ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ หวังสร้างผู้เล่นหน้าใหม่ในการผลิตผลงานภาพยนตร์ไทยคุณภาพ เผย 3 คีย์ซักเซสทำให้อีโคซิสเท็มหนังก้าวหน้า ปีนี้ทุ่ม 100 ล้านบาท ส่งหนัง 3 เรื่องลงจอ หวังรายได้ 300 ล้านบาท

 

โยนู ชเว กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและยังมีผู้สร้างมากฝีมืออยู่มากมาย โดยในปี 2017 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีรายได้จากการจัดฉายภาพยนตร์ (Box Office) มากกว่า 3.83 หมื่นล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่สามารถผลักดันให้ก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ

ปีนี้ ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ทุ่มงบประมาณ 100 ล้านบาท ในการผลิตภาพยนตร์ 3 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องใช้งบในการสร้าง 25 ล้านบาท และที่เหลือใช้ในการโปรโมตภาพยนตร์ทั้งหมด โดยคาดหวังรายได้รวม 300 ล้านบาท

โยนู ชเว ยังกล่าวถึงจำนวนภาพยนตร์ไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้นลดลงเฉลี่ย 35 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2015 มีจำนวนภาพยนตร์ไทย 63 เรื่อง ในปี 2016-2018 มีจำนวน 38,48,42 เรื่องตามลำดับ

“ตัวชี้วัดว่าภาพยนตร์ไหนประสบความสำเร็จคือ ภาพยนตร์เรื่องนั้นทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งภาพยนตร์ไทยประสบความสำเร็จเฉลี่ยเพียงปีละไม่ถึง 3 เรื่องเท่านั้น” 

คำนวณจากสถิติพบอัตราประสบความสำเร็จของสตูดิโอภาพยนตร์ในไทยมีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สตูดิโอในไทยมีความเสี่ยงในการแบกรับสูง และต้องระมัดระวังในการเลือกทำภาพยนตร์แค่เพียงบางประเภทเท่านั้น เป็นการลดโอกาสของผู้กำกับและผู้เล่นหน้าใหม่ ซึ่งส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยรวมในประเทศ เพราะจะมีแต่การผลิตซ้ำ

“คนไทยชอบหนังโรแมนติก คอมเมดี้ ขณะเดียวกันเชื่อว่าคนไทยก็ยังรับรู้หนังประเภทอื่น และหวังพัฒนาให้มีหนังประเภทอื่นมากขึ้น”

“หากไปดูหนังฮอลลีวู้ด จะเห็นว่าทำรายได้ได้มากกว่าถึง 3 เท่า และมักจะติดอันดับหนังต้นๆ เสมอ เหตุผลง่ายนิดเดียวคือ คนดูรู้สึกว่าหนังฮอลลีวู้ดดูแล้วคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป”

โยนู ชเว กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นถ้าทำอีโคซิสเต็มของภาพยนตร์ในไทยให้มีคุณภาพดีขึ้นได้ ตลาดภาพยนตร์ก็จะโตขึ้น โดยวิธีที่จะทำให้ตลาดคึกคัก คือการนำผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา เพราะมีความสดใหม่ ซึ่งซีเจ เมเจอร์ หวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ตลาดภาพยนตร์โตขึ้น

โยนู ชเวยังเน้นย้ำอีกว่า วิธีที่จะเริ่มต้นให้เกิดอีโคซิสเท็มที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จนั้นมี 3 สิ่งคือ

1. การเพิ่มคอนเซ็ปต์ และเนื้อเรื่องที่หลากหลาย มีความเป็นสากล ซึ่งซีเจ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ถือครองทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า 500  เรื่อง

2. การสร้างลิขสิทธิ์ทางปัญญาขึ้นมาใหม่ พร้อมใส่เอกลักษณ์ท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ลงไปด้วย

3. การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์พันธมิตรในประเทศ

โยนู ชเว กล่าวต่ออีกว่า ซีเจ เมเจอร์ฯ  จะนำภาพยนตร์ที่มีอยู่แล้วเข้ามาฉาย  พร้อมกับสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ และก้าวต่อไปคือ นำภาพยนตร์ไทยออกไปฉายต่างประเทศ

ด้านความท้าทายของตลาดภาพยนตร์เมืองไทยคือ เทสต์ของคนไทยมีความหลากหลาย มีสิ่งดึงดูดมากกว่า ต่างจากเกาหลีที่ส่วนใหญ่คนจะเลือกดูภาพยนตร์เกาหลี มีสัดส่วนแบบครึ่งต่อครึ่ง คือสมมุติมี 10 คน 5 คน จะเลือกดูภาพยนตร์เกาหลี และอีก 5 คน ดูภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ซึ่งของไทยจะเป็น 2 คนดูภาพยนตร์ไทย และอีก 8 คน ดูภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

———————–
Marketeer FYI
สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตโดย ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เตรียมลงจอฉายด้วยกัน 3 เรื่องคือ

Love Battle รัก 2 ปียินดีคืนเงิน ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ในสไตล์มนุษย์เงินเดือน ที่ดัดแปลงมาจากต้นฉบับของประเทศเกาหลี โดยมี วิรัตน์ เฮงคงดี (โจ้) เป็นผู้กำกับ ผู้เขียนบท และ ผู้อำนวยการสร้าง เข้าฉายในวันที่ 20 มิ.ย. นี้

That March: กำกับโดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (มะเดี่ยว) โดยเป็นภาพยนตร์โรแมนติกดราม่า จะเข้าฉายในวันที่ 19 ก.ย.นี้

และ Classic Again: ภาพยนตร์ที่ถูกดัดแปลงมาจากภาพยนตร์เกาหลีอันโด่งดัง เรื่อง The Classic โดยได้ ธัชพงศ์ ศุภศรี (อาร์ม) มากำกับ โดยจะเข้าฉายปลายปีนี้

———————

– ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2559 ภายใต้การร่วมมือระหว่าง เมเจอร์ กรุ๊ป (Major Group) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และบริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด (CJ ENM) ผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้

– ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์
ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (CJ Entertainment) เป็นบริษัทลูกด้านการผลิตภาพยนตร์ของ ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด ผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535

เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดด้วยจำนวนภาพยนตร์ที่ผลิตแล้วมากกว่า 500 เรื่อง และมีการผลิตภาพยนตร์ใหม่ๆ ออกมามากกว่า 20 เรื่องต่อปี

-เมเจอร์ กรุ๊ป
บริษัท เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านความบันเทิงแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2545 โดยประเภทของธุรกิจประกอบไปด้วย ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ ธุรกิจการให้บริการพื้นที่เช่า ธุรกิจการขายโฆษณา และธุรกิจการผลิตและบริหารสิทธิ์ภาพยนตร์

ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ กรุ๊ป บมจ. มหาชน ได้มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยมากกว่า 70% โดยมีโรงภาพยนตร์มากกว่า 160 สาขา 771 โรง และกว่า 176,435 ที่นั่งทั่วประเทศ

ตั้งเป้าภายในปี 2563 จะเปิดให้ถึง 1,000 โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

เมเจอร์ยังมีสาขาในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและลาว จำนวนทั้งสิ้น 7 สาขา 37 โรง และ 8,030 ที่นั่ง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer