“BIW” เปิด ‘ตลาดม่านม้วน’ 2 พันล้าน โต 40% เผยตลาดแข่งดุ หั่นราคาหนัก มองเทรนด์ผู้บริโภคเน้นประหยัดพลังงาน ดันตลาดโต ขณะที่ ‘ตลาดผ้าม่าน’ อิ่มตัว ถือโอกาสดันแบรนด์ ‘Coulisse’ (คูลิส) ตีตลาดเจาะไฮเอนด์ ชูจุดเด่นประหยัดพลังงาน-กันความร้อน ตั้งเป้ารายได้ปี 62 แตะ 300 ล้าน

1-ม่าน

สิริชัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บีไอดับบลิว โฟรดัคส์ เปิดเผยว่า พฤติกรรมการตกแต่งบ้านในปัจจุบันเป็นไปในเทรนด์รักสุขภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น ผู้บริโภคมองหานวัตกรรมการตกแต่งบ้านที่ตอบโจทย์กับการประหยัดพลังงาน อาทิ การประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน ไม่จับฝุ่น เป็นต้น

เทรนด์ดังกล่าวส่งผลให้ ‘ตลาดม่านม้วน’ เติบโตกว่า 40% ในปี 2561 และปีมูลค่าตลาดกว่า 2,000 ล้านบาท

โดย ‘ม่านม้วน’ นับเป็นกลุ่มหนึ่งใน ‘ตลาดผ้าม่านและม่าน’ ซึ่งมีมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เติบโตทรงตัว เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีความต้องการ (Demand) ใช้ผ้าม่านใหม่ๆ ในตลาด ผิดกับ ‘ม่านม้วน’ ที่มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันตลาดม่านม้วนมีผู้เล่นจำนวนมาก และมีดีลเลอร์รวมกับร้านค้าจำหน่ายม่านรวมกว่า 8,000 ราย แต่มีผู้เล่นรายใหญ่ๆ เพียง 5-6 รายในตลาด ถือส่วนแบ่งตลาดกว่า 80-90%

สิริชัยกล่าวอีกว่า แม้ตลาดม่านม้วนจะมีขนาดที่เล็กเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ แต่ตลาดนี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่เกิดสงครามราคา (Price War) มีการตัดราคาจากแบรนด์จีน ประกอบกับพฤติกรรมการซื้อม่านของผู้บริโภคที่มักจะเลือกจาก ‘ราคา’ เป็นอันดับแรก ทำให้คุณภาพของม่านต่ำลง

โดยราคาตลาดของม่านม้วนอยู่ที่ราว 700-1,500 บาทต่อตารางเมตร ส่วนระดับไฮเอนด์จะอยู่ที่ 3,000 บาทต่อตารางเมตร

สิริชัยกล่าวอีกว่า บริษัทเห็นโอกาสทางธุรกิจจึงเข้ามาจับกลุ่มลูกค้าระดับ ‘กลาง’ ถึง ‘ไฮเอนด์’ ซึ่งต้องการสินค้าคุณภาพ มีนวัตกรรม และกำลังซื้อ บริษัทจึงเลือกนำเข้าแบรนด์ ‘Coulisse’ (คูลิส) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และชูจุดเด่น 3 ด้านคือ (1) การดีไซน์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์แฟชั่นและสถาปัตยกรรม (2) คุณภาพและนวัตกรรมที่ได้รับรองมาตรฐาน ไม่จับฝุ่น ไม่ระคายผิว และช่วยกันความร้อนทำให้ผู้บริโภคสามารถประหยัดค่าไฟจากการเปิดแอร์ได้ และ (3) สามารถใช้งานผ่านเทคโนโลยี IOT ผ่านแอปพลิเคชั่น

ส่วนรายได้ของเครือ BIW ในปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท มาจากกลุ่ม B2C ในสัดส่วน 50% และกลุ่มลูกค้าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 50% เช่น อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์, พฤกษา เรียลเอสเตท และเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ โดยกลุ่มนี้บริษัทเข้าไปทำเป็นรายโปรเจกต์

สิริชัยกล่าวอีกว่า นอกจากลูกค้ากลุ่มผู้อยู่อาศัยและดีเวลอปเปอร์อสังหาฯ ยังมีลูกค้าอีก 2 กลุ่มที่บริษัทเล็งเข้าไปทำตลาดคือ กลุ่มออฟฟิศสำนักงาน และกลุ่มโรงแรม ซึ่งมีความต้องการใช้ม่านม้วนเช่นกัน

แสงสุรีย์ อินทเดช ผู้จัดการทั่วไป บีไอดับบลิว โฟรดัคส์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ BIW เป็นบริษัทเดียวที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ Coulisse ได้รับฟีดแบ็ก (Feedback) จากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์เป็นอย่างดี

ส่วนพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ได้แก่ TCDC และเกษรวิลเลจ

สำหรับปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 240-300 ล้านบาท เน้นการทำตลาดผ่านดีลเลอร์และตัวแทนจำหน่าย เปลี่ยนกลยุทธ์การขายจากเดิมที่นำเสนอราคาอันดับแรก เปลี่ยนเป็นนำเสนอ ‘นวัตกรรม’ และเปรียบเทียบให้เห็นถึงคุณภาพเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ตลอดจนการบุกตลาด B2B ให้มากขึ้น

ด้าน เดฟ ชาง ผู้อำนวยการฝ่ายขายภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก คูลิส เนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า Coulisse จะทำงานร่วมกับดีไซเนอร์เพื่อหาโซลูชั่นที่เหมาะสมที่สุด เช่น มีการช่วยคำนวณอัตราการประหยัดไฟ เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายเมื่อไม่ได้ติดตั้ง รวมถึงบริการหลังการขาย และแต่ละปีบริษัทจะเชิญ Trend Watcher มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาสินค้าด้วย

เดฟกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน Coulisse เป็นแบรนด์ติดทอป 3 ในระดับโลก และได้รับความนิยมในหลายอาคารทั่วโลก อาทิ Duo Tower ในประเทศสิงคโปร์ อาคารสำนักงานใหญ่ของ L’Oreal ในบราซิล ฯลฯ

MarketeerFYI_Logo

ตลาดผ้าม่านและม่าน ปี 2561

มูลค่าตลาด 20,000 ล้านบาท ตลาดทรงตัว

กลุ่มม่านม้วน มูลค่า 2,000 ล้านบาท เติบโต 40%

ปัจจัยบวกมาจาก ‘นวัตกรรม’ เช่น ประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน ไม่จับฝุ่น ฯลฯ

ช่วงราคา: ต่ำกว่า 700 บาทต่อตารางเมตร ราคาต่ำกว่าราคาตลาด/700-1,500 บาทต่อตารางเมตร ราคาตลาด/1,500-3,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาระดับไฮเอนด์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer