดถึง “ความปลอดภัยบนเครื่องบิน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงนักบิน หรือมาตรฐานของสายการบินเป็นอันดับแรก
แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหนึ่งอาชีพที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “ด่านสุดท้าย” ก่อนเครื่องบินลำหนึ่งจะถูกปล่อยขึ้นฟ้า นั่นคือ ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน ผู้ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องบินและลงนามยืนยันว่า “สมควรเดินอากาศ” พร้อมทำการบินแล้วหรือยัง
และนั่นคือเหตุผลที่ คุณรนนท์ มินทะขิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAMS Engineering พูดกับ Marketeer แบบชัดเจนว่า
“เราใช้เวลาผลิตช่างหนึ่งคน นานกว่าผลิตนักบินเสียอีก”
เพราะเบื้องหลังคำว่า “เดินทางอย่างปลอดภัย” ยังมีคนทำงานอยู่ใต้ปีกของเครื่องบิน ในช่วงเวลาที่ผู้โดยสารแทบไม่เคยนึกถึง
โควิดทำให้การบินสะดุด…แต่หลังโควิด ประเทศกลับต้องพึ่ง “การบินและการท่องเที่ยว”
SAMS Engineering ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินยังชะลอตัวจากโควิด-19 เที่ยวบินลดลง ระบบนิเวศการบินตั้งแต่สายการบิน สนามบิน ไปจนถึงธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังความพร้อมของฝูงบินได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เส้นทางฟื้นตัวของประเทศไทยก็ชัดขึ้นว่า หากเศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าได้ “ธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว” คือกลไกสำคัญ เพราะเที่ยวบินที่กลับมา ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนผู้โดยสาร แต่หมายถึงดีมานด์ที่ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องขยับตาม
และเมื่อจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ความต้องการ “ระบบซ่อมบำรุง” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นจังหวะที่ทำให้ SAMS ไม่ได้เป็นแค่บริษัทที่เริ่มต้นในช่วงโควิด แต่เป็นบริษัทที่เห็นทางเดินชัดขึ้นในช่วงหลังโควิด ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังกลับมาเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกครั้ง
จากผู้บริหารสายการบิน สู่การสร้างองค์กรที่เป็น “ด่านสุดท้ายก่อนเครื่องขึ้นบิน”
คุณรนนท์อยู่กับอุตสาหกรรมการบินมากกว่า 20 ปี ครอบคลุมทั้ง Airline Operations, Aircraft Maintenance และ Aviation Engineering ทำให้เขาเห็นสิ่งหนึ่งได้ชัดเจนว่า “ความปลอดภัยของการบิน” ไม่ได้จบอยู่ที่ห้องนักบิน แต่อยู่ที่ระบบเบื้องหลังที่ต้องทำงานแม่นยำทุกวัน โดยเฉพาะเรื่อง ความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness)
ในมุมของเขา Airworthiness ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคไกลตัว แต่คือ “ความน่าเชื่อถือของทั้งอุตสาหกรรม” เพราะหากมาตรฐานความปลอดภัยถูกตั้งคำถาม ผลกระทบจะลามตั้งแต่ความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร ไปจนถึงศักยภาพการแข่งขันของประเทศในฐานะปลายทางของเที่ยวบินต่างชาติ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ SAMS เลือกวางจุดแข็งขององค์กรไว้ที่ Independent Line Maintenance งานซ่อมบำรุงที่ต้องเกิดขึ้นจริงในสนามบิน เพื่อทำให้เครื่องบินพร้อมสำหรับเที่ยวบินถัดไป
Line Maintenance… 30 นาทีที่กำหนดว่า “เครื่องบินไปต่อได้ไหม”
Line Maintenance คือกระบวนการตรวจเช็กและแก้ไขปัญหาหน้างาน ตั้งแต่ Transit Check, Daily/Weekly Check, Defect Rectification ไปจนถึง AOG Support
คุณรนนท์อธิบายว่า งานประเภทนี้ต้องทำ “เร็วและแม่น” เพราะเครื่องบินหนึ่งลำมีตารางบินที่ผูกกับเวลาและต้นทุน โดยการตรวจหนึ่งครั้ง ใช้ช่างประมาณ 2–4 คน และใช้เวลาราว 30 นาทีต่อเที่ยวบิน
ผู้โดยสารอาจไม่เห็นขั้นตอนนี้ แต่ในเชิงมาตรฐาน นี่คือกลไกที่ทำให้คำว่า “เที่ยวบินปลอดภัย” เป็นจริงได้ เพราะถ้ายังตรวจไม่ผ่าน เครื่องบินจะไม่สามารถออกตัวบินได้
ทำไมสายการบินต่างชาติ “ต้องใช้ช่างโลคอล” และนี่คือจังหวะของ SAMS
แม้สายการบินต่างชาติจะมีมาตรฐานของตัวเอง แต่พวกเขาไม่สามารถแบกทีมช่าง อุปกรณ์ และอะไหล่ไปทุกประเทศที่บินไปลงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทั้งเรื่องต้นทุน ความคุ้มค่า และข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
SAMS จึงต้อง “อยู่ตามสนามบิน” ที่มีเที่ยวบินต่างชาติมาลง เพื่อเป็นผู้ให้บริการที่พร้อมตรวจเช็กและสนับสนุนการปฏิบัติการบินในพื้นที่ และตั้งเป้าว่าต้องการอยู่ให้ครบทุกสนามบินที่มีสายการบินต่างชาติทำการบินเข้าไทย
ความน่าเชื่อถือในธุรกิจนี้ ไม่ได้ซื้อได้ด้วยโฆษณา
อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานเป็นธุรกิจที่มี “กำแพงสูง” เพราะต้องขอใบอนุญาตและการรับรองจำนวนมาก ทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงการที่ต้ององค์กรซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรอง และได้รับ Authority จากหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน “คน” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ เพราะการเป็นช่างที่สามารถลงนามรับรองเครื่องบิน (CRS) ได้ ต้องใช้เวลาและสะสมประสบการณ์มายาวนาน ทำให้ประโยคที่ว่า “ผลิตช่างนานกว่านักบิน” ไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ แต่คือข้อเท็จจริงของอุตสาหกรรมนี้
“ผลิตนักบินใช้เวลาเพียง 4 ปี แต่ผลิตช่างซ่อมเครื่องบินอาจต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี”
ด้วยแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและมาตรฐาน SAMS จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคุณรนนท์ระบุว่า ในปี 2025 บริษัทเติบโตขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจุบันมีพนักงานรวม 126 คน และเป็นช่างอากาศยานมากกว่า 80 คน หรือราว 65–70% ของทั้งองค์กร
อีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญคือการได้รับรางวัล “SME of the Year” จากงาน MRO Asia-Pacific 2025 โดย SAMS Engineering เป็นที่องค์กรแรกและหนึ่งเดียวในไทยที่ได้รับรางวัลนี้
คุณรนนท์ยอมรับว่า รางวัลอาจไม่ได้ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนผู้ให้บริการในทันที เพราะการเปลี่ยนด้าน Maintenance ต้องใช้เวลาและความมั่นใจที่สูงมาก ไม่ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย ๆ
แต่สิ่งที่ได้รับและ “เกิดขึ้นแน่ ๆ” คือความรู้สึกของทีม
เขาบอกว่า ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของรางวัลนี้คือ “ความภาคภูมิใจ” เพราะสำหรับช่าง การได้ถูกยอมรับคือการยืนยันว่าทุกความละเอียด ทุกความอดทน และทุกความรับผิดชอบที่แบกไว้ มันมีคนเห็น และมีความหมายจริง ๆ
เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน…คือคนที่คุณไม่ทันได้สังเกต
ก่อนจบบทสนทนา คุณรนนท์ได้สรุปตัวตนของ SAMS และอุตสาหกรรมนี้ ไว้สั้น ๆ ว่า
“เราคือผู้สร้างความมั่นใจในการสมควรเดินอากาศให้กับคุณ”
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้โดยสารได้สัมผัสคือความสะดวกสบายบนเครื่อง แต่สิ่งที่ทำให้เครื่องบิน “พาไปถึงที่หมาย” ได้ คือระบบความปลอดภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนประตูเครื่องจะปิด
อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานจึงไม่ใช่ “งานหลังฉาก” หากแต่เป็นโครงสร้างที่ทำให้การบินทั้งระบบเดินหน้าได้ ตั้งแต่ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ไปจนถึงความเชื่อมั่นของสายการบินต่างชาติที่เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง
เพราะในโลกการบิน นักบินพาเครื่องขึ้นฟ้าได้ แต่มีเพียง ช่างอากาศยาน เท่านั้น ที่ทำให้เครื่องลำนั้น “พร้อมบินได้จริง”

