ย้อนดูสถิติ โอลิมปิก และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการจับเวลา

คงไม่มีกิจกรรมใดของมนุษย์ที่ให้ความสำคัญกับสถิติไปมากกว่าการแข่งขันกีฬา เพราะความต่างของเวลาเพียงเล็กน้อยก็ พร้อมจะพลิกชีวิตของผู้สร้างสถิติใหม่ไปในทันที และยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้คว้าเหรียญทองตัวจริง การจับเวลาจึงต้องถูกพัฒนาความเที่ยงตรงและแม่นยำมาโดยตลอด จนถึงกีฬาโอลิมปิกในปี 1932 ทุกสถิติใหม่ของบรรดาสุดยอดนักกีฬาทั่วโลก เกิดจากเทคโนโลยีการจับเวลาของ Omega เข้ามาเป็นผู้บันทึกสถิติและเป็นพยานตัดสินในเสี้ยววินาทีสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าลองหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปดูสถิติโลกที่มาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีการจับเวลา เราจะเข้าใจพวกเขามากขึ้น

ปี 1936 ขณะที่การเมืองระหว่างประเทศกำลังคุกรุ่น อันจะนำไปสู่สงครามโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เยอรมนีภายใต้การนำของ Adolf Hitler รับหน้าที่จัดโอลิมปิกขึ้นที่กรุง Berlin โดยแม้บรรยากาศในการแข่งขันเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากกฎระเบียบที่เข้มงวด และกีดกันเชื้อชาติจากนโยบายของพรรคนาซี แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้เหล่านักกีฬาย่อท้อแต่อย่างใด อย่างเช่น Jesse Owen นักวิ่งผิวดำ ที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ คว้าได้ถึง 4 เหรียญให้ทีมชาติสหรัฐ ซึ่งได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Race ในปี 2016 สำหรับ Omegaมีส่วนร่วมในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์แห่งมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในครั้งนั้น ด้วยการส่งนาฬิกาจับเวลาความละเอียดขนาด 1/5 วินาทีและ 1/10 วินาที รวม 185 เรือน เพื่อใช้ในการตัดสินครั้งนี้

นับจากนั้น Omega ก็พัฒนาเทคโนโลยีด้านการจับเวลาและบันทึกสถิติอย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้จากอุปกรณ์มากมาย อาทิ Omegascope ที่ซ่อนตัวเลขเรืองแสงไว้ใต้จอโทรทัศน์ระหว่างการถ่ายทอดสดโอลิมปิกปี 1964 ที่กรุง Tokyo ของญี่ปุ่น และโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมือง Innsbruck ของออสเตรียในปีเดียวกัน รวมถึงการจับเวลาแบบอิเล็กโทรนิกส์ที่ใช้เป็นครั้งแรกในโอลิมปิกปี 1968 ซึ่งกรุง Mexico City เป็นเจ้าภาพ นอกจากนีั้ยังมีกล้องจับความเคลื่อนไหวความเร็วสูงตรงเส้นชัย และปืนสัญญานปล่อยตัวสำหรับการวิ่งที่มีแค่เสียงกับแสงแต่ไร้ควันด้วย

สำหรับโอลิมปิคฤดูหนาวในปี 1992 ที่เมือง Albertville ของฝรั่งเศส หนึ่งในผู้สร้างสถิติสำคัญคือ Bonnie Blair นักสเก็ตน้ำแข็งหญิงทีมชาติสหรัฐ ที่คว้าไป 2 เหรียญทองจาก Speed Skate 500 เมตร และ Skate 1,000 เมตร ด้วยเวลา 40.33 วินาที และ 1 ชั่วโมง 21 นาที 90 วินาทีตามลำดับ ส่งให้เธอสร้างประวัติศาสตร์ เป็นนักกีฬาหญิงคนแรกที่คว้าเหรียญทองใน Speed Skate 500 เมตรโอลิมปิค 2 ครั้งต่อเนื่อง ซึ่งเสี้ยวเวลาสำคัญดังกล่าวที่เป็นการยืนยันว่า “โอลิมปิกไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นเรื่องของคนสร้างสถิติ” ถูกบันทึกไว้โดยOmega Scan’O’Vision ที่สามารถวัดเวลาละเอียดระดับ 1/1000 วินาที

เทคโนโลยีของ Omega ยังก้าวหน้าไปไม่หยุด เช่นเดียวเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา โดยในโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมือง Sochi ของรัสเซียเมื่อปี 2014 ได้มีการนำ IH Whistle Detection System มาใช้ใน Hockey น้ำแข็ง ซึ่งสามารถหยุดเวลาได้ภายใน 1/10 วินาทีหลังสิ้นเสียงนกหวีด ทำให้ทุกความเปลี่ยนแปลงของหน่วยเวลาในกีฬาที่เต็มไปด้วยการปะทะ และการเคลื่อนไหวนี้เป็นไปอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ส่วนทีมที่คว้าเหรียญทองบน “แดนหมีขาว” คือแคนาดา หลังชนะสวีเดนไปขาดลอย 3-0

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในครั้งนี้ Omega ได้เปิดตัว Seamaster Planet Ocean “PyeongChang 2018” นาฬิการุ่นพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2018 เรือนเท่านั้น เพื่อเป็นเป็นเกียรติในฐานะผู้บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ และย้ำถึงการเป็นตัวแทนความเที่ยงตรง โดยตัวเรือนของ Planet Ocean “PyeongChang 2018” ถูกออกแบบให้เป็น Stainless Steel ด้วยรูปลักษณ์โดดเด่นของสีน้ำเงินกับสีแดงตามสีของธงชาติเกาหลีใต้ ขณะที่หัวใจแห่งการทำงานอย่างเครื่อง Coaxial Master Chronometer รุ่น Caliber 8900 ซึ่งผ่านการทดสอบระดับสูงสุด โดยทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องแบบพิเศษทำให้ Seamaster Planet Ocean “PyeongChang 2018” ถือเป็นเรือนเวลาสุดพิเศษสำหรับนักสะสม และเป็นสื่อแทนถึงเกมกีฬาระดับโลกอย่างแท้จริง

 

 


 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline