ไม่รู้ว่าผู้อ่านคุ้นหูหรือไม่ มันมีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า The Three Loves Theory กล่าวว่าในชีวิตของคนเรานั้น จะตกหลุมรัก 3 ครั้ง ใน 3 ช่วงเวลาที่แตกต่างกันของชีวิต
โดยที่ความรักแต่ละครั้งจะให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมอบบทเรียนอันล้ำค่าแบบไม่ซ้ำเดิมให้อีกด้วย
ก่อนอื่นมารู้จักที่มาของทฤษฎีนี้กันก่อน Three Loves Theory เป็นผลงานของนักมานุษยวิทยานามว่า เฮเลน ฟิชเชอร์ ที่อุทิศชีวิตหลายสิบปีเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจความรัก ความใกล้ชิด และความสัมพันธ์ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์
เฮเลน ฟิชเชอร์ ยังได้ศึกษากระบวนการทางด้านการรับรู้และระบบประสาทที่อยู่เบื้องหลังความรัก และเริ่มระบุอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของความสัมพันธ์โรแมนติก
จากการศึกษา พบว่า ความรักแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ รักครั้งแรกที่เต็มไปด้วยความใคร่ (Lust) รักครั้งที่สองที่ยกระดับขึ้นมาสู่ความหลงใหล(Passion) และรักครั้งที่สามเต็มไปด้วยความผูกพัน (Commitment) ซึ่งการศึกษายังสอดคล้องกับการค้นคว้าของแบรนด์ Pour Moi ที่เคยศึกษาคนอายุ 25 ปีขึ้นไป จำนวน 2,039 คน พบว่าเกือบหนึ่งในสามเคยมีคู่รักระหว่าง 3-4 คนก่อนที่จะลงเอยกับใครสักคน
หากเราถามว่า “ความรักในแบบของคุณเป็นแบบไหน” คำตอบที่ได้อาจแตกต่างกันไป บางคนอาจตอบว่ารักคือความเร่าร้อน บางครั้งอาจเป็นนุ่มนวลแสนเปราะบาง บางคนอาจตอบว่ารักมั่นคงแสนเนิบช้า แต่บางคนอาจมองว่ารักน่ะผันผวนยิ่งกว่าตลาดหุ้นเสียอีก
ฟังดู “ความรัก” ก็เป็นเรื่องเข้าใจยากดี
หลุมรักแรก : รักแรกพบ (First Love&Lust)
จำครั้งแรกที่คุณตกหลุมรักใครได้ไหม รักที่พอตกหลุมรักแล้วเหมือนมีผีเสื้อบินเต็มท้อง เป็นความรักแบบนั้นแหละ
รักแรกมักจะให้ความรู้สึกเหมือนเทพนิยายเพราะสร้างขึ้นบนพื้นฐานของจินตนาการ เป็นความรักวัยรุ่นที่เคยคิดว่ามันจะคงอยู่ตลอดไป
ส่วนใหญ่ความรักแบบนี้มักเกิดขึ้นช่วงมัธยมปลาย ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะจบลงในรูปแบบแยกย้ายกันไปเติบโต ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก ไม่ทนทานพอที่จะผ่านอะไรไปด้วยกัน
เป็นรักที่ค่อนข้างผิวเผินให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของความสัมพันธ์ในสายตาคนอื่นมากกว่า แม้ว่าในตอนนั้นมันจะรู้สึกเหมือนรักแท้ก็ตาม แต่ปกติแล้วรักแรกพบไม่ใช่ความรักที่ลึกซึ้งและแท้จริง แต่สิ่งที่จริงแท้คือ ‘เจ็บปวด’ แน่นอน แต่หลุมรักแรกแสนตื้น ฟื้นตัวได้ไว
สิ่งที่คนมักเรียนรู้จากรักครั้งนี้ คือ ความรักน่ะวิเศษเสมอ ต่อให้ไม่ถูกรักตอบก็ตาม
หลุมรักที่ 2 หลงใหลและโรแมนติก (Intense Love&Passion)
ยินดีต้อนรับสู่หลุมรักที่สอง ความรักที่จะทำให้โลกของคุณพลิกคว่ำ
นี่คือความสัมพันธ์ที่มาพร้อมกับช่วงเวลาแห่งความสุขสุดขีด ทุกข์สุดขั้ว เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา สนุกนะ แต่ตกลงมาเจ็บจนบอกไม่ถูกเลย
รักครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์แต่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ที่ลึกที่สุดภายในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นความไม่มั่นคง ความปรารถนา และความโหยหาที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
ความรักแบบนี้ลุกโชนดุจไฟราดทับด้วยน้ำมัน อาจเกิดความรู้สึกหึงหวง กลัวที่จะสูญเสีย และความสงสัยในตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่จะปั้นแต่งอีกฝ่ายให้เป็นตามอุดมคติของเรา ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นแบบที่เขาชอบ
ถ้าคิดว่ารักครั้งแรกลืมยากแล้ว ต้องลองมาเจอหลุมรักที่สองดูเสียก่อน ความเจ็บปวดยากเกินบรรยายและทิ้งแผลบาดลึกรักษาไม่ง่ายไว้ให้คุณ พูดภาษาบ้าน ๆ คือเป็นหลุมรักที่ทำให้คนเสียศูนย์มากที่สุด
แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า ‘ความเจ็บปวด’ กับหลุมรักนี้ล่ะ จะสอนให้คุณ ‘เติบโต’
ถ้าผ่านพ้นไปได้ คุณจะพบว่าหลุมรักนี้สอนเราได้ดีที่สุดว่า “รักคืออะไร” สอนให้เข้าใจขอบเขตความรัก มองลึกเข้าไปในตัวเอง เก็บเศษซากแตกสลายประกอบร่างขึ้นใหม่ เป็นคุณในเวอร์ชั่นที่รู้จัก “ความรัก” และยอมรับ “ความไม่รัก”
สิ่งที่ต้องเรียนรู้จากรักครั้งนี้ คือ รักไปเถอะ รักไปเลย ไม่ต้องเผื่อใจอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บ เพราะมันเจ็บแน่
หลุมรักที่ 3 รักแบบถอนตัวไม่ขึ้น (Commitment)
หลังจากผ่านพ้นความเจ็บปวดจากหลุมรักก่อนหน้ามา ครั้งนี้จะเป็นรักที่ใคร ๆ เรียกกันว่า “รักแบบผู้ใหญ่”
แล้วตกหลุมรักแบบคนที่โต ๆ กันแล้ว มันเป็นแบบไหนกันนะ
รักครั้งที่ 3 ส่วนใหญ่เป็นความรักที่มาเคาะประตูแบบไม่ทันได้ตั้งตัว และหักปากกาเซียนหลายครั้งเพราะอาจไม่ตรงสเปคแบบเคย
เคยได้ยินคู่บ่าวสาวพูดในงานวิวาห์บ่อย ๆ ไหมว่า “คนนี้ตอนแรกไม่ใช่ไทป์ที่ชอบเลย” หรือ “ไม่คิดว่าจะรักคนนี้” หลุมรักสถานีนี้เป็นอะไรแบบนั้นแหละ
เป็นรักที่ทำลายอุดมคติที่เราเคยยึดมั่นไปจนหมดสิ้น เพียงพบสบตาให้ความรู้สึกเหมือนเพลงไท ธนาวุฒิ ดังขึ้นในหัว “ใช่เลย โดนใจฉันเลย” ประมาณนั้น
หัวใจที่ผ่านความลุ่มหลง คลั่งไคล้ และบทเรียนรักอันเจ็บปวดแสนสาหัสมาได้แล้วนั้น หัวใจของคุณได้ผ่านการเติบโตทางอารมณ์และมีความเข้าใจตนเองมากขึ้น มุมมองความรักเปลี่ยนไป เมื่อตกหลุมรักเป็นครั้งที่สามเลยเป็นรักที่เรียบง่าย ฮีลใจกันและกัน ไม่เหนื่อยเล่นเกมเดาใจ แค่คนสองคนมาอยู่ด้วยกันแล้วดันลงตัวพอดี
เวลาที่พบบุคคลนั้น คุณจะเข้าใจถึงคำว่า “บ้าน” อย่างแท้จริง เหมือนกับประโยคนี้ “Home is not a place, it’s a person”
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะรักครั้งนี้เกิดจากหัวใจที่ผ่านการเยียวยาและเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมาแล้ว จึงเป็นรักที่ไม่ระแวง ไม่กดดัน ยอมรับทุกอย่างของอีกฝ่าย เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กัน คุณจะค้นพบเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองในหลุมรักนี้
โครงสร้างของหลุมรักที่สามมักจะแข็งแรงที่สุด เพราะเป็นรักในระดับที่อยากมีกันและกันในอนาคต เมื่อเผชิญอุปสรรคในความสัมพันธ์คุณจึงจะร่วมมือกันเพื่อเอาชนะ เป็นรักไม่มีเงื่อนไข แบบที่ทำให้คุณต้องหัดพูดคำว่าขอโทษแม้ตัวเองจะไม่ผิด
ถ้าจะต้องหาสักเพลงมาบรรเลงในหลุมรักนี้ คงต้องเป็น “ดาวหางฮัลเลย์” ประมาณว่าเป็นรักที่เขาจะขอบคุณจักรวาลสำหรับการเดินทางมาถึงของคุณ
แต่ในชีวิตของคนคนหนึ่งไม่แน่ว่าจะตกหลุมรักใครได้ถึง 3 ครั้ง เพราะคนบางกลุ่มก็ตกหลุมรักเพียงครั้งเดียว แล้วความรักนั้นก็ถูกทะนุถนอมอย่างดีจนคงอยู่เช่นนั้นไปตราบนานเท่านาน
สิ่งที่คนเรียนรู้ได้จากหลุมรักนี้คือ รักที่ดีจะทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย เหมือนร่มใบใหญ่ท่ามกลางสายฝน เหมือนโกโก้อุ่นในฤดูหนาว
ถึงอย่างนั้นทฤษฎี Three Loves Theory ก็ไม่ได้ตัดสินทุกความสัมพันธ์ได้ มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางความรักของตัวเอง หัวใจมนุษย์เป็นจักรวาลลึกลับที่ไม่สามารถหาคำจำกัดความได้ มันมีอิสระที่จะเขียนเรื่องราวของตัวเอง
ไม่มีข้อจำกัดว่าคุณจะตกหลุมรักได้กี่ครั้งในหนึ่งชีวิต จะมากหรือน้อยไม่มีใครบอกได้ แต่ไม่ช้าก็เร็วหัวใจดวงน้อย ๆ จะหาที่ทางของมันเจอ ที่ที่มองท้องฟ้าทั้งใบก็กลายเป็นสีชมพู ที่ที่อเมริกาโน่ขมก็ยังหวานปานมาร์ชแมลโลว์ ที่ที่แม้ผ่านพ้นฤดูกาลก็ยังผลิบานได้ตลอด
ระวังคนที่คุณตกหลุมรักด้วยล่ะ เขาต้องมีค่าพอสำหรับคุณ
ขอให้ปีนี้เป็นวาเลนไทน์ที่ดี



