Lopia Japan ซูเปอร์ฯ สายเนื้อเบอร์ต้นญี่ปุ่น ที่วางไทยเป็นประตูชัย บุกตลาดใหม่ในอาเซียน

ถ้าฝั่งค้าปลีกญี่ปุ่นในไทยตอนนี้ มี ‘Don Don Donki’ (ดอง ดอง ดองกิ) เป็นตัวแทนของความสนุกสนานในการช้อปปิ้งสินค้าจิปาถะ ฝั่งซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสด ก็มีผู้เล่นรายใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง ‘Lopia Japan’ (โลเปีย เจแปน)

หลัง Lopia เลือก ‘ประเทศไทย’ เป็นหมุดหมายที่สองของการทำตลาดต่างประเทศ ต่อจากไต้หวัน โดยประเดิมเปิดสาขาแรกที่ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ

เปิดประวัติ Lopia Japan : จากร้านขายเนื้อ สู่อาณาจักรซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสด

หากย้อนเวลากลับไปกว่า 50 ปี จุดเริ่มต้นของอาณาจักรซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสดในญี่ปุ่นแห่งนี้ เริ่มจากร้านขายเนื้อเล็ก ๆ เพียงคูหาเดียว

ในปี 1971 ‘คุณฮิเดโอะ ทาคากิ’ (Hideo Takagi) ผู้ก่อตั้ง ได้เปิดร้านขายเนื้อสดขึ้นในเมืองฟูจิซาวะ จังหวัดคานางาวะ โดยตั้งชื่อร้านว่า ‘Niku no Takarabako’ ซึ่งแปลว่า ‘หีบสมบัติแห่งเนื้อ’

แรงบันดาลใจของคุณฮิเดโอะ เกิดจากความทรงจำในวัยเด็ก ช่วงหลังสงครามที่อาหารขาดแคลน เขาฝันอยากให้เด็ก ๆ ทุกคนได้กินเนื้อดีดี ในราคาที่พ่อแม่ของพวกเขาจ่ายได้ จึงตั้งปณิธานว่าจะขายเนื้อคุณภาพในราคาที่ทุกครอบครัวเอื้อมถึง ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ฝังลึกอยู่ใน DNA ของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อร้าน Niku no Takarabako ถูกส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นที่ 2 ‘คุณโยสุเกะ ทาคากิ’ (Yosuke Takagi) ในช่วงปี 2011 ผู้ซึ่งมองเห็นโอกาสที่ใหญ่กว่าการเป็นแค่ร้านขายเนื้อ 

เขาตัดสินใจรีแบรนด์กิจการทั้งหมดและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Lopia’ ซึ่งเป็นการนำคำสองคำมาผสมกัน ดังนี้ Lo = Low Price (ราคาถูก) กับ Pia = Utopia (ดินแดนในอุดมคติ) สื่อความหมายถึง ดินแดนของนักช้อปที่มองหาของดีในราคาคุ้มค่า

ปัจจุบัน เบื้องหลังการทำราคาที่จับต้องได้ในกลุ่มเนื้อสัตว์และอาหารสด มาจากการที่ Lopia ดำเนินงานอยู่ภายใต้กลุ่ม OIC Group ที่ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่ฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานแปรรูป สู่หน้าร้านค้าปลีก 

การบริหารจัดการเองทั้งหมดที่ช่วยตัดคนกลางนี้เอง ทำให้ Lopia สามารถคุมต้นทุนได้เบ็ดเสร็จ และรักษาความสดใหม่ของ ‘เนื้อ’ ไว้ได้สูงสุด ส่งผลให้จากร้านขายเนื้อเล็ก ๆ เติบโตสู่อาณาจักรซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสดกว่า 130 สาขา ในญี่ปุ่น และ 9 สาขาในไต้หวัน หลังเข้าไปทำตลาดในประเทศดังกล่าวได้เพียงราว 3 ปี 

5 กลยุทธ์การตลาดของ Lopia Japan ในตลาดค้าปลีกไทย

1.ขายประสบการณ์แบบ ‘Food Theme Park’ 

สิ่งที่ทำให้ Lopia แตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสดทั่วไปคือ การวางคอนเซปต์ร้านภายใต้แนวคิด ‘Food Theme Park’ หรือสวนสนุกแห่งอาหาร ออกแบบผังร้านให้ทุกการเดินเลือกซื้อสินค้า เหมือนการเดินเที่ยวในสวนสนุกที่มีของกินเป็นไฮไลต์ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าอยากกลับมาเยือนซ้ำ 

พร้อมประกาศจุดยืน ไม่แข่งราคากับซูเปอร์มาร์เก็ตที่ทำตลาดอยู่เดิม แต่มุ่งขายคุณภาพและความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้

2.จุดแข็งที่สุดคือเนื้อวากิว 

จุดแข็งที่สุดของ Lopia คือ ‘แผนกเนื้อสัตว์’ เนื่องจากบริษัทแม่มีความเชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ จึงใช้กลยุทธ์ ‘เหมาวัวทั้งตัว’ (Whole Cow Buying) โดยเฉพาะวัวดำ (Kuroge Wagyu) ทำให้สามารถทำราคาได้ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป และพื้นที่แผนกเนื้อกว่า 60% เป็นเนื้อวากิว พร้อมบริการย่างเนื้อให้ฟรี สำหรับลูกค้าที่กังวลเรื่องการปรุงเนื้อชิ้นหนา

3.ซูชิไซส์ใหญ่

อีกหนึ่งแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าคือ แผนกอาหารทะเลและซูชิ ที่เน้นความคุ้มค่าด้วยปริมาณเนื้อปลาที่มากกว่าปกติ โดยทั่วไปซูชิหนึ่งคำจะมีน้ำหนักหน้าปลาประมาณ 16-20 กรัม แต่ที่ Lopia ให้มาถึง 26 กรัม เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสความเต็มคำ เสิร์ฟพร้อมข้าวปั้นปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูต้นตำรับญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ยังมีพิซซ่าอบสดใหม่ และสินค้าที่จัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของร้านเอง เช่น ชีสเค้ก, พุดดิ้ง

4.ทำเลและการผนึกกำลังกับเจ้าถิ่น 

การเลือกเปิดสาขาแรกของร้าน Lopia ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ โดยตั้งอยู่ใกล้กับโซนท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต มองว่าเป็นการร่วมมือที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าเข้าสู่พื้นที่มากกว่าการเป็นคู่แข่งกัน

นอกจากนี้ จากช่วงทดลองเปิดให้บริการ พบว่ากำลังซื้อของผู้มาที่ร้านนั้น มีศักยภาพ โดยประเมินว่าการใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย สูงกว่าร้านในไต้หวันถึง 1.5 เท่า และคาดการณ์ยอดใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ที่ราว 1,000 บาท

5.การบริหารจัดการร้านค้าและแผนขยายฐานการผลิต 

Lopia ได้นำระบบบริหารจัดการแบบร้านสาขาในญี่ปุ่น มาปรับใช้เพื่อความรวดเร็วและเป็นระเบียบ เช่น รถเข็นระบบมัดจำเหรียญ โดยใช้เหรียญ 10 บาทหยอดเพื่อปลดล็อกรถเข็น และได้รับคืนเมื่อนำรถมาเก็บ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งมีแพลนจะปรับรูปแบบการมัดจำเป็นการสแกนคิวอาร์โค้ดต่อไป 

ทั้งนี้ สินค้ากว่า 95% ในร้าน เป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน และ Lopia มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองจาก 30% ในปัจจุบัน ให้เป็นมากกว่า 60% ในอนาคต ตลอดจนมีเป้าหมายที่จะตั้งฐานการผลิตและแปรรูปอาหารในไทย ทั้งเพื่อจำหน่ายและส่งออกไปยังสาขาในตลาดต่างประเทศอีกด้วย

คุณฮิโตชิ มิซึโมโตะ กรรมการบริษัท Lopia และหัวหน้าสำนักงานใหญ่ฝ่ายดูแลภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า “ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาประชากรลดลง ในขณะที่ประชากรอาเซียนมีอยู่ราวกว่า 680 ล้านคน โดยไทยนับเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งคนไทย คนจีน และคนตะวันตก หากประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่นี่ ก็เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่การขยายไปยังภูมิภาคนี้ทั้งหมด”

การมาบุกตลาดไทยของ Lopia Japan ครั้งนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าสมรภูมิร้านค้าปลีกอาหารสดและสินค้านำเข้าในไทย จะแข่งขันกันสนุกมากขึ้นบนสนามการนำเสนอสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline