มาสด้า 3 ใหม่ เขย่า C – Segment บทวิเคราะห์ตลาดรถยนต์ 2562 เมื่อขุนศึกบังเกิด สงครามก็ระเบิด

วิเคราะห์ตลาดรถยนต์ C-segment และทำไมมาสด้าจึงกล้าส่ง All new mazda3 ที่ราคาเริ่มต้น 9.69 แสนบาท ลงมาสู้ศึกในตลาดนี้

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เป็นเดือนที่มียอดจำหน่ายรถยนต์ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 80,838 คัน ลดลง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

โดยมีผลมาจากทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรฐกิจในไทย รวมทั้งสถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อมากขึ้น

แม้ยอดขายรถยนต์จะร่วงติดต่อกันมาเป็นเดือนที่สาม แต่ภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกมียอดจำหน่ายรถสะสมที่ 685,652 คัน เพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์ต่างเชื่อมั่นว่าตลาดยังโตได้ ถึงแม้จะไม่เป็นเหมือนคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ในช่วงต้นปี โดยจะเห็นแต่ละค่ายเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ลงมาสู่ตลาดมากมาย

เช่นเดียวกับมาสด้า รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ล่าสุดเปิดตัว All New Mazda3 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ส่งโมเดลใหม่มาสู้ศึกในตลาด C-segment ที่กำลังร้อนแรง

แล้วตลาดความต้องการของรถยนต์กลุ่ม C-segment นี้ปีหนึ่งๆ มีเท่าไรกัน

คำตอบคืออยู่ที่ปีละ 50,000-60,000 คัน มีเจ้าหลักในตลาดอยู่ 3 ค่าย โดยมาสด้าอยู่ในอันดับ 3

และมาสด้า3 โมเดลที่ผ่านมามี market share ที่ 28%

มาสด้าเชื่อว่า All New Mazda3 จะสามารถแข่งขันได้ โดยใช้จุดแข็งในเรื่องของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่จัดเต็มตั้งแต่รุ่นแรก โดยหวังจะสร้างส่วนแบ่งในกลุ่มซีดาน หรือ 4 ประตูมากขึ้น ส่วนในรุ่น Fastback (เปลี่ยนชื่อจาก Hatchback) หรือ 5 ประตู มาสด้ามั่นใจเพราะเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว

ทั้งสองโมเดลของ มาสด้า 3 ใหม่ นี้มาสด้าระบุว่า ได้ออกแบบใหม่และพัฒนาใหม่ทั้งคันต่อยอดจาก KODO design ในคอนเซ็ปต์ “Less is More” ที่เน้นความเรียบง่าย แต่หรูหรา

ที่น่าสนใจคือเดิมมาสด้า3 จะมีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย แต่มาคราวนี้มาสด้าตัดรุ่นนิวเอนทรีออกไป (2.0 E) ทำให้มาสด้า3 รุ่นใหม่นี้ จะมีจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อย คือ รุ่น 2.0 C, 2.0 S และ 2.0 SP ทั้งหมด 7 สี และมีราคาเริ่มต้นที่ 969,000 บาท ทั้งซีดานและฟาสท์แบค

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมมาสด้าจึงเลือกตัดรุ่นที่มีราคาถูกที่สุดออกไปทั้งๆ ที่รุ่นราคาที่ถูกน่าจะทำเป้าได้ดีกว่า

มาสด้าระบุว่า เพราะในกลุ่มตลาดรถยนต์ C-segment นั้น 10 กว่าปีที่ผ่านมายอดขาย 80% เป็นรถราคาที่อยู่ในช่วง 960,000 บาทขึ้นไป

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาใน 3 เจเนอเรชั่นคือ มาสด้ามีรุ่นที่ราคาต่ำกว่า 960,000 บาท แต่กลับขายได้น้อยมาก ขณะที่รถมาสด้ากลุ่ม C-segment ในรุ่นทอป และรองทอป กวาดสัดส่วนยอดขายไปราว 80%

มองว่า กลุ่มลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ราคาเหล่านี้ คือกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการใช้รถ ต้องการสมรรถนะ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จะตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง

เพราะฉะนั้นมีรุ่นถูกแต่ไม่ได้ขาย มาสด้าจึงเลือกทำรุ่นฟูลออปชั่นตั้งแต่รุ่นแรกที่อยู่ในเกณฑ์ราคาที่ลูกค้าซื้ออยู่แล้ว

แม้ราคาจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ แต่ในยุคนี้ผู้บริโภคน่าจะเลือกจากความชอบ ดีไซน์ ฟังก์ชันที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเองมากกว่า

ทั้งนี้ การเปิดตัว All New Mazda3 นั้นตั้งเป้าภายใน 1 ปีมียอดจำหน่าย 7,000 คัน หรือเฉลี่ยราวเดือนละ 600 คัน แบ่งเป็นซีดาน 50% และฟาสท์แบค 50%

มองว่าการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในช่วงเวลานี้จะช่วยดันยอดจำหน่ายให้มาสด้าได้แน่ๆ แม้จะมีการปรับเป้ายอดจำหน่ายปีนี้ลงมาเหลือ 65,000 คัน จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ราว 72,000-73,000 คัน ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในไทยไม่สดใสตามที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี

จึงต้องรอดูต่อไปว่า All New Mazda3 ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะทำให้มาสด้าทำได้ตามเป้าหรือไม่ ต้องติดตาม

– ยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าเดือน ม.ค.-ส.ค. อยู่ที่ 4.1 หมื่นคัน

– มาสด้าระบุว่า มาสด้า 3 เป็นมาตรฐานที่ให้เรื่องของเทคโนโลยีตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกมาโดยตลอด เป็นไดเร็กชันที่ต้องการให้ลูกค้าอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มาสด้า3 ขายได้ 1 แสนคันในรุ่นแรก

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer