เงินบาทแข็ง สูงสุดในรอบ 6 ปี วิเคราะห์ตลาดการเงินโลกกำลังส่งสัญญาณอะไร ?

ช่วงปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าชนิดที่น่าแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศ และล่าสุด ก.ค. 62 เงินบาทแข็งอยู่ราว 30.65-30.75 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

เทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคเดียวกัน ‘เงินบาท’ แข็งค่านำภูมิภาค และนับเป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี

ตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ต และกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดการเงินที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แสดงให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเติบโตชะลอตัว ไม่เว้นแม้ประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สื่อหลายสำนัก นักวิเคราะห์หลายราย ต่างฟันธงว่า ‘เงินบาทแข็ง’ เป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านของ ‘สงครามการค้า’ จาก Trade War สู่ Tech War หรือจากประเด็นภาษี สู่การกีดกันเทคโนโลยี ครอบคลุมถึง ‘สินค้า’ ส่วนใหญ่ที่มีเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญ

แต่ไม่ว่าเงินอ่อนหรือแข็ง ก็เป็นเพียงหนึ่งในผลลัพธ์จาก ‘สงครามการค้า’ เท่านั้น

เพราะแท้จริงแล้ว ‘ตลาดการเงินโลก’ กำลังส่งสัญญาณมากกว่านั้น

สงครามการค้า ไม่ได้จบแค่ จีน-สหรัฐฯ

ประเทศสหรัฐอเมริกา มี “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ จนปัจจุบันต่างฝ่ายต่างเอาคืนกันไปมา และมีผ่อนปรนบ้างในบางจังหวะ

แต่ Trade War ที่เกิดขึ้นของสองประเทศไม่ได้กระทบเพียงประเทศคู่กรณี แต่ยังกระทบประเทศอื่นๆ อย่างหนัก เนื่องจากจีน-สหรัฐฯ เป็นยักษ์ใหญ่ในโลก

ความจริงแล้วทั้ง ‘สหรัฐฯ’ พยายามรักษาความเป็นมหาอำนาจโลก โดยมี ‘จีน’ ที่ไต่อันดับขึ้นมาทัดเทียมกันโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี 5G ที่สหรัฐฯ พยายามต่อต้านการใช้งาน 5G ของจีน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเปิดศึกกับประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากจีน ได้แก่ อียู เม็กซิโก อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ

แต่สาระสำคัญของ Trade War คือ ‘กำแพงภาษี’ ซึ่งกระทบทั้งสินค้านำเข้าและส่งออก ทำให้หลายประเทศเสียต้นทุนการผลิตและบางประเทศแทบจะชะลอการลงทุนไปไม่มากก็น้อย

เมื่อ 2 มหาอำนาจขยับ เศรษฐกิจโลกก็เติบโตชะลอตัว โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก

Fed ปรับท่าที แนวโน้มลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เฟด หรือ Fed (Federal Reserve) หน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา มีหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินของประเทศและควบคุมสถาบันการเงินในประเทศ

เมื่อ Fed ปรับท่าทีและส่งสัญญาณจากที่เคยกล่าวเมื่อปลายปีก่อนว่าปี 2561 จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ เป็นผลมาจาก Fed มองว่าสหรัฐฯ จะสามารถรับมือกับสงครามการค้าได้ดี

อนึ่ง ในปี 2561 เฟดได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง แม้ว่าทรัมป์จะเปิดฉากสงครามการค้า

เงินบาทสุดแข็ง คาดแข็งสุด 29.50 บาทต่อเหรียญ

ตรรกมองว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ค. 62 ก.ย. 62 และในไตรมาส 1/63 ซึ่งจะดึงดูดเงินทุนไหลเข้าและหนุนค่าเงินบาท

แต่การแข็งค่าของเงินบาทจะถูกจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก ภาคส่งออก และท่องเที่ยวชะลอตัว รวมถึงแนวทางการดูแลค่าเงินบาทของทางการ

นอกจากนี้ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสกลับทิศจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ตลอดปี 2562 ขณะที่พยายามประคองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ตรรกคาดการณ์ว่า ปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และคาดการณ์ว่าเงินบาทยังคงแข็งค่าอย่างน้อยถึงไตรมาส 2/63 แต่ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าไม่ต่ำกว่า 29.50 บาท

เงินบาทแข็ง ส่งออกติดลบ 1.5% ผู้ประกอบการไม่ทรงก็ทรุด

วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า GDP ประเทศไทยปี 2562 จะเติบโตที่ 3.2% จากเดิมที่รัฐคาดการณ์ไว้ที่ 3.8% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 1.1% เงินเฟ้อพื้นฐาน 0.9%

ตรรกวิเคราะห์ปัจจัยที่ประเมิน GDP โตต่ำลงเป็นผลมาจากธุรกิจ ‘ส่งออก’ และ ‘ท่องเที่ยว’ ที่ชะลอตัวอย่างหนักในช่วง 6 เดือนแรก

คาดการณ์ว่าธุรกิจส่งออกปีนี้ยังคงได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และสงครามการค้าโลก ทำให้เติบโตติดลบ 1.6% ส่วนธุรกิจนำเข้าคาดว่าจะติดลบ 0.5%

“ไทยเริ่มพึ่งพาส่งออกและท่องเที่ยวไม่ไหวแล้ว เราไม่อยากให้คนทำธุรกิจส่งออกกังวลเกินไป อยากให้มองโอกาส เช่นให้ผู้ประกอบการนำเข้าเครื่องจักรเทคโนโลยีมาอัพเกรดการผลิต หรือหากลยุทธ์ที่เหมาะสม” ตรรกกล่าว

ส่วนแนวทางที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวคือ ส่งเสริมการบริโภคภาคเอกชน และให้ภาครัฐสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

รายงานของ EIC คาดการณ์ว่า GDP ของสหรัฐฯ ในปี 2562 จะอยู่ที่ 2.2% จากปี 2561 ที่ 2.9% ส่วน GDP จีนในปี 2562 คาดว่าอยู่ที่ 6.6% จากปี 2561 ที่ 6.6%

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer