โจทย์ใหญ่ของคนทำงานทุกยุคสมัย ไม่ว่า Trend ลักษณะงาน ลักษณะประชากรส่วนใหญ่ในตลาดแรงงานและ Technology จะเปลี่ยนไปอย่างไร คือหาจุดสมดุลระหว่างงานกับการพักผ่อนและชีวิตส่วนตัวให้ได้ ใครแก้โจทย์ข้อนี้ได้ความกลัดกลุ้มที่รบกวนสมาธิจะหมดไป

จนเปิดทางให้ทำทุกอย่างได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ความท้าทายใหม่จะเกิดขึ้นทันที ถ้างานที่ทำอยู่ไม่ได้อยู่ในช่วง 8 ชั่วโมง ตามกะทำงานของบริษัททั่วไป

ร้ายกว่านั้นงานบางงานอาจใช้เวลาเกิน Office Hour หรือแม้เป็นงานปกติก็อาจมีบางครั้งที่จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าปกติ เช่น การปิดงบการเงินช่วงสิ้นปี หรือสะสางงานของวันหยุดยาว จนส่งผลกระทบต่อ Work Life Balance ต่อไปนี้คือเคล็ดลับขยับชีวิตให้ลงตัวหากต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว

สร้างสมดุลใหม่ที่ ‘ใช่’ กับตัวเอง: หากต้องทำงานนานเกินปกติ ทั้งแบบนานๆ ครั้ง หรือเป็นกิจวัตร เคล็ดลับข้อแรกที่ช่วยให้ยังสามารถรักษาสมดุลชีวิตไว้ได้ คือการกำหนดนิยามความสมดุลนั้นใหม่ เพราะตราบใดที่คุณรู้สึกฝืน ชีวิตคุณก็ไม่มีทางลงตัว ควรหาวิธีบริหารจัดการงานให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต

แบบที่ทั้งคุณและคนในครอบครัวยอมรับได้ และไม่ลำบากกับทุกฝ่ายจนเกินไป เช่น ถ้าเข้ากะกลางคืน หลังเลิกงานอาจตรงเข้าบ้านก่อนเพื่อไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนนอนพัก

หากสามารถปลีกตัวมาพักได้เล็กน้อยก็อย่าลืมโทรศัพท์หาคนใกล้ชิดบ้าง หรือปิด Job ที่ต้องใช้เวลาทำงานนานกว่าปกติให้ตรงกลับบ้านทันที

ต้อง Sure ต้องชัด ถ้าอยากพักสมอง: หลังได้นิยามความสมดุลใหม่ด้วยการบริหารจัดการแล้ว เคล็ดลับข้อถัดมาที่ช่วยให้ชีวิตลงตัว ถ้างานไม่ ‘เริ่ม 10 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น’ แบบคนทั่วไป คือการกำหนดกรอบเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน

เคล็ดลับข้อนี้กลุ่มทำงานอิสระจะเข้าใจดีที่สุด เพราะถ้าช่วงไหนงานเยอะก็มากจนล้นแทบทำไม่ไหว ตรงข้ามกับช่วงที่งานไม่เข้า ก็ว่างจนเหงา

ถ้าพอรู้ล่วงหน้าว่า วันไหนของสัปดาห์ เดือนไหนของปีว่าง ก็ควรชัดเจนไปเลยว่า ไม่รับงานเพื่อให้ร่างกาย สมอง และจิตใจได้พักอย่างเต็มที่ เพื่อพร้อมกลับมารับงานหนักใหม่อีกครั้ง โดยพักอย่างแท้จริง รวมถึงการเว้นระยะจาก Social Media ตัวการทำให้จิตใจฟุ้งซ่านด้วย

ไม่มองข้ามคุณค่าของเวลา: ระหว่างที่งานรัดตัวเราทุกคนคงคิดไปล่วงหน้าว่า หากปิด Job จะพักผ่อนตามที่ใจอยาก ทั้งด้วยการท่องเที่ยว คลายเครียดผ่านการออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับคนในครอบครัว โดยการที่เวลาในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย ก็ไม่ได้หมายความว่าแผนทั้งหมดที่วางไว้จะต้องถูกพับไปเสียหมด

เพราะคุณยังสามารถทยอยทำเรื่องเหล่านี้แบบเก็บเล็กผสมน้อยได้ หรือที่เรียกว่า Micro Action เช่น เปลี่ยนจากการเข้า Fitness 2 ชั่วโมงหลังเลิกงานทุกวัน มาเป็นเดินขึ้นลงบันไดวันละ 10 นาที หรือลุกออกจากโต๊ะไปพักที่ส่วนหย่อมใน Office สักพักแทนการลาไปเที่ยวภูเขา

การทำแบบนี้ไม่ต่างจากการหยอดกระปุกเติมพลังใจให้พร้อมลุยงานยาวๆ ได้อีกครั้ง และใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

อย่าให้งานสร้างระยะห่างจากคนใกล้ชิด: ผลกระทบโดยตรงหากต้องทำงานนานเกิน Office Hour แบบต่างๆ ทั้งเพื่อนำค่าล่วงเวลามาใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องทำเพื่อสะสางงานให้เสร็จ คือทำให้คุณไม่ได้กลับไปหาคนในครอบครัว ทางออกของเรื่องนี้คือ Technology ใกล้ตัว

อย่าง Smartphone และ Social Media ต่างๆ ที่เชื่อมเราให้ใกล้กันได้เสมอ และระยะทางไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ดังนั้น ทุกครั้งที่ต้องทำงานแบบลากยาวหรือห่างบ้านไปไกล อย่าลืมแบ่งเวลามากระชับความสัมพันธ์ผ่าน Technology เหล่านี้

จำไว้ว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง คือ งานก้าวหน้า ครอบครัวเป็นความสุขแบบที่ความสัมพันธ์ของคนในบ้านยังคงแน่นแฟ้น แม้คนหนึ่งต้องทำงานไกลบ้านบ้างก็ตาม /themuse

– /



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer