“Mobile Banking” เกมที่ “กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์” ขอแข่งกันเป็นที่ 1

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อผลประกอบการในปี 2017 ของ 2 ธนาคารยักษ์ใหญ่ในไทยทั้งธนาคารกสิกรไทยหรือ K Bank และ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ต่างมีกำไรที่ลดลงเหมือนกัน แม้ว่ารายได้จะเติบโตขึ้นก็ตาม

“Digital” ใช่ต้นเหตุหรือไม่ ?

โดย K Bank แจ้งว่ามีกำไรสุทธิอยู่ที่ 34,338 ล้าน ลดลง 14.35% จาก 40,174 ล้านบาท ส่วน SCB ก็ได้ระบุว่ามีกำไรสุทธิอยู่ที่ 43,152 ล้านบาท ลดลง 9.73% จาก 46,612 ล้านบาท

หลายคนอาจมองว่า นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์  “Digital Disruption” กับวงการธนาคาร แต่ครั้งหนึ่ง ธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชนเคยกล่าวไว้ว่าแน่นอนการเข้ามาของดิจิทัล จะทำให้รายได้ของธนาคารลดน้อยลงไป แต่ในระยะยาวจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะจะช่วยให้ต้นทุนลดลงไปได้อย่างมหาศาล

แม้ไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าต้นเหตุที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 มีกำไรที่ลดลง เกิดจากฝีมือของดิจิทัลหรือไม่ ? แต่ที่แน่ๆจากจำนวนของผู้ใช้งาน “Mobile Banking” ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อาจเป็นคำตอบให้กับธนาคารทั้ง 2 ได้ว่าควรจะทำเช่นไรถึงจะรับมือกับ “Digital Disruption”

เปิดเกม (อีกครั้ง) บนสนาม Mobile Banking

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุว่า เมื่อถึงสิ้นปี 2016 จำนวนผู้ใช้งาน “Mobile Banking” ของเมืองไทยมีทั้งสิ้น 20,883,147 บัญชี ส่วนข้อมูลของปี 2017 ยังเปิดเผยถึงแค่เดือนมิถุนายน โดยระบุว่ามีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นมาอีกราว 6,000,000 บัญชี หรือมีทั้งสิ้น 26,322,671 บัญชี ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เมื่อถึงวันนี้จำนวนผู้ใช้อาจจะทะลุ 30,000,000 บัญชีไปแล้วก็ได้

และจากตัวเลขนี้เอง จึงไม่ต้องแปลกใจหากทั้ง K Bank และ SCB ต่างขอกระโดดเข้ามาเพื่อแข่งกันเป็นเบอร์ 1” ในสมรภูมิที่ชื่อว่า “Mobile Banking”

ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่านี่ไม่ใช่เกมใหม่ของทั้งคู่ เพราะที่ผ่านมาทั้งคู่ผลัดกันส่งของออกมาโชว์อยู่ร่ำไป แต่สิ่งที่ต้องจับตาชนิดห้ามกระพริบตาคือฟังก์ชันที่ถูกส่งออกมาในระยะเวลาใกล้กัน กลับคลับคล้ายคลับคลาเสียจนต้องตั้งคำถามว่า  บริการของใครจะโดนใจฐานผู้ใช้ได้มากกว่ากัน ? และกระตุ้นยอดใช้ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หวังไว้ได้หรือไม่ ?

 

กสิกรไทยแชมป์ที่ต้องการรักษาต่อไป

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ประกาศไปเมื่อเร็วๆนี้ว่า Mobile Banking ของ K Bank ที่ใช้ชื่อว่าK PLUS” ในปีที่ผ่านมามียอดทำธุรกรรม 3,000 ล้านรายการ ปริมาณธุรกรรม 6.3 ล้านล้านบาท จากฐานลูกค้ามากถึง 7,500,000 ราย และเป็นผู้เข้าใช้งานเป็นประจำ 80%

แม้ไม่อาจบอกได้ว่า ฐานลูกค้า 7,500,000 ราย คือจำนวนผู้ใช้ Mobile Banking ที่มากที่สุดในบรรดาธนาคารพาณิชย์ของไทยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคอนเฟิร์มได้ว่า ยอดทำธุรกรรม 3,000 ล้านรายการ คือจำนวนที่มากที่สุดในประเทศไทยอย่างแน่นอน

ด้วยยอดใช้งานที่สูงขนาดนั้น ทำให้วันนี้ปริมาณธุรกรรมใน K PLUS คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของจำนวนธุรกรรมทั้งหมด ส่วนอีก 35% ผ่านเอทีเอ็ม ที่เหลืออีก 5% หรือประมาณ 180 ล้านครั้ง/ปี มาจากในสาขา

“ถึงปริมาณธุรกรรมในสาขาจะน้อยกว่า K PLUS อยู่มาก แต่ธนาคารยังไม่มีนโยบายที่จะลดสาขา หรือจำนวนพนักงานลง เนื่องจากงานบางส่วนก็จำเป็นที่ต้องพึ่งพนักงานอยู่

ต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน

หากทั้งนี้ถึงจะเป็นปลื้มด้วยตัวเลขที่ออกมา ก็ยังมีจุดอ่อนที่ยังรอการแก้ไขอยู่ เนื่องจากการใช้งานใน K PLUS ยังถูกผูกติดด้วย 3 ฟังก์ชั่นหลักๆได้แก่ เช็คยอด จ่ายบิล และโอนเงิน ที่คิดเป็นการใช้งานเกือบจะ 100% แล้ว

แต่เป้าหมายของ K Bank คือต้องการให้ K PLUS เข้าไปอยู่ใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นในไตรมาสแรกของปี 2018 K Bank จึงวางแผนยกระดับ K PLUS ให้เป็น “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) โดยส่งหมัดแรกออกมาเป็น 4 ฟังก์ชั่น เพื่อกระตุ้นการใช้งาน ได้แก่

1.Quick Pay จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว, 2.อีมาร์เก็ตเพลส เปิดให้ช้อปสินค้าบน K PLUS ตั้งเป้ามียอดส่งสินค้า 30 ล้านรายการ และมียอดซื้อขาย 600 ล้านบาท ในปี, 3.สินเชื่อบุคคล โดยจะให้บริการก่อนสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ผ่านธนาคารประมาณ 2 ล้านราย โดยจะนำ Data analytics มาใช้วิเคราะห์การใช้จ่ายของลูกค้า แล้วประเมินว่าจะควรจะให้สินเชื่อดีไหม

คาดว่าจะมีผู้ที่เข้าข่ายอยู่ประมาณ 7-8 แสนราย แต่ทั้งนี้จะปล่อยสินเชื่อได้มากแค่ไหน ก็อยู่ที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ อีกทั้งบริการนี้ยังใหม่และมีความเสี่ยงว่า ผู้ที่ได้สินเชื่อไปจะมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ และ 4.K PLUS SHOP ตั้งเป้าเพิ่มร้านค้าเป็น 1 ล้านราย

ปีนี้กสิกรไทยตั้งเป้าผู้ใช้งาน K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านราย จากฐานลูกค้าทั้งหมด 15 ล้านราย มีปริมาณธุรกรรมเพิ่มเป็น 6,000 ล้านครั้ง”

พัชร บอกว่า จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นจะมาจากกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งก่อนหน้านั้นจะเน้นกลุ่มเจน Y ซึ่งขณะนี้มีสัดส่วน 55% รวมไปถึงผลักดันให้กลุ่มลูกค้าบัญชีกระแสรายวันมาเปิดการใช้งาน K PLUS

 

ไทยพาณิชย์ขอเบียดขึ้นมาหายใจรดต้นคอ

เช่นเดียวกับ K Bank ฟาก SCB ก็ต้องการเข้าไปอยู่ทุกช่วงเวลาของชีวิตประจำวัน ผ่านการวางเป้าหมายที่จะเป็นไลฟ์สไตล์ แบงก์กิ้งโดยให้ “SCB EASY” เป็นหัวหอกในการเข้าเจาะผู้ใช้งาน หลังจากได้ยกเครื่องครั้งใหญ่ที่ใช้งบกว่า 4,000 ล้านบาท ที่มาพร้อมคีย์เวิร์ดเป็นทุกอย่างเพื่อคุณ” ในช่วงกลางปีก่อน

โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดผู้ใช้งานจาก 4,000,000 ราย มาเป็น 8,000,000 รายในปี 2018 และยังวางเป้าขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 รวมไปถึงยังต้องการขยับผู้ใช้งานให้มาเป็น 10,000,000 รายภายในปี 2020 อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม SCB ก็รู้ดีว่าการเดินตามเป้าหมายที่วางไว้ เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะคู่แข่งค่อนข้างแข็งเกร่งพอสมควร อีกทั้งวันนี้จำนวนผู้ใช้งาน SCB EASY ยังอยู่ที่ราว 6,000,000 คน และใช้งานประจำราว 70-75% เท่านั้น

ด้วยตัวเลขนี้ ธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชนเคยกล่าวไว้ว่า

แม้ว่าจะไม่สามารถแซงขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ได้ แต่ถ้าสามารถขยับขึ้นมาหายใจรดต้นคอได้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ในปีนี้ SCB จึงปรับเป้าใหม่ โดยตั้งเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานมาเป็น 10,000,000 ราย จากฐานลูกค้าทั้งหมด 14,000,000  ราย

ต้องกระตุ้นผู้ใช้ให้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ซึ่งการจะไปยังจุดหมายที่วางไว้ กระตุ้นให้ SCB ต้องเพิ่มตัวเลือกใหม่ๆในการเพิ่มฐานผู้ใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมามี 3 ช่องทางหลักได้แก่ โซเชียลเน็ตเวิร์ค, SCB EASY Buddy และ เครือข่ายของธนาคารซึ่งก็คือพนักงาน โดยมียอดผู้ใช้งานรายใหม่เพิ่มวันละ 10,000 บัญชี 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ เนื่องจากบางครั้ง EASY Buddy ที่อยู่ในวัย 25 ปี ยังไม่สามารถสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในวัย 50 ปีได้ เนื่องจากบางครั้งพูดเร็วจากความเคยชินและใช้ศัพท์เทคนิคซะเยอะ

SCB จึงเลือกปิดจุดอ่อนนี้ด้วยการเพิ่ม Senior Buddy ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เข้ามา เพื่อสื่อสารกับผู้สูงไว้ด้วยกันเอง อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนการใช้งาน SCB EASY เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งธนาบอกว่า ผลงานของ Senior Buddy สามารถเพิ่มยอดผู้ใช้งานได้มากกว่า EASY Buddy ถึง 1 เท่าตัว ดังนั้นจึงได้วางแผนเพิ่ม Senior Buddy ให้เป็น 50 คน จาก 20 คนภายในไตรมาส 1 นี้

ขณะเดียวกันในฟากของฟังก์ชั่นใช้งาน ได้มีการเพิ่ม “SCB EASY Digital Lending” ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นให้บริการสินเชื่อผ่าน SCB EASY โดยชูจุดเด่นสามารถอนุมัติรับเงินใน 3 นาที และกู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าภายในปี 2018 จะมียอดสินเชื่อทั้งหมด 10,000 ล้านบาท

 

ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้ยังได้มีการเปิดตัว โปรเพื่อคุณ (My Deals)” ผลงานแรกจาก เอสซีบี อบาคัส” ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาบริการจากเทคโนโลยี Artificial Intelligence หรือ AI โดยเฉพาะ

โดยโปรเพื่อคุณ จะเป็นแหล่งที่รวบรวมข้อมูลส่งเสริมการขายจากร้านค้าและบริการต่างๆ ให้กับผู้ใช้งาน SCB EASY ได้เข้ามาเลือก โดยที่เข้ามาจะไม่ได้เกิดจากการขายโฆษณา แต่ทุกร้านจะถูกคัดเลือกและการันตีโดย SCB ในระยะแรกจะมีให้เลือกประมาณ 500 รายการ หรือประมาณ 100 ร้าน ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเพิ่มมาอีกเรื่อยๆ

อีกทั้ง เอสซีบี อบาคัส ยังบอกด้วยว่า ในปีนี้จะต้องเห็นฟีเจอร์ที่ถูกพัฒนาโดย เอสซีบี อบาคัส อีกอย่างน้อย 4-5 ฟีเจอร์อย่างแน่นอน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น! ต้องบอกว่า ในวันนี้ไม่ได้มีเพียง K Bank และ SCB เท่านั้นที่เห็นโอกาสจาก Mobile Banking แต่ธนาคารอื่นๆต่างก็มุ่งมายังถนนเส้นนี้เช่นเดียวกัน

ส่วนใครจะเข้าเส้นชัยตามที่วางไว้ได้หรือไม่ ? คงมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline