เป็นเวลานานกว่าหลายทศวรรษที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้นไม่สู้ดีเอาเสียเลย ทั้งคู่ต่างมีอำนาจในมือของตัวเอง แต่เรื่องการเมืองและการปกครองนั่นเองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้ถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ

ครั้งหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ (เกือบ) จะเคยดี แต่ก็มีเหตุให้ต้องสะดุด และหลังจากนั้นมาสหรัฐฯ ก็ใช้อำนาจระดับโลกคว่ำบาตรไม่ให้มหามิตรคบค้าสมาคมกับอิหร่าน แต่ฉันใดก็ฉันนั้น ประเทศที่มีศักยภาพอย่างอิหร่านก็หาทางเอาตัวรอดได้อยู่ดี  ในบทความนี้เราจะพาผู้อ่านค่อย ๆ เดินทางไปตามกาลเวลา และสืบสาวราวเรื่องว่า ทำไม และอะไร ถึงได้พาทั้งสองประเทศมาถึงจุดนี้

ความเป็นมาและสาเหตุของความขัดแย้ง

การคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง อิหร่านปกครองโดยระบอบกษัตริย์ภายใต้การนำของ Mohammad Reza Pahlavi ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ  อย่างไรก็ตาม ระบอบกษัตริย์ของ Pahlavi เผชิญกับการประท้วงจากประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในปี 1979

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ นั้นดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี โดยมีสาเหตุมาจากความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมไปถึงอิทธิพลของทั้งสองประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการไม่ว่าจะเป็น

ความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมือง

อิหร่านเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม ยึดมั่นหลักของศาสนาอิสลาม ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ยึดมั่นหลักการของเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมืองนี้ทำให้ทั้งสองประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกันในหลายประเด็น เช่น ประเด็นสิทธิมนุษยชน ประเด็นการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ และประเด็นการปฏิวัติอิสลาม

ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ

อิหร่านเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศนี้ทำให้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน

อิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่านเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เป็นมหาอำนาจในภูมิภาคนี้เช่นกัน การแย่งชิงอิทธิพลในภูมิภาคนี้ทำให้ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งกัน

เหตุการณ์สำคัญในความขัดแย้ง

จากข้อมูลของ CNN ระบุเหตุการณ์สำคัญที่ไล่เรียงชนวนแห่งความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

ความตึงเครียดเกี่ยวกับอิทธิพลของอังกฤษในอิหร่าน

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1900 รัฐบาลอังกฤษยังคงควบคุมปริมาณสำรองน้ำมันของอิหร่านผ่านบริษัทน้ำมันที่มีชื่อว่า Anglo-Iranian Oil  เวลาผ่านไปจนกระทั่ง นายโมฮัมหมัด โมซาดเดกห์ (Mohammad Mossadegh) ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอิหร่าน และเป็นช่วงประจวบเหมาะกับที่ชาวอิหร่านก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต่างชาติเข้ามายุ่งเรื่องกิจการภายในในประเทศของตน ดังนั้น นายโมฮัมหมัด โมซาดเดกห์จึงเรียกร้องให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลอังกฤษในการเข้ามาควบคุมทรัพยากรธรรมชาติในประเทศของพวกเขา

Mohammad Mossadegh: Wikipedia

CIA มีส่วนโค่นล้มประชาธิปไตยของอิหร่าน

ในปี 1953 สหรัฐอเมริกามีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารเพื่อโค่นล้มนายกรัฐมนตรี Mohammad Mossadegh ที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง และเป็นผู้ที่มีส่วนในการนำแหล่งน้ำมันของประเทศให้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอีกครั้ง ซึ่งการที่นาย Mossadegh ทำเช่นนี้ทำให้สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรมองว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศของตัวเอง และเมื่อสหรัฐฯ พิจารณาถึงการที่พวกเขาพึ่งพาพลังงานน้ำมันจากตะวันออกกลางแล้วการโค่นล้มรัฐบาลนาย Mossadegh ทำให้พวกเขาได้ประโยชน์ โดยหลังจากโค่นล้ม Mossadegh สหรัฐฯ ก็มีข้อตกลงที่จะสนับสนุนกษัตริย์ Mohammad Reza Pahlavi ของอิหร่านให้ปกครองเป็นชาห์แห่งอิหร่านอีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง จากเหตุการณ์นั้นทำให้ชาวอิหร่านยิ่งทวีความไม่พอใจที่สหรัฐฯ มาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ การกระทำดังกล่าวของสหรัฐฯ กระตุ้นให้ชาวอิหร่านเกิดความรู้สึกต่อต้านอเมริกามานานหลายทศวรรษ

ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์

ปี 1957 สหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีรายละเอียดในการที่สหรัฐฯ จะแบ่งปันเทคโนโลยีและทรัพยากรให้แก่อิหร่าน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นรากฐานของโครงการนิวเคลียร์ซึ่งก่อให้เกิดข้อขัดแย้ง โดยอิหร่านริเริ่มพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงทศวรรษ 1970 โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

การปฏิวัติอิหร่าน

ในปี 1979 ชาวอิหร่านหลายล้านคนออกมาเดินขบวนประท้วงระบอบการปกครองของชาห์ ซึ่งพวกเขามองว่ากระทำการทุจริตและผิดกฎหมาย  ในตอนนั้นประชาชนทั่วไปออกมาประท้วงต่อต้านลัทธิเผด็จการของกษัตริย์ Mohammad Reza Pahlavi ในขณะที่ผู้ประท้วงชาวอิสลามก็ได้ต่อต้านการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น  พระเจ้าชาห์หลบหนีออกนอกประเทศในวันที่ 16 มกราคม และต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ Ayatollah Khomeini นักวิชาการอิสลาม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกพระเจ้าชาห์จับกุมและเนรเทศออกนอกประเทศเมื่อปี 1964 กลับจากการลี้ภัยและกลายมาเป็นผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลาม

จับตัวประกัน

ในปี 1979-1981 นักศึกษาชาวอิหร่านบุกสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และจับชาวอเมริกันหลายสิบคนเป็นตัวประกัน พวกเขาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวชาห์ (กษัตริย์) ซึ่งถูกส่งตัวไปเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งที่สหรัฐอเมริกา ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอิหร่านเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหา “ก่ออาชญากรรมต่อชาวอิหร่าน” หลังจากผ่านไป 444 วัน อิหร่านก็ปล่อยตัวประกันเพื่อแลกกับการที่ทรัพย์สินของรัฐไม่ถูกอายัด และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ  สหรัฐฯ ก็ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านทั้งหมด และนับตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็ไม่เคยได้รับการฟื้นฟูอีกเลย และพระเจ้าชาห์สิ้นพระชนม์ในเดือนกรกฎาคม ปี 1980 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

เริ่มต้นสงครามอิรัก-อิหร่าน

ปี 1980-1988 เกิดสงครามอิหร่าน-อิรัก ซึ่งสหรัฐฯ สนับสนุนอิรักในการสู้รบกับอิหร่าน สงครามครั้งนี้ทำให้ทั้งสองประเทศสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

สหรัฐฯ ประกาศให้อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย

ปี 1984 ภายใต้ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน สหรัฐฯ ประกาศให้สาธารณรัฐอิสลามเป็น “รัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย” ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานหลายทศวรรษต่อมา ประกาศนี้โดยสหรัฐฯ ก็ยังคงยู่

ปี 1986 ในขณะที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิรักในการทำสงครามกับอิหร่าน แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีเรแกนก็เริ่มมองหาวิธีปรับปรุงความสัมพันธ์กับอิหร่านอย่างลับ ๆ โดยสื่อมวลชนเปิดเผยว่าแม้จะมีการคว่ำบาตรการขายอาวุธให้กับอิหร่าน แต่เรแกนก็ยังแอบอนุมัติขายอาวุธให้อยู่บ้าง โดยหวังผลว่าจะส่งผลให้ชาวอเมริกันที่ถูกจับเป็นตัวประกันในเลบานอนโดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน  ถูกปล่อยตัวออกมา

สหรัฐฯ ยิงเครื่องบินอิหร่านตก

ปี 1988 ในขณะที่เรือของอเมริกาและอิหร่านยิงกันในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ เข้าใจผิดว่าเครื่องบินพลเรือนเป็นเครื่องบินขับไล่ และกองเรือสหรัฐฯ ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ Iran Air เที่ยวบิน 655 ตก ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 290 คนเสียชีวิต แม้ว่าสหรัฐฯ จะบอกว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ แต่ชาวอิหร่านกลับมองว่าเป็นการโจมตีโดยเจตนา

สุไลมานีได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากองกำลังคุดส์

ปี 1997 Qasem Soleimani ไต่เต้าขึ้นมาจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังคุดส์ ซึ่งเป็นหน่วยกองกำลังพิเศษชั้นยอดที่ดูแลการปฏิบัติการในต่างประเทศของอิหร่าน และเขามีส่วนสำคัญในการเผยแพร่อิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง และในเวลาเพียงไม่นานเขาก็กลายเป็นหนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ

George Bush ประกาศให้อิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ฝ่ายอักษะแห่งความชั่วร้าย’

ปี 2002 หลังเหตุโจมตี 9/11 อิหร่านได้ช่วยเหลือสหรัฐฯ อย่างเงียบ ๆ ในการทำสงครามกับกลุ่ม Taliban ซึ่งเป็นศัตรูของทั้งสองประเทศ แต่ในการปราศรัยเรื่อง State of the Union ประธานาธิบดีจอร์จ บุช กล่าวถึงอิหร่าน พร้อมด้วยอิรักและเกาหลีเหนือว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “ฝ่ายอักษะแห่งความชั่วร้าย” คำพูดดังกล่าวปลุกปั่นความโกรธในอิหร่านเป็นอย่างมาก

ปี 2003 ในขณะที่สหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าอิหร่านกำลังพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ผู้ตรวจสอบจากสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศประกาศว่าพวกเขาพบร่องรอยของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอิหร่าน ทำให้อิหร่านตกลงที่จะระงับการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ และอนุญาตให้มีการตรวจสอบแหล่งผลิตนิวเคลียร์ที่เข้มงวดมากขึ้น แต่การดำเนินการตรวจสอบก็ทำเพียงไม่นาน เพราะพอประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad เข้ามามีอำนาจ ได้เริ่มการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้อิหร่านถูกคว่ำบาตรจากหลายประเทศเป็นเวลาหลายปี

อิหร่านลงนามในข้อตกลงยุติการพัฒนานิวเคลียร์

ปี 2013 หลังจากหลายปีของการเจรจากับรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา และอีก 6 ชาติรวมถึงอิหร่านก็ได้บรรลุข้อตกลงสำคัญที่ทำให้โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านชะลอตัว โดยแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรในบางเรื่องที่มีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศอิหร่านซบเซา โดยถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีความขัดแย้งกันมานาน

ทรัมป์ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี

ปี 2017 หนึ่งสัปดาห์หลังจากการเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม รวมถึงอิหร่าน เข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน อิหร่านเรียกคำสั่งห้ามดังกล่าวว่าเป็น “การดูถูกโลกอิสลามอย่างชัดเจน” และตอบโต้ด้วยการทดสอบขีปนาวุธ การตอบโต้กันไปมาดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันระหว่างสองประเทศ และทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทรัมป์พาอเมริกาถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน

ปี 2018 โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการรณรงค์หาเสียงว่าเขาจะถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เขายังบอกด้วยว่าเขาจะออกมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัฐบาลอิหร่าน โดยนักวิจารณ์เตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้อิหร่านกลับมาฟื้นโครงการปรมาณูอีกครั้ง และสร้างความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ ตราหน้า IRGC ว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย

ปี 2019 ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ นิยามให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หรือ  Iran Revolutionary Guard Corps (IRGC) ซึ่งเป็นสถาบันทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน และนับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ กำหนดให้รัฐบาลอื่นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก่อการร้าย หลังจากนั้นอิหร่านก็ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการประกาศว่าสหรัฐฯ เป็น “รัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย” เช่นกัน จากมุมมองเรื่องการค้าอาวุธเพื่อทำให้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสู้รบกันเอง

ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอีก หลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและโรงงานน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย เช่นเดียวกับโดรนของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก ซึ่งสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตำหนิอิหร่าน เจ้าหน้าที่ของอเมริกาย้ำหลายครั้งว่าการคุกคามต่อเสรีภาพในการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียและการค้าน้ำมันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่รัฐบาลของทรัมป์ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

หลังเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน อิหร่านตัดสินใจลดข้อผูกพันต่อข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ได้เคยทำไว้ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา โดยหลังจากที่สหรัฐฯ กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านหลายรอบ ซึ่งแต่เดิมถูกยกเลิกภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน อิหร่านก็ประกาศว่าจะเพิ่มการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกรดต่ำ เรื่องนี้ทำให้ข้อตกลงในเรื่องการจำกัดจำนวนการสะสมหัวรบนิวเคลียร์ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2015 ถูกทำลายลง  และทำให้อิหร่านเข้าใกล้ความสามารถในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์มากขึ้นอีกขั้น

ในเดือนธันวาคม 2019 สหรัฐฯ โจมตีโรงงานในอิรักและซีเรีย โดยกองกำลังสหรัฐฯ ทำการโจมตีทางอากาศทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในอิรักและซีเรีย ซึ่งฝ่ายกลาโหมของสหรัฐฯ อ้างว่า สถานที่ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนโดยอิหร่าน และเป็นกองกำลังที่ทำการโจมตีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ในอิรัก การโจมตีครั้งนี้ของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 คน หลายวันต่อมา ผู้ประท้วงสนับสนุนชาวอิหร่านหลายร้อยคนพยายามบุกโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด โดยพยายามทำลายกำแพงและบังคับให้ประตูเปิด เพื่อเป็นการประท้วงการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ

Qasem Soleimani: Business Insider

สหรัฐฯ สังหารโซไลมานี และอิหร่านตอบโต้ทันที

ในปี 2020 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าเขาสั่งโจมตีทางอากาศในอิรักเพื่อสังหารนายพลระดับสูงของอิหร่าน นั่นก็คือ กาเซม โซไลมานี ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน ๆ ไม่กล้าทำ เพราะมองว่าเป็นการยั่วยุอิหร่านมากจนเกินไป หลังการเสียชีวิตของโซไลมานี ผู้คนหลายพันคนในอิหร่านเดินทางมาไว้อาลัยให้กับเขา การโจมตีครั้งนี้ของสหรัฐฯ ทำให้อิหร่านโกรธจัดมาก และสาบานว่าจะตอบโต้ ท้ายที่สุดอิหร่านจึงตัดสินใจยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอิรักซึ่งเป็นที่ตั้งกองทหารอเมริกันในอีกไม่กี่วันต่อมา การโจมตีครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต และในตอนนั้นทรัมป์ตอบโต้ โดยให้สัญญาว่าจะคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่ม

ผลกระทบของความขัดแย้ง

หลังจากการปฏิวัติความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ก็แย่ลงอย่างมาก อิหร่านกลายเป็นประเทศมุสลิมหัวรุนแรงและประกาศว่าสหรัฐฯ เป็นศัตรู สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรอิหร่านหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงิน การคว่ำบาตรอาวุธ และการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยี

การคว่ำบาตรเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้อิหร่านไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจอิหร่านถดถอยและประชาชนชาวอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบาก

แต่การคว่ำบาตรที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดที่สหรัฐฯ กระทำต่ออิหร่าน คือ การคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน

เพราะอิหร่านเป็นประเทศที่มีสินค้าหลักเป็นน้ำมัน และเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก การคว่ำบาตรทำให้อิหร่านสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันจำนวนมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจอิหร่านถดถอยและประชาชนชาวอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบาก ดังนั้น การคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านจึงเป็นมาตรการคว่ำบาตรสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้กดดันอิหร่าน มาตรการนี้กำหนดว่า บริษัทใดก็ตามที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านจะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน ห้ามขนส่งสินค้า และห้ามการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ

ถ้าจะเจาะลึกมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ ใช้กับอิหร่านสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก ๆ ดังนี้

ระยะที่ 1 คว่ำบาตรแบบทวิภาคี

มาตรการคว่ำบาตรแบบทวิภาคีเป็นมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ ใช้ต่ออิหร่านมานานหลายทศวรรษ โดยมุ่งเป้าไปที่ภาคการเงิน การค้า พลังงาน และความมั่นคงของอิหร่าน โดยมีมาตรการคว่ำบาตรดังต่อไปนี้

  • ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน
  • ห้ามนำเข้าสินค้าจากอิหร่าน (รวมไปถึงน้ำมัน)
  • ห้ามส่งออกสินค้าไปยังอิหร่าน
  • ห้ามอิหร่านนำเข้าอาวุธ

ระยะที่ 2 คว่ำบาตรแบบพหุภาคี

ในปี 2015 อิหร่านลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์กับกลุ่ม P5+1 (สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และเยอรมนี) ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรด้านนิวเคลียร์ต่ออิหร่าน แต่ยังคงมาตรการคว่ำบาตรแบบทวิภาคีบางส่วนไว้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2018 และเริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบพหุภาคีต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยมุ่งเป้าไปที่ภาคพลังงาน การเงิน และการค้า มาตรการเหล่านี้รวมถึง

  • การห้ามนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน
  • การห้ามการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารกลางของอิหร่าน
  • การห้ามบริษัทต่างชาติดำเนินธุรกิจในอิหร่าน

มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันลดลง อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านส่งผลกระทบต่ออิหร่านในหลายด้าน ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ มาตรการคว่ำบาตรส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลง อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ด้านการเมือง มาตรการคว่ำบาตรทำให้อิหร่านต้องหันไปพึ่งพาพันธมิตรอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้อิหร่านมีบทบาททางภูมิภาคที่แข็งกร้าวขึ้น

ด้านความมั่นคง มาตรการคว่ำบาตรทำให้อิหร่านต้องเพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามจากภายนอก

ความพยายามในการแก้ไขปัญหา

P5+1: Euronews

ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศพยายามที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันหลายครั้ง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที จนกระทั่งในปี 2013 ทั้งสองประเทศและอีก 5 ชาติ สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวก็ถูกยกเลิกโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2018 ทำให้ความขัดแย้งกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง

เป็นระยะเวลากว่า 70 ปีที่ทั้งสองประเทศพยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้งร่วมกันแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

  • ปี 1981 ทั้งสองประเทศมีการเจรจากันเพื่อยุติสงครามอิหร่าน-อิรัก แต่การเจรจาล้มเหลวเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมประนีประนอม
  • ปี 1990 ทั้งสองประเทศร่วมมือกันต่อต้านการรุกรานของอิรักต่อคูเวต แต่หลังจากสงครามยุติลง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
  • ปี 2009 ทั้งสองประเทศมีการเจรจากันเพื่อแก้ไขปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน แต่การเจรจาล้มเหลวเนื่องจากสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด ในขณะที่อิหร่านต้องการคงไว้ซึ่งโครงการนิวเคลียร์บางส่วนเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ

ในปัจจุบันความพยายามในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ก็ยังคงมีอยู่ อย่างเช่นในปี 2021 ทั้งสองประเทศมีการเจรจากันโดยมีองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นตัวกลาง แต่การเจรจาล้มเหลว เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ต่อมาในปี 2022 ทั้งสองประเทศมีการเจรจากันอีกครั้งทั้งแบบทวิภาคีและแบบพหุภาคีหลายครั้ง แต่การเจรจายังไม่คืบหน้ามากนัก

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ นั้นยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายและยากที่จะแก้ไขได้ เพราะทั้งสองประเทศต่างมองแต่เรื่องของผลประโยชน์และทั้งยังมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก ประกอบกับมีผู้นำที่มีทัศนคติที่แข็งกร้าว ทำให้การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเป็นไปได้ยาก

Teapot Refinery 

ทำไมต่อให้สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านแต่พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน

สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่สามารถคว่ำบาตรเรื่องการค้าน้ำมันของอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีสาเหตุหลัก ๆ มาจาก 2 สาเหตุ

  1. การลักลอบค้าน้ำมัน

อิหร่านมีเครือข่ายการลักลอบค้าน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งสามารถส่งออกน้ำมันไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ โดยหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เครือข่ายการลักลอบค้าน้ำมันของอิหร่านนั้น มีทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน เรือประมง และเรือขนส่งสินค้าขนาดเล็กที่สามารถขนน้ำมันได้เป็นจำนวนมาก อิหร่านใช้วิธีการต่าง ๆ ในการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร เช่น การปลอมแปลงเอกสารการขนส่งน้ำมัน การลักลอบขนน้ำมันเข้าทางชายฝั่งทะเล และการใช้เส้นทางขนส่งน้ำมันที่หลากหลาย

เครือข่ายการลักลอบขนของอิหร่านมีความทันสมัยและซับซ้อนมากขึ้นนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตรครั้งใหม่ในช่วงปลายปี 2018 ธุรกิจปิโตรเลียมของอิหร่านดำเนินการโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน (National Iran Oil Company: NIOC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาด

ส่วนลูกค้าหลักของ NIOC ก็คือ จีน แต่ไม่ได้ส่งให้บริษัทที่มีโรงกลั่นน้ำมันในระดับชาติของจีน แต่เป็นโรงกลั่นแบบ “กาน้ำชา” ที่ปัจจุบันมีสต๊อกน้ำมันของอิหร่านถึง 95% ความสามารถในการกลั่นที่มากเกินไปกำลังผลักดันให้โรงกลั่นแบบกาน้ำชาต้องนำเอาน้ำมันดิบที่มีราคาถูกที่สุดมากลั่น โดยเฉพาะของอิหร่านที่ซื้อขายน้ำมันดิบกับจีนโดยให้ส่วนลดถึง 10-12 ดอลลาร์จากราคาตลาด และถูกกว่าของรัสเซียที่ให้ส่วนลดเพียงแค่ 5 ดอลลาร์เท่านั้น อีกทั้งโรงกลั่นแบบกาน้ำชายังทำธุรกรรมเป็นสกุลเงินจีน แทนที่จะเป็นดอลลาร์ ซึ่งทริคในการป้องกันพวกเขาจากการถูกคว่ำบาตร

  1. การค้าน้ำมันให้ประเทศจีน

ประเทศจีนเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก และเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของอิหร่าน จีนมีความต้องการน้ำมันสูง และยินดีที่จะซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยไม่สนใจการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จีนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลืออิหร่านในการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร โดยจีนได้ให้การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีแก่อิหร่านในการขนส่งน้ำมันไปยังประเทศจีน

Source: The Economist

อิหร่านเลือกใช้วิธีขนส่งน้ำมันให้กับจีนด้วยวิธีการที่แยบยลและซับซ้อนโดยมีผู้รับซื้อน้ำมันจากจีนคอยรู้เห็นเป็นใจ โดยการขนส่งน้ำมันของอิหร่านมักเริ่มต้นการเดินทางที่เกาะคาร์ก ทางตอนเหนือของช่องแคบฮอร์มุซ  โดยเลี่ยงช่องแคบ ฮอร์มุซ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน

เกาะ Kharg แหล่งปล่อยน้ำมันของอิหร่าน

ทรานสปอนเดอร์จะเปิดทำงานเฉพาะเมื่อเรือแล่นผ่านเส้นทางแคบ ๆ เท่านั้น โดยเรือบรรทุกน้ำมันแทบจะไม่เดินทางตลอดเส้นทาง บางคนไปรับเชื้อเพลิงจากเรือลำอื่น ๆ นอกชายฝั่งฟูไจราห์ ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีน้ำมันเถื่อนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำมันจากรัสเซียผ่านมาด้วย

จากนั้นหลาย ๆ คนขนถ่ายสินค้าออกจากชายฝั่งมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ซึ่งจะใช้เรือขนาดเล็กเดินทางต่อไปยังตอนเหนือของจีน บ่อยครั้งหลังจากผสมกับน้ำมันดิบอื่น ๆ จากสถานที่ต่าง ๆ เช่น เวเนซุเอลา หรือจงใจติดฉลากผิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีชนิดอื่น น้ำมันจะถูกเก็บไว้ที่นั่นก่อนที่จะขนส่งไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้าย นั่นคือ ท่าเรือตงเจียโข่ว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในมณฑลซานตงซึ่งอยู่เลียบชายฝั่งทะเล

ความท้าทายของอเมริกาในการพยายามยับยั้งการเล็ดลอดการคว่ำบาตรการค้าน้ำมันของอิหร่านมีอีกหลายเรื่องที่ต้องคิด หลัก ๆ เลยคือ NIOC นั้นพยายามไม่ทำการค้าน้ำมันกับชาติอื่น ๆ ในสกุลเงินดอลลาร์เลยทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนคว่ำบาตร

ในขณะเดียวกันมีเพียงรัฐบาลจีนเท่านั้นที่สามารถปราบปรามโรงกลั่นแบบกาน้ำชาได้ เหตุผลนี้ทำให้อิหร่านแทบไม่ต้องกังวลเลย เพราะจีนเองก็ไม่ได้จะไม่คบค้ากับอิหร่าน เพราะต้องไม่ลืมว่าจีนเองก็ได้ซื้อน้ำมันในราคาถูก

เราจะเห็นว่าสหรัฐฯ นั้นพยายามใช้มาตรการต่าง ๆ ในการบีบพ่อค้าคนกลางไม่ให้รับซื้อของจากอิหร่าน แต่ด้วยพ่อค้าคนกลางที่มีอยู่จำนวนมาก ทำให้การคว่ำบาตรที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผลเท่าไร

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถคว่ำบาตรเรื่องการค้าน้ำมันของอิหร่านได้ เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น จีน รัสเซีย และตุรกี ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถกดดันประเทศเหล่านี้ให้ปฏิบัติตามการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น การคว่ำบาตรเรื่องการค้าน้ำมันของอิหร่านจึงถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงบางส่วนเท่านั้น อิหร่านยังคงสามารถส่งออกน้ำมันไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยเครือข่ายการลักลอบค้าน้ำมันและการสนับสนุนจากประเทศจีน

https://www.economist.com/finance-and-economics/2023/10/25/america-would-struggle-to-break-irans-oil-smuggling-complex

https://edition.cnn.com/interactive/2020/01/world/us-iran-conflict-timeline-trnd/



ติดตาม Marketeer ได้หลากหลายรูปแบบ

.
Marketeer ฉบับดิจิทัล : อ่านบน Ookbee / อ่านบน meb
.
Marketeer ฉบับ PDF : https://marketeermagazine.com/
.
Marketeer ฉบับกระดาษ : สั่งซื้อทางไปรษณีย์ Inbox มาที่ เพจ Marketeer Online