คุณรู้จักมินิครั้งแรกอย่างไร

แอดมินกำลังนึกถึงฉากหนังขับรถไล่ล่าในดวงใจใครหลายคน เชื่อว่าคอหนังคงจดจำฉาก “มินิตะลุยเมือง” ใน The Italian Job ตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกปี 1969 ที่ปู่ Michael Caine สมัยหนุ่มๆ ควบมินิตะลุยกลางเมืองในอิตาลี ทั้งไต่บันไดในโบสต์ ดริฟต์ข้างร้านกาแฟ ออกนอกตึกทะยานขึ้นยันหลังคา!

ถัดมา 34 ปี คราวนี้เป็นรุ่นหลานอย่างพี่มาร์ก วอร์เบิร์ก รับบท ชาร์ลี โครกเกอร์ เวอร์ชั่นสอง ตะบันมินิคูเปอร์เอสหนีการตามล่าระทึกสุด มุดท่ออย่างเฟี้ยว

 

ทั้งสองเวอร์ชั่นนอกจากส่งให้ The Italian Job ขึ้นหิ้งตำนานหนังจารชนไล่ล่าแล้ว ยังเป็นการประกาศกร้าวของตำนานรถแข่งสัญชาติอังกฤษ

ถึงตัวจะเล็ก แต่ความแรงผมไม่เล็กนะครับ

 

จุดเริ่มต้นของตำนาน MINI Cooper s

มินิคือรถในดวงใจวัยรุ่นทุกคน อันนี้ใครๆ ก็รู้ แต่ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เจ้าตัวจิ๋วคันนี้ มีดีกรีแสบซ่าคว้าอันดับหนึ่งรถแข่งทัวร์นาเมนต์ระดับโลกมาแล้วหลายสมัย!

ย้อนกลับไปปี 1959 เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส (Sir Alec Issigonis) นักออกแบบรถชื่อดังมีความคิดที่จะสร้างรถสักคันที่ขนาดกะทัดรัด เป็นรถครอบครัว ขับขี่ง่าย ประหยัดพลังงาน เขาลงมือวาดภาพที่อยู่ในหัว ก่อนส่งให้ British Motor Corporation (BMC) พัฒนาออกมากลายเป็นมินิคันแรก

มินิควรจะเป็นรถหวานเย็นเช่นนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนสนิทของอเล็กซ์ ผู้เป็นนักแข่งรถและนักออกแบบรถสายซิ่งนามว่า จอห์น คูเปอร์ (John Cooper) ได้มองเห็นอะไรบางอย่างจากเจ้าตัวจิ๋ว เขากระซิบบอกกับอเล็กซ์ว่า “เฮ้! ท่านเซอร์ ผมว่ามินิมันไม่ใช่รถคุณปู่หมูนุ่ม แต่มันคือหนุ่มห้าวที่รอการก้าวเข้าสู่สังเวียน”

 

แน่นอนท่านเซอร์หัวร้อนทันที แม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะจอห์นติดต่อทาง BMC เพื่อขอร่วมพัฒนาต่อยอดแปลงโฉมมินิ ซึ่งต้นสังกัดก็เห็นดีเห็นงามด้วย

21 มกราคม 1964 รถยนต์ Mini Cooper S หมายเลข 37 ติดรหัส 33 EJB คันสีแดง เคลื่อนตัวเองลงสู่สนาม Monte Carlo Rally การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ

นี่เป็นการลงสนามเป็นปีที่ 3 หลังจาก 2 ปีก่อนหน้านั้นไม่ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางสายตาฉงนปนรอยยิ้มมุมปากของผู้ชมทั้งสนาม เจ้าคันกระเปี๊ยกนี่ยังมาอีกเหรอ

ภายใต้ความน่ารักเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแอบซ่อนนวัตกรรมเครื่องยนต์สุดโหดเอาไว้ โดยเฉพาะ “สูตรลับ” ทั้งการวางเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนล้อหน้า ออกแบบน้ำหนักเบา การวางตำแหน่งล้อรถให้อยู่ที่มุมของตัวรถทั้ง 4 ด้าน สร้างความได้เปรียบอย่างยิ่งในสนามแข่งแรลลี่ทั้งภูเขา น้ำแข็ง หิมะ

ในที่สุด “หมายเลข 37” ก็เข้าเส้นชัยอันดับหนึ่ง เอาชนะคู่แข่งที่มีพละกำลังเหนือกว่าทั้งสิ้น

ใช่ มินิล้างคำสบประมาทด้วยถ้วยชนะเลิศในปีนั้น ไม่ใช่แค่ปีเดียว มินิสร้างประวัติศาสตร์เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง 4 ปีติดต่อกัน กิตติศัพท์ร่ำลือทั่วทั้งยุโรป ก่อนที่จะดังพลุแตกไปทั่วโลกจากหนังเรื่องที่กล่าวข้างต้น

ขอบคุณรูปจาก https://www.press.bmwgroup.com/

ผ่านมาแล้ว 60 ปี ที่นั่งหลังพวงมาลัยมินิ ยังคงมีจิตวิญญาณแห่ง “หรู แรง คลาสสิก” อย่างเต็มเปี่ยม ดั่งมนต์เสน่ห์เพรียกหาหนุ่มสาวทั่วโลกหลงใหลไม่เสื่อมสมัย

 

ยก Piccadilly มาไว้ที่มอเตอร์โชว์ 2019

เราหยุดอยู่ที่บูธที่โดดเด่นที่สุดในงานมอเตอร์โชว์ 2019 ครั้งนี้

เด่นที่ว่านี้คือบรรยากาศบูธ การตกแต่ง ธีมที่เลือกใช้ต้องบอกว่ามินิทำออกมาเท่สุด

งานนี้ “จิมมี่” ปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย โบกธงจัดเต็ม เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปีมินิทั่วโลก การจัดบูธในปีนี้จึงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการชวนผู้ร่วมงานดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ ณ ประเทศต้นกำเนิดของรถมินิ

แน่นอนไฮไลต์ของงานในปีนี้ คือการโชว์ MINI Cooper S ตัวแรงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 60 ปี มาในโฉมใหม่ ให้โลดแล่นบนถนนเมืองไทยอีกครั้ง

ในย่านพิคคาเดลี กลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สองข้างทางที่คลาคล่ำไปด้วยโรงละคร นี่คือบรรยากาศที่มินิยกมาไว้ที่อิมแพ็คชาแลนเจอร์ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้

“สิ่งสำคัญในการทำตลาด คือการเล่าแบรนด์สตอรี่ แน่นอนว่าคนรู้จักมินิอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เขาซึมซับคุณค่าของแบรนด์มากขึ้น มินิไม่ใช่แค่หรูอย่างเดียว แต่มินิสะท้อนคาแรกเตอร์บางอย่างที่แบรนด์อื่นไม่สามารถให้คุณได้ ทั้งความร่วมสมัย ความคลาสสิก เรื่องศิลปะที่ขึ้นชื่อของอังกฤษ ต่างๆ เหล่านี้ผสมผสานเป็นธีมนี้ขึ้นมาเพื่อสะท้อนทั้งตัวตนของแบรนด์กับของคนขับมินิว่าเป็นอย่างไร” ผู้บริหารมินิเล่าคอนเซ็ปต์

นอกจากเป็นผู้บริหารมินิมากว่า 10 ปีแล้ว พี่จิมมี่ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้มินิตัวจริง ขับเอง ขายเอง เรียกว่าแบรนด์กับชีวิตจริงหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรื่องราวความรักความผูกพันกับแบรนด์ถูกถ่ายทอดให้เราฟังอย่างสนุก

“ถ้านึกถึงรถหรู คุณก็คงมีหลายแบรนด์ที่นึกถึง แต่ถ้านึกถึงแบรนด์ที่หรูแล้วยังคาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุด ก็ต้องมินิ  มินิเป็นรถที่ต้องการเจ้าของที่รักในความแตกต่าง มีวาไรตี้สูงมาก คัสตอมได้เป็นตัวของตัวเอง ตัวรถสีนี้ หลังคาอีกสีหนึ่ง แค่แต่งไฟอารมณ์ก็เปลี่ยน ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่เหมือนใครและไม่ชอบให้ใครเหมือน มินิคือชอยส์ดีที่สุด

ส่วนฟีลการขับ ผมอยากให้ทุกคนได้ลองนั่งหลังพวงมาลัยมินิสักครั้ง ทุกรุ่นเลย ตั้งแต่รุ่น MINI Hatch 3 ประตู ไปจนถึงรุ่นอเนกประสงค์มากขึ้นอย่าง MINI Countryman คุณจะเซอร์ไพรซ์ มินิคือส่วนผสมระหว่างงานศิลปะกับความสปอร์ต ภายนอกดูน่ารัก แต่ถ้าเหยียบคันเร่งปุ๊บอีกอารมณ์หนึ่งเลย ไม่ว่าจะพัฒนาเป็นโมเดลไหน จิตวิญญาณรถแข่งยังคงเต็มเปี่ยม นี่คือความแตกต่าง

ลูกค้าเล่าให้ผมฟังนะ เคยขับยี่ห้ออื่นมา แพงกว่ามินิก็เยอะ พอมาเปลี่ยนเป็นมินิ ก็ไม่เล่นแบรนด์อื่นอีกเลย เขาบอกว่ามินิสาวมองเยอะกว่า (หัวเราะ)”

 

60 Years Edition

ภายในงานบอกเลยว่าผู้คนให้ความสนใจบูธมินิเยอะมาก นอกจากมาดู มาถ่ายรูปรถแล้ว ด้านในยังมีคาเฟ่ร้านกาแฟ นั่งพูดคุยกันได้ด้วย

งานนี้มินิขนทัพรุ่นเรือธงมาอวดโฉม และอย่างที่บอก พระเอกนำขบวนคือ MINI Cooper S รุ่นฉลองครบรอบ 60 Years Edition  “British Racing Green IV” ตัวถังสีเขียวหลังคาขาว บอกเลยว่าแฟนพันธุ์แท้เห็นแล้วกรี๊ด เพราะนี่คือสีคลาสสิกตอนเปิดตัวครั้งแรก เมื่อ 60 ปีก่อน

 

“ทั้งหมดในโลกผลิตแค่ 500 คัน ที่ไทยขาย 17 คัน รุ่นนี้ตกแต่งเป็นพิเศษ ทั้งสีตัวถัง British Racing Green IV ตัดด้วยสีหลังคาและกระจกมองข้างสี Pepper White รอบคันโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ 60 ปี ตกแต่งเส้นสายบนฝากระโปรงหน้าด้านซ้าย กรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง กาบบันได และไฟ LED ฉายสัญลักษณ์ 60 ปี จากประตูคนขับ ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วในลายพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ มีไฟท้ายแบบ LED ลายธงยูเนียนแจ็คอันเฉพาะตัวของมินิในเจเนอเรชั่นปัจจุบัน”

โดย MINI 60 Years Edition–Cooper S รุ่น 3 ประตู ราคา 2,900,000 บาท และ MINI 60 Years Edition – Cooper S รุ่น 5 ประตู  ราคา 2,940,000 บาท

“วันนี้เปิดตัวมีลูกค้าจองไป 5 คันแล้ว” เรามองดูนาฬิกา ตอนนี้นี่บ่ายสอง เปิดตัวตอน 10 โมง ก็เท่ากับแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

“แบรนด์มินิมีความเป็นรถคลาสสิก หลายคนไม่ได้ใช้เป็น Daily car แต่ใช้ในวันพักผ่อน ไปเที่ยวต่างจังหวัด หลายคนก็มองเป็นของสะสม ถึงเป็น New Model แต่ราคาไม่ค่อยตก ผมรู้จักแฟนคลับมินิบางคนสะสมจอดไว้ 17 คัน ตัวลิมิเต็ดอิดิชั่น ยิ่งเก็บมูลค่าก็ยิ่งเพิ่ม แต่เขาไม่ขาย มันเป็นคุณค่าทางใจ” ผู้บริหารอธิบาย

นอกเหนือจาก MINI 60 Years Edition แล้ว มินิ ประเทศไทย ยังมีมินิอีกหนึ่งรุ่นมาเปิดตัวในงาน Motor Show รอบนี้ นั่นก็คือ MINI Countryman Black Edition ที่ใช้พื้นฐานของรถ MINI Cooper S Countryman มาตกแต่งให้ดุดันมากขึ้น ด้วยตัวถังมีดำด้านทั้งหมด ล้อสีดำด้าน กรอบไฟเลี้ยวลวดลาย Checkmate และ ไฟสปอตไลต์คู่หน้า ในราคาเปิดราคาจำหน่าย 2,379,000 บาท

 

จัดเต็ม MSI ฟรี! ค่าบำรุงรักษา 10 ปี หรือ 100,000 กม. พร้อมกิจกรรมสุด Exclusive

หลายคนที่อยากจะขยับจากรถ D-Class ญี่ปุ่นเป็นยุโรป แต่กลัวเรื่องค่าดูแลรักษาบานตะไท งานนี้เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี พี่จิมมี่ประกาศจัดเต็มมอบแพ็กเกจการรับประกันและดูแลรักษา MINI Service Inclusive (MSI) ฟรี! ค่าบำรุงรักษา 10 ปี หรือ 100,000 กม. ให้กับมินิทุกรุ่นทุกคันในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้

อีกเรื่องคือการสร้างประสบการณ์พิเศษซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของมินิ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางมินิจัดแคมเปญพาลูกค้าผู้โชคดีไปประเทศอังกฤษ เยี่ยมชม MINI Plant Oxford ดูสายการผลิตรถยนต์ MINI อย่างใกล้ชิด จำนวน 10 รางวัล (20 ที่นั่ง)

นอกจากนี้ มินิจะมอบประสบการณ์ให้กับเหล่าสาวกแฟนคลับทุกคน คงจำกันได้ก่อนหน้านี้กับงาน MINI Phenomenon ที่สร้างปรากฏการณ์มินิสุดมหัศจรรย์ ด้วยการแปรอักษรด้วยรถ MINI ที่เคยจัดขึ้นในปี 2007 กับการแปรอักษร Long Live the King ด้วยรถ MINI 407 คัน ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

“ตอนนั้นลูกค้าแย่งกันจะเข้าไปอยู่ในตัวอักษร KING ตอนนี้เชื่อว่าถ้ารับสมัครก็น่าจะเต็มแป๊บเดียว เดี๋ยวในปีนี้เราจะมีกิจกรรมลักษณะนี้อีก ติดตามกันให้ดีนะครับ”

ทั้งหมดเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของค่ายรถในดวงใจใครหลายคน สำหรับใครที่สนใจมินิ อย่ารอช้า ผู้บริหารใจดีมาก พร้อมให้คุณได้สัมผัสได้ทดลองขับแล้ว



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer