“กรีน ลาเท็กซ์” มองตลาดยางพารากลุ่ม Bedding เดือด จีน-เกาหลี-สหรัฐฯ แข่งกันด้านราคา โชว์รายได้จาก OEM ตลาดต่างประเทศโต 10% ขณะที่ตลาดในไทยที่ผ่านมาลดลง 3% เหตุนักท่องเที่ยวจีนหดตัว ประกาศกลยุทธ์ 62 บุก Living&Lifestyle ขยายตลาดอินเดีย-AEC ตั้งเป้ารายได้ 1,700 ล้าน เติบโต 30% ล่าสุดเผยโรงงานใหม่ เพิ่มกำลังการผลิต 3 เท่า

กัณฑ์กณัฐ แสนสุกวิหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลาเท็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดเครื่องนอนยางพารา (Bedding) มีการแข่งขันอย่างสูง โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน เกาหลี และสหรัฐอเมริกา ในส่วนของร้านค้าปลีก (Retail) และอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ซึ่งเป็นการแข่งขันด้วยการลดราคาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กัณฑ์กณัฐ อธิบายว่า ในประเทศไทยไม่ได้มีการเก็บตัวเลข ‘มูลค่าตลาด’ ยางพาราแปรรูปกลุ่มเครื่องนอนอย่างชัดเจน แม้ว่า 80% ของยางพาราทั่วโลกจะมีแหล่งวัตถุดิบมาจากประเทศไทย
ส่วน “กรีน ลาเท็กซ์” ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นอนและหมอนยางพารา ซึ่งมีทั้ง 7 House Brand ของบริษัท และเป็น OEM ให้กับบริษัทต่างประเทศต่างๆ มีรายได้ในปี 2561 เติบโต 35% โดยรายได้จาก OEM เพื่อการส่งออกเติบโต 10% แต่การขายในประเทศของบริษัทลดลง 3% เนื่องจากผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนหดตัว
ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น OEM ตลาดต่างประเทศ 80% และขายในประเทศ 20% โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายโดยนำยางพารามาแปรรูป ได้แก่ หมอน ที่นอน Topper ผ้าห่ม เครื่องนอนเด็กแรกเกิด ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ เบาะพิงหลัง เบาะรองนั่ง หมอนล็อกคอ เป็นต้น และใช้ปริมาณยางพาราถึง 1,000 ตันต่อเดือน หรือ 12,000 ตันต่อปี
สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2562 กัณฑ์กณัฐกล่าวว่า บริษัทจะขยายไลน์สินค้าออกไปในสินค้ากลุ่ม Living และ Lifestyle ประกอบกับขยายตลาดส่งออกไปสู่กลุ่มประเทศใหม่ๆ ที่มีจำนวนประชากรและกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นประเทศที่ยังไม่มีสินค้าเครื่องนอนให้เลือกหลากหลายมากนัก โดยบริษัทจะเข้าไปทำตลาดกลางและบน ภายใต้แบรนด์ของไทยและการโปรโมตผลิตภัณฑ์ยางพาราแท้ที่ผลิตโดยโรงงานในไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก
ด้าน จิรวดี อังศุมาลี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลาเท็กซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2562 ที่ 1,700 ล้านบาท เติบโต 30% และวางงบการตลาดและประชาสัมพันธ์สำหรับปี 2562 อยู่ที่ 30 ล้านบาท พ่วงการทำ R&D และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
จิรวดี มองว่า ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเครื่องนอนยางพาราเติบโตคือ การบุกในตลาดที่เป็นตลาดใหม่ (New Market) และตลาดที่คนไม่ค่อยรู้จักสินค้าเครื่องนอนยางพารามากนัก เช่น ประเทศอินเดีย และประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งมีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ปัจจุบันชาวต่างชาติส่วนใหญ่ยังใช้สินค้าเครื่องนอนที่ทำมาจาก ‘ฟองน้ำ’ และ ‘โฟม’ เป็นหลัก ทั้งมองว่า ‘ยางพารา’ เป็นกลุ่มสินค้าพรีเมียมที่มีราคาสูง
จิรวดี กล่าวอีกว่า ปีนี้บริษัทจะขยายตลาดไปยังอินเดียและตลาด AEC มากขึ้น โดยมีตัวแทนจำหน่ายของ Greenlatex ที่กัมพูชาและมีโชว์รูม 2 แห่งที่พนมเปญและเสียมเรียบ และภายในไตรมาส 2/62 คาดว่าจะมีตัวแทนและเปิดโชว์รูมที่เวียดนาม และเริ่มบุกตลาดเมียนมา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวโรงงานและโชว์รูมใหม่ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร โดยมีการวางระบบเพื่อรองรับการผลิตด้วยระบบ Automation ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2562 ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงการก่อสร้างส่วนของอาคารสำนักงาน (Office Building)
จิรวดีกล่าวอีกว่า โรงงานเก่ามีกำลังการผลิตหมอนกว่า 3 ล้านใบต่อปี ขณะที่โรงงานแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มจากเดิม 3 เท่า เพื่อรองรับการขยายไปตลาดต่างประเทศ
Marketeer FVI
มอง ‘ตลาดเครื่องนอนยางพารา’ เติบโต-หดตัว จากอะไร?
เติบโต: (1) การส่งออกไปจีน-สหรัฐฯ / (2) อีคอมเมิร์ซ / (3) บุกตลาดใหม่ที่คนไม่รู้จักกลุ่มสินค้าเครื่องนอนยางพารา เช่น อินเดีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และอาเซียน
หดตัว: (1) นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเที่ยวไทย / (2) การแข่งขันกันเองของแบรนด์จีนและสหรัฐฯ
–
